9 วิธี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO

9 วิธี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO

ไม่ว่าธุรกิจประเภทไหนก็ย่อมต้องมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจออนไลน์ที่มีการแข่งขันกันชนิดที่เรียกว่าห้ามกระพริบตาเลยทีเดียว เนื่องจากผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างหนัก การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัล และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวหันมาทำการตลาดด้วยระบบดิจิทัล หรือ Digital Marketing กันมากขึ้น แลนี่คือ 9 วิธีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO มาฝากบรรดาผู้ที่สนใจการทำธุรกิจการตลาดแบบออนไลน์

  1. การสร้าง Content ที่มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของผู้เข้าชมเว็ปไซต์ หากคุณสร้าง Content ซ้ำกับเว็บไซต์อื่น นั่นหมายความว่าอันดับในการค้นหาและพบเจอธุรกิจของคุณก็จะแย่ลงไปด้วย
  2. การจัดวาง Keyword อย่างเหมาะสมกับเนื้อหาของบทความ ปัจจุบันการทำ SEO โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Google จะเน้นเนื้อหาและคีย์เวิร์ดที่ส่งเสริมกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่การใส่คีย์เวิร์ดแบบยัดเยียดเหมือนในอดีต
  3. การทำ Long tail Keywords หรือ การใส่คีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง และเติมคำต่อท้ายคีย์เวิร์ดหลักที่มีความหมายกว้าง แต่มีความหมายเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น แอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ, แอลกอฮอล์ล้างมือขนาดพกพา เป็นต้น จะช่วยเพิ่มกลุ่มเป้าหมายเฉพาะให้กับธุรกิจบริการมากขึ้น
  4. ไม่ควรนำลิงก์ไปใว้ในไดเรกทอรี่ (web directories) เพราะจะทำให้ Google มองว่าลิงก์นั้นเป็น Spam และขาดความน่าเชื่อถือไปในทันที
  5. เลิกทำการตลาดด้วยวิธีไป Comment ต่าง ๆ เพราะการแทรกลิงก์เว็บไซต์ของสินค้าและบริการไว้ตามComment ต่าง ๆ จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะปัจจุบัน Google ถือว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ลิงก์กลายเป็น Spam ไปโดยปริยาย
  6. การทำ Mobile Optimization ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาบนมือถือ เพิ่มโอกาสในการช้อปปิ้งให้แก่ลูกค้ามากขึ้น จากการสำรวจของ Google พบว่า ลูกค้าธุรกิจและบริการนิยมใช้มือถือค้นหาสินค้าและบริการต่าง ๆ มากกว่า การใช้เครื่อง PC และโน้ตบุ๊ก นอกจากนี้ยังพบว่าสถิติในเช้าวันจันทร์มีการใช้งานอุปกรณ์มือถือเพื่อเปิดอีเมลทำงานและช้อปปิ้ง สูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย
  7. การทำ Metadata ของเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้แก่ ข้อมูลรายละเอียดที่อธิบายถึงความเป็นมาของ ธุรกิจ สินค้าและบริการนั้น ๆ เช่น ข้อมูล ชื่อผู้แต่ง ชื่อเจ้าของผลงาน ผู้รับผิดชอบ ปีที่ผลิต ชื่อเรื่องที่เขียน ซึ่งหากมีรายละเอียดที่มากขึ้น ก็จะช่วยให้สะดวกต่อการจัดการและสืบค้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
  8. ความยาวของTitle Tags หรือชื่อหน้าของเว็บเพจ ควรอยู่ที่ 10 ถึง 70 characters เพราะโดยปกติ Google จะแสดง Title บนหน้าเพจแสดงผลอันดับการค้นหาในขนาดไม่เกิน 70 ตัวอักษร หากยาวเกินไป Google ก็จะตัดทิ้งโดยอัตโนมัติและไม่แสดงให้เห็นอีก ดังนั้น เทคนิคการใส่คีย์เวิร์ดจำนวนมากในชื่อ Title แบบในอดีต จึงไม่มีผลต่อ SEO ในปัจจุบัน
  9. การสร้าง Content ที่มี Keyword แบบมีคุณภาพ และอัปเดตเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับต้น ๆ ใน Google มากกว่าการใช้ Keyword แบบเน้นปริมาณ เพราะ Google ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่มีคุณภาพและมีความสดใหม่ ซึ่งจะได้รับความสนใจอย่างสูงจากผู้ใช้บริการด้วยเช่นกัน
5 สิ่งที่คุณควรทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ติดอันดับ Google

สิ่งที่คุณควรทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ติดอันดับ Google

SEO เป็นสิ่งที่คุณทำได้ด้วยตัวเองไม่ว่าคุณจะมีบริษัทเล็กหรือใหญ่ก็ตาม โดยไม่ต้องจ้างทำก็ได้และไม่เกี่ยวว่าจะเริ่มตอนไหน หากทำอย่างดีเยี่ยมก็จะมีโอกาสติดอันดับ Google ซึ่งเป็น Search engine อันดับหนึ่งที่ลูกค้าหรือบุคคลทั่วไปค้นหาสิ่งที่ต้องการอยากจะรู้ ไม่ว่าจะเป็น แหล่งท่องเที่ยว สินค้าบริการนานาชนิด หรืออื่น ๆ โดยหลักการ Search ของคนที่ค้นหาในกูเกิ้ล จะมีการดูผลการค้นหาอย่างมากไม่เกินหน้าที่ 3 ด้วยเหตุนี้ ก่อนการทำ SEO ควรทำความเข้าใจเพื่อที่จะได้ใช้แรงและเงินน้อยที่สุด ถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ทำธุรกิจหรือเว็บไซต์

เริ่มต้นวางแผนเลือก Keyword ให้ดีและถูกต้อง ก่อนที่จะลงมือเขียนบทความหรือว่าจ้างเขียนบทความ จะช่วยให้ประหยัดเวลา ในทางตรงข้ามถ้าคุณเลือก Keyword ผิดก็จะทำให้การติดอันดับผิดไปด้วย ซึ่งไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจหรือเว็บไซต์ของคุณดีขึ้นอย่างที่ต้องการ ต่อมา การสร้างเนื้อหาโดยวิธีการสร้าง content เอง หรืออาจจะไปจ้างคนเขียนก็ได้ แต่ต้องให้เหมาะกับ Keyword ที่คุณได้เลือก Keyword จากความเข้าใจที่ 1 มาอย่างดีแล้ว

ข้อมูลที่มีคุณภาพ และเป็นเนื้อหาใหม่

หากเว็บไซต์ของคุณมีจำนวนหน้าเพจหลายหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่ไม่ส่งผลในการติดอันดับ SEO ในทางตรงข้าม ถึงแม้มีจำนวนหน้าที่น้อยแต่เป็นข้อมูลที่ดี ก็มีโอกาสการติด SEO มากกว่าได้ ทุกวันนี้ในกลุ่มเว็บ วิเคราะห์บอล ในเมืองไทยมักจะเห็นการ copy เนื้อหามาใช้กันเยอะ ซึ่งนั่นไม่ได้เป็นผลดีเอาเสียเลย ในด้านชื่อโดเมน จะมีหรือไม่มี Keyword ก็ได้ การมีโอกาสติด SEO ได้นั้น หลายคนเข้าใจผิดว่าชื่อโดเมนจะต้องมี Keyword ในความเป็นจริง ชื่อโดเมนจะมี Keyword หรือไม่มี Keyword ก็ไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด เพราะที่สำคัญคือ การเน้นเนื้อหาอย่างมีคุณภาพ จึงจะสามารถติด SEO ได้ ท้ายสุดคือการตรวจวัดผลว่าติด SEO หรือไม่นั้น ต้องดูในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ว่าจะติดอันดับหลังจากที่ทำในทันที แต่จะต้องอาศัยเวลาในการติดอันดับ อาจจะเป็น 2 สัปดาห์ 1 เดือนหรือ 3 เดือนก็ได้

สิ่งที่คุณควรทำความเข้าใจ ก่อนการทำ SEO เพื่อจะได้ติดอันดับ Google เปรียบเทียบคล้ายกับการทำธุรกิจ กล่าวคือ อย่าคิดว่าสายเกินไปแล้ว ซึ่งสามารถสังเกตได้จาก ผู้พันแซนเดอร์ส กว่าจะก่อตั้งบริษัทหรือ KFC ครั้งแรก ก็ตอนอายุ 65 ปีแล้ว แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะมีอายุมากหรือเวลาผ่านไปแค่ไหนก็สามารถเริ่มต้นทำธุรกิจได้ เพราะฉะนั้น คุณก็สามารถเริ่มทำ SEO ได้ตั้งแต่ตอนนี้ เริ่มจากการออกแบบเว็บไซต์ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ พร้อมเนื้อหาที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้ชม ก็มีโอกาสติด SEO มากกว่าคู่แข่งที่มีข้อมูลเก่าหรือข้อมูลที่ด้อยคุณภาพอย่างแน่นอน

เขียนบทความอย่างไร ให้ติดอันดับ SEO บน Google

เขียนบทความอย่างไร ให้ติดอันดับ SEO บน Google

หนึ่งในวิธีที่ทำให้หน้าเว็บของคุณติดอันดับใน Google ได้ง่ายที่สุดนั่นคือ การเขียนบทความ เพราะอย่าลืมว่าเวลาที่ Google จัดอันดับนั้นจะต้องใช้เนื้อหาในเว็บต่าง ๆ เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่าควรเลือกให้เว็บไหนอยู่อันดับเท่าไหร่ แต่การจะเขียนบทความเพื่อให้ติดอันดับ SEO ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงจำเป็นต้องรู้วิธีเขียนอย่างถูกต้องเพื่อให้เว็บของคุณประสบความสำเร็จ โดยขั้นตอนต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก

วิธีเขียนบทความให้ติดอันดับ

คีย์เวิร์ด คือ หัวใจของการทำ SEO ลำดับแรก นักเขียนที่จะทำให้บทความของตนเองติดอันดับ SEO ได้ต้องรู้จักการใช้คีย์เวิร์ดให้เป็นก่อน คีย์เวิร์ด ในที่นี้คือ คำค้นหายอดนิยมที่คนส่วนใหญ่เขานิยมใช้ในการค้นหาสิ่งต่าง ๆ กัน โดยอาจเลือกจากการจัดอันดับความถี่ของการค้นหาคำ ๆ นั้น หรือใช้ความเหมาะสมโดยเทียบตัวเราเป็นคนค้นหาว่าถ้าต้องการค้นเรื่องนี้ควรใช้คีย์เวิร์ดใด เป็นต้น เมื่อมีคีย์เวิร์ดแล้วจะทำให้การเขียนบทความง่ายขึ้น มีจุดประสงค์ชัดเจนว่าจะเขียนถึงเรื่องอะไร

Topic & Description อย่าลืมใส่คีย์เวิร์ดลงไปด้วย หัวข้อและส่วนอธิบายรายละเอียดเบื้องต้น จำเป็นต้องใส่คีย์เวิร์ดที่ใช้ในบทความนั้น ๆ ลงไปด้วย เพื่อให้การค้นหาจากผู้ที่สนใจเข้าถึงหน้าเว็บของคุณง่ายขึ้น และที่สำคัญอีกอย่างคือ ทั้งหัวข้อและรายละเอียดเบื้องต้นต้องไม่ยาวมากจนเกินไป ให้สั้นกระชับ แต่เข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อ

กระจายคีย์เวิร์ดในบทความอย่างเหมาะสม การทำบทความ SEO ไม่ใช่การเขียน ๆ ไปเพื่อให้คนค้นหาง่ายโดยใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปเยอะ ๆ เพราะจะทำให้ Google ตรวจเป็นสแปมและเว็บมีสิทธิ์ตกอันดับได้ทันที แนะนำว่าควรเลือกใส่อย่างเหมาะสมของเนื้อหานั้น ๆ แล้วกระจายออกไปทั่วทั้งบทความ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดอันดับได้ไม่ยาก แต่ก็ต้องเลือกด้วยว่าเป็นคีย์เวิร์ดที่ได้รับความนิยมจริง ๆ

เขียนบทความที่มีสาระและประโยชน์และไม่ก็อปปี้คนอื่นมาเด็ดขาด ข้อนี้สำคัญมาก การเพิ่มบทความลงไปในเว็บไซต์โดยการก็อปปี้เว็บอื่น ๆ แม้จะให้เครดิตก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าของบทความนั้นมาเห็นและสั่งรายงาน URL ของหน้าเว็บคุณมีสิทธิ์ตกอันดับทันที และกว่าจะแก้ไขขึ้นมาหรือทำเว็บใหม่ให้ติดเหมือนเดิมต้องใช้เวลาอีกนาน

ความยาวเนื้อหาเหมาะสม เนื้อหาบทความที่ดีควรมีอัตราเหมาะสม เช่น 300 คำ ขึ้นไป เพื่อให้รู้สึกว่ามีเนื้อหาสาระที่พอดี ไม่สั้นจนเกินไปขนาด Google ยังจับไม่ได้ นั่นจะทำให้คุณเสียโอกาสโดยใช่เหตุ

จากข้อมูลที่แนะนำไปข้างต้น จะช่วยทำให้การ เขียนบทความ SEO กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

วิธีเขียนบทความให้ติดอันดับ

ให้โลกรู้จักธุรกิจของคุณ ด้วยการทำ SEO บนเว็บไซต์

ให้โลกรู้จักธุรกิจของคุณ ด้วยการทำ SEO บนเว็บไซต์

จะประกาศตนให้โลกรู้ คำตะโกนนี้ อาจเคยดังก้องอยู่ในใจใครหลายคน โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่ต้องการประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักสินค้าและบริการของตน แล้วจะทำอย่างไร ให้ประกาศทีเดียวดังก้องไปทั่วโลก ณ ยุคนี้ คงไม่ต้องใช้สื่อทางจิตวิญญาณแต่อย่างใด แต่สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่การทำ SEO บนเว็บไซต์นั่นเอง

ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ ดูเป็นวิธีที่ไม่ต้องลงทุนมากมาย เพียงแค่ทำเว็บไซต์ก็ทำให้โลกรู้จักธุรกิจของเราได้ แล้วคำว่า SEO บนเว็บไซต์ คืออะไร

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization แปลตรงตัวว่า การหาค่าที่เหมาะสมของโปรแกรมค้นหา อ่านแล้วอาจจะงงสำหรับผู้ที่ไม่ใช่เว็บมาสเตอร์หรือผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

อธิบายให้เข้าใจ SEO อย่างง่าย ๆ คือ เว็บไซต์ค้นหาข้อมูล เช่น Google มีเกณฑ์การวัดผลหรือเกณฑ์การให้คะแนนเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อจัดเรียงลำดับบนหน้าเว็บไซต์ Google.com ซึ่งหากเว็บไซต์ใดออกแบบเข้าเกณฑ์ตามที่ Google ตั้งไว้ ก็จะถูกจัดเรียงขึ้นเป็นอันดับต้นบนหน้าแรกของ Google ส่งผลให้ผู้ search หาข้อมูลทั่วโลกมองเห็นเว็บไซต์นั้นเป็นอันดับแรก นับเป็นการป่าวประกาศให้คนทั้งโลกได้รู้จักธุรกิจนั้น ๆ นั่นเอง

จากการอธิบาย SEO ข้างต้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่ การออกแบบเว็บไซต์ให้เข้ากับเกณฑ์ที่ Google ตั้งไว้ เกณฑ์ทั้งหมดสรุปเป็นหัวข้อหลัก โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Google 200+ SEO Ranking Factors ปี 2020 ดังนี้

หัวข้อหลักเกณฑ์ทำ SEO บนเว็บไซต์

1. Referring domains

ให้ keyword หลักอยู่ในคำแรกของชื่อเว็บไซต์ อยู่ใน title tag อยู่ในคำอธิบาย tag และอยู่ในย่อหน้าแรกของเนื้อหาในเว็บไซต์

ให้มีรหัสประเทศอยู่ในชื่อเว็บไซต์ เพื่อการถูกจัดอันดับอยู่ในลิสต์เว็บไซต์ยอดนิยมของประเทศต่าง ๆ ยกตัวอย่าง รหัสประเทศไทย คือ .th

2. Organic Click-Through-Rate หรือ Organic CTR คืออัตราส่วนที่บ่งบอกว่าผู้เข้าชมมีการคลิกเข้าชมเว็บไซต์บ่อยครั้งแค่ไหน ซึ่งการทำ CTR ที่มีประสิทธิภาพ คือการคิด keyword ที่เชิญชวนคนเข้ามาชมเว็บไซต์ ส่งผลให้เพิ่มอัตราการคลิกมากขึ้นนั่นเอง

3. Domain authority คือการทำ https บนชื่อเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลบนเว็บไซต์

4. Mobile usability คือการใช้งานเว็บไซต์นั้น ๆ บนอุปกรณ์พกพาได้อย่างเหมาะสม

5. Dwell time คือเวลารวมทั้งหมดของการใช้เว็บไซต์นั้น ๆ โดยเริ่มนับตั้งแต่ผู้ใช้กดปุ่มค้นหาด้วย Google เข้าสู่หน้าเว็บไซต์ อ่านเนื้อหาในเว็บไซต์ และกดปุ่ม back กลับไปยังหน้าค้นหาอีกครั้งหลักเกณฑ์ทำ SEO บนเว็บไซต์

6. Total number of backlinks คือจำนวนรวม link ภายนอกจากเว็บไซต์อื่นที่อ้างอิงถึงเว็บไซต์ตนเอง

7. Content quality คือคุณภาพของบทความ ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณ keyword และการใช้ keyword อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช้ keyword ซ้ำมากเกินไปจนบทความไม่น่าเชื่อถือ

8. On-page SEO คือการทำ SEO โดยการปรับแต่งปัจจัยภายใน (On-page) ที่มีอยู่ภายในเว็บไซต์นั้น ๆ ได้แก่ ชื่อโดเมน (domain name) ชื่อหัวเรื่องของหน้าเว็บ (title tag) บทความภายในเว็บไซต์ ชื่อไฟล์ต่าง ๆ (file name) คำอธิบายต่าง ๆ (description) การกำหนดชื่อให้ลิงก์ (permalink) การเชื่อมโยงลิงก์ภายในเว็บไซต์ (internal link) เป็นต้น

เคล็ดลับของ การทำ SEO คือ ต้องคิดหา keyword ใหม่ ๆ ที่ตรงกับธุรกิจของคุณ และตรงกับ keyword ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหลักใช้ search ใน Google และเคล็ดลับสำคัญ คือต้องทำอย่างต่อเนื่องและทำให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ตามเกณฑ์การวัดผลของ Google ดังข้อสรุปเบื้องต้น เนื่องจากการทำ SEO บนเว็บไซต์ต้องแข่งขันกับเว็บไซต์อื่น ๆ ตลอดเวลา จากการศึกษาข้อมูลเชิงสถิติ พบว่าเว็บไซต์อันดับหนึ่งใน Google มีผู้เข้าชมมากกว่าเว็บไซต์อันดับสองเกือบ 2 เท่า ดังนั้น หากสามารถทำให้เว็บไซต์ธุรกิจของคุณขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งบนหน้าแรกของ Google ด้วยการทำ SEO บนเว็บไซต์ จะส่งผลให้โลกรู้จักธุรกิจของคุณอย่างแน่นอน

มือใหม่จะทำ SEO อย่างไรให้แข่งกับเว็บไซต์เจ้าตลาดได้

มือใหม่จะทำ SEO อย่างไรให้แข่งกับเว็บไซต์เจ้าตลาดได้

เทคนิค SEO เป็นช่องทางการตลาดที่คนทำเว็บไซต์ยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญเพื่อที่จะให้อันดับในการสืบค้นสูงขึ้น แต่ก็มีเว็บไซต์จำนวนมากในปัจจุบันที่ผู้คนนิยมใช้บริการสั่งซื้อสินค้าอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้น คนที่เป็นมือใหม่จะต้องทำ SEO อย่างไร เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการแข่งขันที่ดีมียอดขายสินค้าได้มากขึ้น มาดูพร้อมกันเลย

เคล็ดลับทำ SEO สำหรับมือใหม่

การคิด keyword : ควรเป็นคำที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันสูง โดยเลือก keyword ที่มีความยาวและความหมายเจาะจงสินค้าหรือยี่ห้อ ที่เรียกว่า niche long-tailed keyword ในขั้นต้นเลือกจากการพิมพ์หาคำใน Google search จะมีตัวอย่างคำยาว ๆ ขึ้นมาอัตโนมัติ หรือสังเกตคำที่ขึ้นด้านล่างที่สัมพันธ์กับ keyword ที่พิมพ์ก็ได้เช่นกัน ถ้านำคำเหล่านี้มาเขียนบทความ จะได้รับความนิยมมากกว่าคำที่มีความหมายกว้างทั่วไป

จำนวน keyword : ในแต่ละบทความควรใส่หลาย keyword เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการดึงดูดคนให้เข้าอ่านในเว็บไซต์มากขึ้น หรือที่เรียกว่าเป็นการเพิ่มค่า Page View ซึ่งจะส่งผลให้อันดับ SEO เพิ่มขึ้นได้ หากคุณใช้ keyword ใดตัวเดียวที่มีประสิทธิภาพน้อย ก็อาจจะไม่น่าสนใจพอให้คนคลิกเข้ามาชม จึงเสียโอกาในการขายสินค้าไป ทั้งนี้สามารถกำหนดให้คำที่คนนิยมค้นมากที่สุดเป็น keyword หลัก ส่วนอีก 2-3 คำที่คนนิยมรองลงไปเป็น keyword รองในบทความนั้น

การตั้งหัวข้อ : ตัวช่วยให้การเขียนหัวข้อดึงดูดน่าสนใจขึ้น คือ Yoast SEO ซึ่งคนที่ใช้โปรแกรม wordpress อยู่แล้ว สามารถดาวน์โหลด plugin นี้มาใช้ได้แบบฟรีแต่จะมีฟังก์ชั่นน้อยกว่าแบบพรีเมียม จะมีฟังก์ชันให้ใส่ SEO title และบทวิเคราะห์อ่านเข้าใจง่ายว่าควรเพิ่มหรือลดความยาวลง เช่น ถ้าตั้งชื่อว่า วิธีป้องกันหวัด อาจจะสั้นไป ควรปรับเป็น 7 เทคนิคป้องกันหวัดฤดูหนาว 2019 เพื่อให้ได้รับความนิยมและดึงดูดใจให้เข้ามาอ่านและสนใจซื้อวิตามินบำรุงสุขภาพมากกว่า

การทำ Backlink : เป็นเทคนิคช่วยให้เพิ่มฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จะมีคนจากเว็บไซต์ต่าง ๆ คลิกเข้ามาสู่เว็บไซต์คุณเพิ่มได้ ถ้าเลือกทำลิงก์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายสนใจ เช่น คุณทำเว็บไซต์ขายแอร์ ก็ควรที่จะเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ที่ขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์แต่งบ้าน ฯลฯ รวมถึงเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลการซื้อบ้านใหม่ บ้านมือสอง คอนโด เป็นต้น จะช่วยให้คุณมีโอกาสขายสินค้าได้มากยิ่งขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์มีช่องทางที่หลากหลาย ซึ่งคนทำเว็บไซต์มือใหม่จำเป็นต้องศึกษาและฝึกฝนการทำ SEO อย่างต่อเนื่อง เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ผู้ที่สนใจทำธุรกิจออนไลน์ทุกท่านมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักต่อไป

เคล็ดลับทำ SEO สำหรับมือใหม่

สิ่งควรทำ SEO ปรับแต่งเว็บให้ขึ้นอันดับหนึ่ง

สิ่งควรทำ SEO ปรับแต่งเว็บให้ขึ้นอันดับหนึ่ง

การทำ SEO เป็นเทคนิคการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ในหน้าผลการค้นหาของกูเกิล โดยยึดหลักการง่าย ๆ คือคำนึงถึงประโยชน์ของการใช้งานเว็บไซต์อย่างเต็มที่ ประสบการณ์ดี ๆ และสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์ไปพร้อมกัน เมื่อเว็บนั้นใช้ง่ายและให้ข้อมูลมากมายที่เป็นประโยชน์ จึงดึงดูดความสนใจอย่างรวดเร็ว มีคนเข้าใช้งานจำนวนมาก และคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์มากขึ้นเรื่อย ๆ มาดูกันว่า 3 สิ่งควรทำที่จะช่วยให้ปรับแต่งเว็บไซต์ขึ้นสู่อันดับที่ดีขึ้น ดังต่อไปนี้

3 สิ่งที่ควรทำในเว็บไซต์ SEO

ใช้งานง่ายเป็นมิตรกับกูเกิล

เมื่อเร็ว ๆ นี้โปรแกรมการสืบค้นข้อมูลของกูเกิลปรับเปลี่ยนระบบอัลกอริธึมใหม่ทำให้มีความชัดเจนและเคร่งครัดยิ่งขึ้น การทำ SEO จึงไม่เน้นใช้คีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ กันบ่อย แต่เป็นการออกแบบเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย มีโครงสร้างแผนผังชัดเจน ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้งานอยู่ในเว็บไซต์นานขึ้น และมีการสร้างลิงก์ย้อนกลับมากขึ้น ทั้งหมดนี้เกิดจากการปรับแต่งเว็บไซต์ที่ดีตามที่กูเกิลได้กำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้นั่นเอง

เว็บโหลดเร็วเป็นต่อ

โดยปกติแล้วเว็บไซต์ที่โหลดเร็วจะสร้างความประทับใจและมีโอกาสดึงดูดผู้ใช้งานเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์บ่อยและสืบค้นเป็นเวลานานกว่าเดิม สร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีซึ่งอาจนำไปสู่การจัดอันดับในหน้าแรก ๆ ของกูเกิล การออกแบบเว็บไซต์ที่ดีควรโหลดอย่างรวดเร็ว ทำให้ค้นหาข้อมูลง่ายขึ้น และใช้เวลาน้อยลงในหน้าเว็บ เคล็ดลับการเพิ่มความเร็วในหน้าเว็บคือการเลือกรูปแบบที่เหมาะสม รวมทั้งบีบอัดรูปภาพให้มีพื้นที่เล็กลง การออกแบบหน้าเว็บไม่รกรุงรัง ยิ่งหน้าจอสะอาดเท่าไรก็ยิ่งโหลดหน้าเว็บเร็วขึ้นเท่านั้น หากเว็บไซต์ใช้เวลาโหลดนานเกินไป เมื่อเว็บไซต์ใช้งานยากและไม่ตอบสนอง โดยเฉพาะกับโทรศัพท์มือถือ ทำให้ผู้ใช้เบื่อหน่ายและกดออกจากเว็บง่ายขึ้น

เนื้อหาที่ดีมีประโยชน์ต่ออันดับ SEO

การโพสต์บทความในเว็บไซต์ควรเขียนหรือจัดหาบทความอย่างพิถีพิถัน เนื้อหาชัดเจน ตรงประเด็น และกระชับน่าอ่าน เว็บกูเกิลมักจะจัดอันดับเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างเนื้อหาที่ชัดเจนและเป็นธรรมชาติ สืบค้นข้อมูลง่าย มีความเชื่อมโยงของหน้าเว็บ การวางคีย์เวิร์ดหลักในตำแหน่งที่เหมาะสมและจำนวนไม่มากเกินไป การเขียนบทความต้องใส่คีย์เวิร์ดให้เหมาะกับคำค้นหาของผู้ใช้งานทั่วไป โดยดูตัวอย่างจากเว็บกูเกิลได้ว่ามีการค้นหาด้วยคำไหนบ่อยกว่ากัน โดยสืบค้นจากบันทึกของ Search Engine Journal ซึ่งเก็บข้อมูลการค้นหาล่าสุดและคำแนะนำที่ดีที่สุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดทั่วโลกสำหรับการทำ SEO ให้เว็บติดอันดับต้น ๆ ของกูเกิล

การสร้างเว็บไซต์จึงต้องเริ่มต้นด้วยเนื้อหาและการออกแบบที่มีคุณภาพก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นจึงทำ SEO โดยใช้เทคนิคที่ได้ผลจริงและไม่ผิดกฎของกูเกิล การสร้างหน้าเว็บที่สวยงามเป็นหนึ่งในเทคนิคการออกแบบเว็บไซต์ที่ยอดเยี่ยมอย่างแยกกันไม่ออก หากทำได้ทั้งหมด รับประกันว่าจะเห็นผลลัพธ์การจัดอันดับที่ดีขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน

3 สิ่งที่ควรทำในเว็บไซต์ SEO

คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้จัก Google search console

คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้จัก Google search console

การทำเว็บไซต์ตามระบบ SEO หรือ search engine optimization จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้ Google search console เพื่อที่จะปรับปรุงคุณภาพของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับ SEO ที่ Google กำหนดได้ดียิ่งขึ้น เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Google search console มาฝากกันดังนี้

ความหมายของ Google search console

Google search console หรือเดิมเรียกว่า Google webmaster tools เป็นเครื่องมือที่ Google บริการแก่ผู้ทำเว็บไซต์ทุกคน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในการที่จะตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะมีค่าตัวเลขผลวิเคราะห์ด้านต่าง ๆ ที่จำเป็น ช่วยชี้ให้เห็นจุดอ่อน ข้อบกพร่อง หรือสิ่งที่สามารถพัฒนาเพิ่มได้อีก เพื่อให้เจ้าของกิจการออนไลน์ได้ปรับปรุงได้อย่างตรงจุดต่อไป

ประโยชน์ของการทำ Google search console

การทำ SEO จะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าผู้ทำเว็บไซต์จะทำด้วยตัวเองหรือการจ้างงานผ่านบริษัทรับทำ SEO เพราะตัวดัชนีชี้วัดต่าง ๆ จะเป็นสิ่งที่ระบบคำนวณและสร้างกราฟออกมาอย่างอัตโนมัติ ทำให้แก้ไขเว็บไซต์ได้ตรงจุด หรือ ช่วยในการตรวจสอบผลการจ้างทำ SEO ได้ดียิ่งขึ้น

การติดตั้ง Google search console

ขั้นตอนติดตั้ง ทำได้ไม่ยาก เพียงคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ของ Google search console กด start ก็สามารถใส่ค่าโดเมนของเว็บไซต์ของคุณลงไปได้ทันที หลังจากนั้น ทำการใส่ URL address เพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นเจ้าของเว็บไซต์จริง และทำการติดตั้งให้เรียบร้อยโดยใช้ไฟล์ html หรือ ใช้ปลั๊กอิน yoast SEO ก็ได้เช่นกันความหมายของ Google search console

สิ่งที่ Google search console สามารถแสดงผลแก่เจ้าของเว็บไซต์ได้ มีดังนี้

Performance เป็นกราฟคู่กับตัวเลขที่แสดงประสิทธิภาพในการทำงานของเว็บไซต์ โดยจะเป็นผลย้อนหลังตลอดระยะเวลา 16 เดือน และมีข้อมูลที่สำคัญ เช่น จำนวนคนที่คลิกเข้ามา ภูมิลำเนาของผู้ชมเว็บไซต์ เป็นต้น

URL inspection จะแสดงว่า Google มาสำรวจข้อมูลของเว็บไซต์คุณล่าสุดในวันเดือนปีใด และจะแสดงให้เห็นถึงจุดบกพร่องของเว็บไซต์ที่ Google ตรวจพบด้วย เพื่อให้ทำการแก้ไขได้อย่างตรงจุด (เป็นฟังก์ชันใหม่ที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ทำเว็บไซต์อย่างมาก)

Sitemap เป็นการแจ้งให้รู้ว่าในเว็บไซต์ของคุณมี URL อะไรที่เชื่อมต่อกันอยู่และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง

Mobile usability จะแสดงผลลัพธ์ ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นใช้ได้ดีกับเครื่องมือพกติดตัวอย่างโทรศัพท์มือถือเพียงใด หากมีผลลัพธ์ที่ดีก็คือสามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น (โอกาสในการขายสินค้าก็จะเพิ่มตามนั่นเอง)

Security จะแสดงว่ามีไวรัสหรือ malware อยู่ส่วนใดของเว็บไซต์หรือไม่ เพื่อจะได้รีบแก้ไขได้ทันท่วงที หากมีจะทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลหรือทำให้เว็บไซต์ได้รับความเสียหายได้

จะเห็นได้ว่า Google search console เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในระบบของ Google ที่ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์ในระบบ SEO ควรศึกษาวิธีการใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อนำค่าตัวเลขต่าง ๆ ที่แสดงมาแปรผลสำหรับการปรับปรุงเว็บไซต์ต่อไป เพื่อให้การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น

ขั้นตอนการทำ Content ให้ติดอันดับ 1 บน GOOGLE

ขั้นตอนการทำ Content ให้ติดอันดับ 1 บน GOOGLE

Search Engine ที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 นั่นก็คือ GOOGLE เป็น Website เพื่อการค้นหาที่มีจำนวนครั้งในการใช้งานมากที่สุดในโลก และมันจะดีไม่น้อยหากเราจะสามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้เพื่อการขยายธุรกิจหรือสร้างฐานลูกค้าให้เป็นทีรู้จัก โดยการทำ Content ให้ติดอันดับแรก ๆ บน GOOGLE ให้ได้นั้น มี 5 ขั้นตอนดังนี้

5 เทคนิคทำให้ คอนเทนต์ ติดอันดับ 1

Content is King ขั้นแรกเราต้องดูก่อนว่าเราจะนำเสนอเรื่องอะไร Content เกี่ยวกับอะไร มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน โดยเนื้อหาใน Content จะต้องแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร และแน่นอนต้องไม่ Copy มาจาก Website อื่น

Keyword เวลาที่คนจะค้นหาอะไรสักอย่างก็จะพิมพ์คำคีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ กัน โดยเราจะต้องหาอันดับของคำ Keyword ที่มีคนหาเยอะที่สุด โดยอาจจะหาได้จาก Google Keyword Planner ก็ได้ว่าคำไหนมีคน Search หามากที่สุด แล้วเราก็เอาคำนั้นมาเป็นหลักในการสร้าง Content

โครงสร้าง Content รูปร่างหน้าตาของบทความก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเราจะต้องคำนึงถึงจำนวนคำที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ซึ่งจะอยู่ในช่วง 300-1,000 คำโดยประมาณ แล้วแต่ว่าเนื้อหาจะเป็นแนวไหน มีหัวข้อย่อย ทำตัวเอียง ตัวหนาให้สวยงามเป็นระเบียบ และแน่นอนอย่าลืมใส่ Keyword กระจายลงไปให้ทั่วบทความ แต่ต้องไม่มากจนเกินไป คำนึงถึงความเป็นธรรมชาติเป็นหลัก

Backlink ก็คือหน้า Website อื่น มี link ที่กดแล้วจะส่งตรงมาที่หน้า Website ของเรานั่นเอง การมี Backlink กับ Website ที่มีชื่อเสียงหรือมีมาตรฐานก็เป็นการเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือให้กับเราได้ไม่น้อย โดย GOOGLE ก็ดูจาก Backlink เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งว่า เขาจะเอา Website ของเราขึ้นมาอยู่อันดับต้น ๆ ได้หรือไม่ ทั้งนี้ Backlink จะต้องมีความเป็นธรรมชาติ มีทั้งคุณภาพและปริมาณ ถ้ามี Backlink ที่จงใจสร้างขึ้นมาหรือ Link มาจากเว็บที่มีคุณภาพต่ำ ก็จะได้คะแนนส่วนนี้น้อย

5 เทคนิคทำให้ คอนเทนต์ ติดอันดับ 1

สร้าง Website ให้รองรับสมาร์ทโฟน ในปัจจุบันนี้คนเล่นมือถือมากกว่าเล่นคอมหรือดูโทรทัศน์เสียอีก เพราะความสะดวกเพียงหยิบมือถือขึ้นมาเท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่ฉลาดไม่น้อยหากเราจะทำให้ Website ของเราสามารถเปิดบนสมาร์ทโฟนได้ มีการแสดงผลที่เหมาะสม อ่านง่าย ใช้งานสะดวก

การทำ Content ให้ติดอันดับบน GOOGLE ไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะต้องมีการศึกษาข้อมูลรวมถึงความพยายามและอาศัยเวลา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้ทำความรู้จักเสียก่อน หากทำตามที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างถูกวิธีแล้ว เมื่อ Content ของคุณติดอันดับหน้าแรกบน GOOGLE แล้ว ก็จะคุ้มค่ากับความพยายามที่ทุ่มเทลงไปเป็นอย่างมาก เพราะ Website ของคุณจะเป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน ทำให้ง่ายต่อการขยายฐานธุรกิจและเป็นการสร้างยอดขายที่ดีในอนาคตอีกด้วย

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ SEO

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ SEO

การขายสินค้าออนไลน์จะต้องมีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ซึ่งวิธีที่นิยมมากในปัจจุบัน คือการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้เว็บไซต์มีอันดับการสืบค้นที่ดี ซึ่ง SEO แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ

1. Off-page SEO หรือ การสร้างลิงก์จากเว็บไซต์ภายนอกเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า

2. On-page SEO คือ การทำบทความที่มีคุณภาพให้ประโยชน์สาระแก่ผู้อ่าน

ในส่วนของการทำบทความ SEO จะต้องใช้คีย์เวิร์ด (keyword) ที่เหมาะสม เพื่อดึงดูดใจผู้อ่านและทำให้การจัดอันดับดีขึ้น ซึ่งเราสามารถแบ่งคีย์เวิร์ดออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. Niche Keyword เป็นคีย์เวิร์ดที่เป็นคำเฉพาะ เช่น รุ่นและยี่ห้อของโทรศัพท์มือถือ เช่น Huawei P Series ถ้าคุณทำธุรกิจออนไลน์เป็นร้านจำหน่ายคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์อื่น ๆ ก็ควรจะระบุรุ่นของสินค้าให้ชัดเจน

เช่น Notebook รุ่น Acer Switch One 10 SW110-1CT เพื่อทำให้ลูกค้าที่สนใจในสินค้าในรุ่นนั้น ๆ อยู่สามารถเจอเว็บไซต์คุณและคลิกเข้ามาดูข้อมูลสินค้าแบบละเอียดได้จะทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้น

2. Mass Keyword เป็นคีย์เวิร์ดแบบคำกว้าง ๆ ที่ไม่ได้ระบุรุ่นสินค้าอย่างเช่นแบบแรก เช่น คำว่าโทรศัพท์ โทรทัศน์ อุปกรณ์ก่อสร้าง ผ้าม่าน ผ้าห่ม ของใช้สำหรับเด็ก ดอกไม้ เป็นต้น คีย์เวิร์ดแบบนี้จะมีการใช้แพร่หลาย ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับยากกว่าแบบ Niche Keyword

Mass Keyword เหมาะกับการทำบทความแนวทั่วไปให้ผู้ที่สนใจเข้ามาอ่านข้อมูล เช่น ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์มือสอง แต่ไม่รู้วิธีการเลือกก็สามารถหาอ่านบทความเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถมือสองที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปใช้พิจารณารถก่อนซื้อ เป็นต้น

3. Keyword ที่มาจากการสะกดคำผิด ตัวอย่างเช่นคำว่า เว็บไซต์ ถ้าพิมพ์เป็นภาษาไทย อาจมีการสะกดผิดได้หลายแบบ ซึ่งมีการนำไปใช้เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่สนใจหาข้อมูลแต่สะกดคำผิด ให้ยังสามารถหาข้อมูลในเว็บไซต์ได้เช่นเดียวกัน

4. Long-Tail Keywords เป็นการใช้คีย์เวิร์ดที่มีความยาวมากขึ้น จากการศึกษาด้วย Google Search หาคำข้างเคียงที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมักจะพิมพ์หาในช่องการสืบค้น เช่น เลือกรองเท้า+วิ่งมาราธอน แล้วนำคำนี้ไปเขียนเป็นบทความในหัวข้อต่าง ๆ เช่น วิธีเลือกรองเท้าที่ถูกต้องสำหรับการวิ่งมาราธอน เลือกรองเท้าวิ่งมาราธอนแบบไหนดีที่สุด ฯลฯ

การใช้ Long-Tail Keywords จะทำให้เพิ่มโอกาสในการขายได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากและจะช่วยเพิ่มอันดับในหน้าต่างการสืบค้นได้ดีขึ้นด้วย

การทำบทความ SEO ให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ดี จึงควรที่จะศึกษาข้อมูล โดยเฉพาะที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายค้นหาและต้องเหมาะกับธุรกิจออนไลน์ที่ทำ ซึ่งเจ้าของธุรกิจจะเขียนบทความเองหรือจะจ้างนักเขียนบทความ SEO ที่มีประสบการณ์ก็ได้

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ

เว็บไซต์ออนไลน์ทำ SEO ในปี 2019 ต่อไปดีไหม

เว็บไซต์ออนไลน์ทำ SEO ในปี 2019 ต่อไปดีไหม

การทำ SEO เป็นสิ่งที่ทำเว็บไซต์ของคุณถูกสืบค้นได้ง่ายจากเว็บไซต์ search engine ชื่อดังอย่าง yahoo google ดังที่หลายท่านได้พิสูจน์ด้วยการปรับปรุงเว็บไซต์มาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีอีกหลายท่านที่ยังข้องใจว่าในปี 2019 การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ยังจำเป็นต้องทำ SEO หรือไม่ เราจึงได้รวบรวมคำตอบมาให้เพื่อพิจารณากัน ดังนี้

เว็บไซต์ออนไลน์ทำ SEO ในปี 2019

เป้าหมายของการทำ SEO คืออะไร

การทำ SEO จำเป็นต้องตอบตัวเองให้ได้เสียก่อนว่าเป็นการลงทุนเพื่อเป้าหมายตามchecklists ต่อไปนี้หรือไม่

1. ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ติดตามหรือผู้เข้าชมข้อมูลในเว็บไซต์ เพิ่มเสริมสร้างโอกาสในการขายสินค้าและบริการ

2. ทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถค้นเจอเว็บไซต์ของคุณด้วยความรวดเร็วผ่าน search engine

3. อยากให้แบรนด์ติดตลาด โดยเฉพาะแบรนด์น้องใหม่ที่ต้องการสร้างเป็นที่สนใจจากกลุ่มคนรุ่น millennium อายุ 25-35 ปี

4. ต้องการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับสินค้าแบรนด์ดังของต่างประเทศ หรือต้องการ go inter

5. มุ่งมั่นที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและมีความน่าเชื่อถือให้แบรนด์หรือบริษัท

หากเป้าหมายของคุณ คือ ทั้ง 5 ข้อที่เรากล่าวมา ขอแนะนำว่าคุณควรทำ SEO ต่อไป ในปี 2019

สิ่งที่คุณต้องทำกับเว็บไซต์ออนไลน์ให้เข้าสู่ระบบ SEO

การทำเว็บไซต์ SEO ให้ประสบความสำเร็จบรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่กล่าวไว้ข้างต้น ควรคำนึงถึงการปรับเปลี่ยนต่อไปนี้

1. การปรับส่วนON-PAGE เช่น ส่วนเนื้อหาบทความ รูปภาพ และคลิปวิดีโอ ที่มีความสัมพันธ์กับสินค้า เช่น ความจำเป็นที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ควรทำคลิปที่สื่อถึงความสำคัญในการบริโภคสินค้าปลอดสารพิษ เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีตกค้างที่เป็นโทษต่อร่างกายในระยะยาว

2. การใช้โปรแกรมช่วยเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงกับสินค้าและบริการของคุณที่มีความทันสมัย (update) เพื่อนำมาเป็นแก่นในการเขียนบทความ และการตั้งชื่อส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ เช่น URL address และชื่อภาพ

3. การปรับส่วน off-page เช่น การเชื่อมโยงลิ้งค์ backlink ที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มยอดการเข้าชมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หรือ traffic อย่างรวดเร็ว

4. การทำ SEO อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะระบบ algorithm ของ search engine มีการวิเคราะห์สดใหม่แบบ real-time (การทำสัญญาจ้างทำ SEO กับบริษัทเอกชน จึงมีอายุสัญญาเป็นรายหกเดือนถึงหนึ่งปี)

5. การเลือก hosting ที่มี software และ server ที่มีคุณสมบัติเชิงเทคนิคเหมาะสมกับ ขนาดและประเภทธุรกิจของคุณ เพื่อลดปัญหาการสืบค้น error การใช้เวลานานในการ download ข้อมูล ซึ่งส่งผลต่อความประทับใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้

ว็บไซต์ออนไลน์ทำ-SEO

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ให้เป็นรูปแบบ SEO จึงเป็นสิ่งที่ยังจำเป็นและสำคัญต่อยอดขายสินค้าและบริการของคุณในปี 2019 หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านมีความมั่นใจยิ่งขึ้นในการทำเว็บไซต์ทางธุรกิจที่มีคุณภาพต่อไป