การทำ SEO ให้ธุรกิจติดอันดับการค้นหาส่งผลดีอย่างไร

การทำ SEO ให้ธุรกิจติดอันดับการค้นหาส่งผลดีอย่างไร

ธุรกิจที่เริ่มมีเว็บไซต์ของตัวเองอยากเป็นที่รู้จักมากขึ้นควรศึกษาการตลาดออนไลน์ที่เรียกว่า SEO หรือ Search Engine Optimization คือการโปรโมทเว็บไซต์ให้คนเห็นมากขึ้น โดยใช้วิธีการปรับแต่งเนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์ที่ช่วยให้ง่ายต่อการค้นหาบนระบบการค้นหายอดฮิตอย่าง Google ทำอย่างไรให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดีขึ้นมาดูกันเลย

คุณสมบัติของเว็บไซต์ต้องเป็นอย่างไรจึงอยู่ในเกณฑ์การจัดอันดับของ Google สิ่งนั้นประกอบด้วยคุณภาพของเนื้อหาที่อ่านง่าย มีประโยชน์ และทันยุคสมัย ประกอบกับประสิทธิภาพของเว็บไซต์ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ค้นหาสิ่งที่ต้องการง่าย มีลิงก์เชื่อมโยงหน้าต่าง ๆ ความเร็วในการโหลด ความปลอดภัยของเว็บไซต์ และแสดงผลบนมือถืออย่างเหมาะสมสนองตอบความต้องการของผู้ค้นหาได้เป็นอย่างดี ประสบการณ์และความพึงพอใจของผู้ใช้งานถือเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ใช้งานเป็นเวลานานและกลับมาใช้งานซ้ำอีกซึ่งส่งผลต่อการจัดอันดับ SEO ด้วย

การทำ SEO ไม่ได้เน้นเฉพาะการสร้างโอกาสให้ผู้ใช้งานเห็นเว็บไซต์มากที่สุดทำให้มีโอกาสอ่านเนื้อหาบทความในเว็บไซต์ คุณภาพของเนื้อหาบทความจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน เนื้อหาที่น่าอ่าน รวมไปถึงการจัดทำรูปภาพและคลิปวิดีโอที่ช่วยอธิบายเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น จำเป็นต่อการทำเว็บไซต์เพื่อโปรโมทแบรนด์ธุรกิจให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และช่วยเพิ่มโอกาสปิดยอดขายสินค้าหรือบริการเร็วขึ้น

กลยุทธ์ SEO ส่งผลให้มีคนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ผลลัพธ์การค้นหาที่น่าพอใจและเนื้อหาที่มีประโยชน์ช่วยให้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย ถือเป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มยอดติดตาม และลดต้นทุนการโฆษณาในระยะยาว หากเว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับอยู่ในหน้าแรกๆ ของ Google แสดงให้เห็นว่าได้รับการยอมรับและสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น

เนื้อหาบทความที่มีคุณภาพ แสดงข้อมูลในเชิงลึก มีความละเอียดและตรงประเด็นทำให้เห็นว่าธุรกิจมีความเชี่ยวชาญในสินค้าหรือบริการนั้นจริงๆ จะทำให้เจาะใจลูกค้าเป้าหมายได้ดีขึ้น ก่อนเขียนบทความควรวางแผนให้ดีว่าจะเขียนให้ลูกค้ากลุ่มไหนอ่าน เพื่อให้เนื้อหาและกลวิธีการเขียนถูกใจกลุ่มเป้าหมาย เรื่องความยาวของบทความไม่ใช่ปัจจัยหลักทำให้ติดอันดับ แต่ถ้าบทความสั้นเกินไปก็ขาดความละเอียด หรือบทความยาวเกินไปก็ขาดความน่าสนใจ ลองศึกษาจากพฤติกรรมผู้ใช้แล้วเลือกความยาวที่เหมาะสม อาจจะอยู่ระหว่าง 500-700 คำ หรือบางเนื้อหาอาจต้องการข้อมูลที่มีความละเอียดระหว่าง 1,500-3,000 คำ

สำหรับคีย์เวิร์ดที่เป็นส่วนสำคัญทำให้การทำ SEO ติดอันดับง่ายขึ้น ควรเป็นคีย์เวิร์ดที่ตอบโจทย์ความต้องการและจุดประสงค์ของผู้ค้นหาได้ดีที่สุด หากยังใหม่ต่อการทำ SEO ลองศึกษาจากเว็บไซต์คู่แข่งและพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้งานว่าใช้คำใดบ่อย ๆ วิเคราะห์แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับเว็บไซต์จะเพิ่มโอกาสดึงที่มีแนวโน้มจะมาเป็นลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้นด้วย บทความที่เขียนดี ตอบโจทย์ให้ผู้อ่าน ทำให้กลับมาใช้ซ้ำและบอกต่อเพื่อทำให้ยอดเข้าชมเพิ่มขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อยอดขายในอนาคต

เช็กเครื่องมือปั้น SEO ให้ปัง ประจำปี 2022

เช็กเครื่องมือปั้น SEO ให้ปัง ประจำปี 2022

หากพูดถึงวิธีการทำการตลาดออนไลน์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าหลายคนจะต้องนึกถึงการทำ SEO หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า Search Engine Optimization โดยการทำ SEO คือการออกแบบเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกบน Search Engine เพื่อเพิ่มโอกาสเจาะกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่เว็บไซต์ ซึ่งนักการตลาดออนไลน์ต่างทราบดีอยู่แล้วว่าการทำ SEO มีเครื่องมือสนับสนุนหลายอย่าง เพื่อให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และในปี 2022 ลองมาดูกันว่าจะมีเครื่องมืออะไรใหม่หรือมีเครื่องมือใดที่ยังขาดไม่ได้ แม้จะถูกใช้งานมานานแล้วก็ตาม

เครื่องมือปั้น SEO ให้ปัง ประจำปี 2022

1. Exploding Topics

แม้เครื่องมือนี้จะไม่ใช่เครื่องมือที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2022 แต่ถึงอย่างนั้นนักการตลาดยังคงให้ความสนใจ โดย Exploding Topics เป็นเครื่องมือเกี่ยวกับการค้นหาคีย์เวิร์ดเพื่อทำคอนเทนต์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคอนเทนต์ที่ดีย่อมมีส่วนผลักดันให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งเครื่องมือนี้จะช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดที่กำลังอยู่ในความสนใจรวมถึงคีย์เวิร์ดที่อาจจะได้รับความนิยมในอนาคต นักการตลาดออนไลน์สามารถนำข้อมูลจากเครื่องมือนี้มาใช้ออกแบบคอนเทนต์หรือคิดหัวข้อให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายได้

2. Contenteum

เพราะคอนเทนต์คือหนึ่งในหัวใจของการทำ SEO และนี่คือเครื่องมือสำคัญเพื่อการบริหารคอนเทนต์ได้อย่างมืออาชีพ เริ่มตั้งแต่การออกแบบเนื้อหาให้ตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มเป้าหมายไปจนถึงการอัปเดตคอนเทนต์แบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะการเผยแพร่คอนเทนต์ผ่าน WordPress ก็สามารถทำได้ภายในคลิกเดียว ทำให้การจัดสรรคอนเทนต์เป็นไปอย่างง่ายดาย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเว็บไซต์ที่มีปริมาณคอนเทนต์จำนวนมากและต้องการให้ง่ายต่อการจัดสรรและแสดงผล

3. Google Analytics

อีกหนึ่งเครื่องมือที่เชื่อว่านักการตลาดออนไลน์น่าจะรู้จักและได้ยินชื่อมานานแล้ว แม้จะไม่ใช่เครื่องมือใหม่เอี่ยม แต่ถึงอย่างนั้นยังเป็นเครื่องมือยอดนิยมที่ถูกเลือกใช้งานอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ในปี 2022 สำหรับเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือจาก Google หรือ Search Engine ยักษ์ใหญ่ที่รู้จักเป็นอย่างดี ทำหน้าที่เก็บพฤติกรรมลูกค้า เก็บสถิติจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยข้อมูลเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์ต่อนักการตลาดออนไลน์เป็นอย่างมาก เพราะสามารถนำสถิติมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้ นี่จึงเป็นเครื่องมือที่นักการตลาดออนไลน์ทุกคนต้องมี

นอกจากเป้าหมายของนักการตลาดออนไลน์จะต้องการปั้นเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกใน Search Engine แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งหนึ่งที่นักการตลาดออนไลน์ควรจับตาอยู่เสมอคือการพัฒนาระบบหลังบ้านของ Search Engine รวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากสำหรับนักการตลาดออนไลน์ ส่งผลให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพและยังตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นอีกด้วย

สุดยอดเครื่องมือที่ช่วยให้หา keyword ทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดยอดเครื่องมือที่ช่วยให้หา keyword ทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคนี้ใคร ๆ ก็อยากให้คนเห็นผลงานของเรา ผ่านสื่อออนไลน์ที่เราลงชิ้นงานหนึ่ง ๆ ไว้ SEO หรือ Search Engine Optimization จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญ หากเราเข้าใจเรื่อง SEO มากเท่าไร ก็จะช่วยทำให้ เกิดการเข้าถึงเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

SEO ทำงานอย่างไร

SEO เกี่ยวข้องกับการใช้คำค้นหาผ่านหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงสินค้าและบริการ ด้วยเหตุนี้ คีย์เวิร์ด (keyword) กับ SEO จึงมีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง แม้จริงอยู่ที่ในยุคปัจจุบันมีสื่อออนไลน์มากมายมาช่วยให้ผู้คนรู้จักเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การพิมพ์ประโยคหนึ่ง ๆ เพื่อค้นหาสินค้าและบริการผ่านช่องทางต่าง ๆ ก็ยังคงเป็นวิธีการที่นิยมมากที่สุด ดังนั้น หากอยากให้ลูกค้าพบหน้าเว็บไซต์ เพจ หรือสื่อของเราได้เป็นอันดับแรก ๆ ต้องใส่ใจเลือกใช้ Keyword ที่เหมาะสม

เครื่องมือสำหรับหา Keyword ที่ดีอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

1.Google Keyword Planner
เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราค้นหา Keyword ได้เร็ว และช่วยแสดงผลว่าแต่ละคำที่เราจะเลือกใช้ มีประสิทธิภาพทาง SEO มากน้อยเพียงใด เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ทั่วไปคือ ให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลัก ตลอดจนเพิ่มโอกาสรับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่เป็นคนทั่วไปได้ตรงจุด ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องมือชิ้นนี้ยังช่วยให้เว็บไซต์ของเราเข้าถึงกลุ่มคนที่อยากจะลงโฆษณาผ่าน Google Ads ได้อีกด้วย

2.Ubersuggest
นี่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจ เพราะ Ubersuggest สามารถช่วยเราเลือกอันดับ Keyword ที่ติด 1 ใน 10 คำที่นิยมใช้กัน ณ เวลานั้น ๆ ได้ เพียงแค่พิมพ์ keyword ลงไปในช่องค้นหา เครื่องมือชิ้นนี้ก็จะทำการประมวลผล จากนั้นหน้าเว็บไซต์ก็จะแสดงผลคำที่ติดอันดับยอดนิยมให้เราเลือกใช้ได้ ซึ่งเราสามารถนำคำเหล่านั้นมาปรับใช้ในสินค้า สื่อโฆษณาหรือที่หน้าเว็บไซต์ของเราได้เลย

3.Ahrefs
เป็นเครื่องมือยอดนิยมที่หลายคนให้ความสนใจ เนื่องจาก Ahrefs สามารถตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มตลาดที่เราสนใจได้อย่างเจาะจงขึ้น ทั้งยังช่วยเราออกแบบกลยุทธ์ในการรับมือกับคู่แข่งได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยวิเคราะห์เทียบ Backlink ของคู่แข่งเว็บไซต์เราได้อย่างชัดเจน ความหลากหลายในการช่วยวิเคราะห์ทั้งหมดนี้ จึงทำให้เราประหยัดเวลาในการทำข้อมูลได้มาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนมากมายตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือชิ้นนี้

ทั้งสามข้อที่กล่าวมา คือ สุดยอดเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO ผ่านการสร้าง Keyword แบบง่าย ๆ แต่ได้ประสิทธิภาพที่เรานำมาฝากกัน อย่างไรก็ตาม ยังมีเครื่องมืออีกมากมายที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้เราสร้าง Keyword ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถทดลองใช้ตามความพอใจและเลือกวิธีที่ถนัดที่สุดในการทำเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพต่อไป

การทำ SEO ด้วยกลยุทธ์ Backlink แบบไหนเสี่ยงโดนแบน

การทำ SEO ด้วยกลยุทธ์ Backlink แบบไหนเสี่ยงโดนแบน

การทำ Backlink เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกในการจัดอันดับของ Google ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ดึงดูดผู้ชมเข้ามาเยี่ยมเว็บไซต์มากขึ้น อีกนัยหนึ่งการทำ Backlink ยังสะท้อนความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ว่าได้รับการยอมรับจากเว็บไซต์อื่น ๆ ซึ่งทาง Google ให้ความสำคัญในการจัดอันดับ แต่วิธีการต้องไม่ผิดกฎด้วยไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงโดนแบนได้เหมือนกัน

ลิงค์แบบไหนที่เรียกว่าผิดกฎอาจเสี่ยงโดนแบน จริงอยู่ที่ Backlink เป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญและใช้เป็นตัวชี้วัดความนิยมแต่ถ้ามุ่งเน้นเฉพาะจำนวนเว็บไซต์อาจถูกจับจ้องจาก Google ได้ว่าเป็นการทำ SEO ที่ไม่ถูกต้อง เมื่อต้องสงสัยว่าเว็บไซต์ทำลิงก์ปริมาณมากเพื่อให้มีผลต่อการจัดอันดับ ระบบอัลกอริทึ่มจะตรวจคัดกรองทันที ถ้าพบลิงก์ที่ไม่มีคุณภาพอาจทำให้เว็บไซต์ถูกขึ้นบัญชีดำแลถถูกแบนหายไปจากหน้าการค้นหาได้ มาดูกันว่าวิธีการทำ SEO รูปแบบไหนทำได้ แบบไหนไม่ควรทำ

ก่อนอื่นดูว่า Backlink ที่มีคุณภาพเป็นอย่างไร อันดับแรกคือ ลิงค์ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือซึ่งมีความสำคัญมากที่สุด การที่เว็บไซต์มีชื่อเสียงจะยอมรับการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของเราได้จำเป็นต้องสร้างคอนเทนท์ที่มีคุณภาพและเนื้อหามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เว็บไซต์ที่ดีมีคุณภาพจะตอบโจทย์สิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการได้เป็นอย่างดีทำให้มีจำนวนผู้เข้าชมมาและกลับมาใช้งานซ้ำ ถือเป็นตัวชี้วัดคุณภาพและความนิยมของเว็บเราและยังทำให้เว็บไซต์อื่น ๆ ยินยอมอ้างอิงและส่งลิงค์ให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ สำหรับการเช่าพื้นที่เว็บไซต์เพื่อสร้าง Backlink กลับมาที่เว็บไซต์ของเราก็ทำได้เหมือนกันแต่ต้องไม่ลืมเรื่องคุณภาพและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน

วิธีการสร้าง Backlink จะใช้การเชื่อมโยงจากเว็บไซต์หนึ่งไปอีกเว็บไซต์หนึ่ง โดยลิงก์ไปหน้าสินค้าและบริการ หรือลิงก์กับรูปภาพและวิดีโอก็ได้ การใช้รูปภาพและวิดีโอเป็นการอธิบายเนื้อหาที่เข้าใจง่ายในเวลาอันจำกัด ควรเลือกรูปภาพประกอบที่สวยงามและดึงดูดความสนใจ ส่วนวิดีโอควรทำเป็นคลิปที่กระชับเข้าใจง่าย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่นิยมดูคลิปวิดีโอที่ยาวเกินไป หากการสร้างลิงก์ทำให้คนเข้าดูเว็บไซต์ของเราเพิ่มขึ้นถือเป็น Backlink ที่มีคุณภาพและส่งผลดีต่ออันดับในการทำคะแนน SEO ให้ได้ผลสำเร็จเร็วขึ้นด้วย 

ต่อเป็นจะอธิบายว่าวิธีการทำ Backlink แบบไหนควรหลีกเลี่ยง การสร้างลิงค์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติช่วยให้การค้นหาและเชื่อมโยงลิงก์จำนวนมากเข้ามาที่เว็บไซต์อย่างรวดเร็ว แต่เป็นวิธีที่ล้าสมัยและ5^dห้ามตามกฎกติกาของ Google อีกเหตึผลสำคัญคือเว็บไซต์ที่ลิงก์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติไม่ผ่านการคัดกรองคุณภาพ ไม่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ไม่ไม่ส่งผลดีกับ SEO อันดับไม่ดีขึ้นเลย นอกจากนี้ยังทำลายความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ อาจถูกมองว่าเป็นสแปมและยังเสี่ยงถูกแบนอีกด้วย อธิบายเพียงเท่านั้นคงพอเข้าใจว่าอะไรทำแล้วดี หรืออะไรทำแล้วส่งผลเสียกับ SEO ควรหลีกเลี่ยง

SEO มีความสำคัญต่อการทำเว็บไซต์มากแค่ไหน?

SEO มีความสำคัญต่อการทำเว็บไซต์มากแค่ไหน?

SEO กลายมาเป็นหัวใจหลักสำคัญของการทำเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ที่ต้องการให้คอนเท้นต์ของตัวเองไปเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก เพราะถือว่าเป็นเทคนิคสำคัญที่จะช่วยทำให้เกิดตลาดออนไลน์ที่มีความคึกคัก ทำให้ธุรกิจออนไลน์ทั่วไปสามารถที่จะผลักดันตัวเองให้ไปสู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างถูกจุด โดยจะเป็นการใช้กับกลุ่มเว็บ Search Engine ซึ่งเว็บในด้านนี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดต้องยกให้กับทาง Google ที่ถือว่าเป็นเจ้าใหญ่แห่งวงการ ดังนั้นการทำ seo จึงมีความสำคัญอย่างมากในธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่

การทำ SEO หรือที่ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า Search Engine Optimization คือ การทำตลาดออนไลน์ในรูปแบบที่ยั่งยืนและไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสูงมากเกินไป ยิ่งถ้าคุณมีความรู้ด้านนี้มาโดยเฉพาะและเข้าใจถึงแก่นของความเป็น seo อย่างชัดเจน คุณไม่จำเป็นต้องจ้างให้ผู้เชี่ยวชาญมาทำจนเสียเงินจำนวนมากเลยแม้แต่น้อย เพราะการทำ seo สามารถเริ่มต้นทำได้ตั้งแต่ตัวเจ้าของเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ได้เลย แม้แต่เจ้าของร้านค้าออนไลน์ก็สามารถทำ seo ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งความสำคัญของการทำ seo นั้นจะมีด้วยกัน 2 ส่วน คือ seo off page และ seo on page ที่จะเป็นตัวช่วยผลักดันให้เว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ถูกประมวลผลไปอยู่หน้าต้น ๆ ของ Google และติดอันดับอย่างยาวนาน

แต่ทั้งนี้การทำ seo ที่ถูกต้องจะช่วยทำให้การติดอันดับมีความยั่งยืนมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งการทำอย่างถูกต้องนั้นจำเป็นจะต้องใช้หลักการในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของ Content, ความยาว, การใช้ Content ที่เชื่อมต่อกับเว็บไซต์, การสร้าง Keyword ที่เหมาะสมต่องาน Content, การทำ Backlinks และการใส่ปัจจัยต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดเป็น seo Ranking ที่นอกจากจะทำให้ Keyword ของคุณถูกใจ Google จนไปอยู่หน้าแรกแล้ว ยังจะทำให้คุณติดอันดับของธุรกิจที่ Google ให้ความสนใจสูงจนติดหน้าแรกไปอีกยาวนาน

นอกจากนี้คุณยังสามารถทำการลงโฆษณา Google Ads เพื่อไปติดหน้าแรกได้เช่นกัน แต่เชื่อได้เลยว่าการทำ seo นั้นย่อมมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า เพราะเมื่อโฆษณาที่คุณซื้อหมดวาระลง เว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ของคุณก็จะหายไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันที่ seo Ranking นั้นจะอยู่ได้ยาวนานกว่า ยิ่งมีคนเข้าใช้งานสื่อออนไลน์ของคุณมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่ม Traffic ที่มากขึ้นและกลายเป็นการส่งเสริมให้ติดบนหน้าแรกของ Google ไปได้อีกยาวนาน โดยที่คุณแทบไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว ซึ่งการทำ SEO ในแต่ละครั้งจะอยู่ได้ยาวนานกว่า 1 ปี

ถ้าคุณต้องการทำให้ SEO มีคุณภาพ คุณควรศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ให้ชัดเจน พร้อมทำทุก Content ออกมาอย่างมีคุณภาพและสอดคล้องกับเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ของคุณให้มากที่สุด ทำให้ผู้อื่นรู้สึกอยากอ่านหรืออยากติดตามเรื่องราวมากกว่าการใช้วิธีสแปมหรือใช้บทความที่ไม่ถูกต้อง เพื่อทำให้สื่อออนไลน์ของคุณมีคุณภาพ พร้อมที่จะให้บริการด้านต่าง ๆ​ ​แก่ลูกค้า​ และกลายเป็นเงินกำไรกลับมาอย่างมหาศาล ดังนั้นจึงสามารถบอกได้เลยว่า​ SEO​ มีความสำคัญต่อตลาดออนไลน์อย่างมาก

ทำความรู้จักหลักการทำงานของ Google Algorithm 2021 ที่จะช่วยให้การทำ SEO ง่ายขึ้น

ทำความรู้จักหลักการทำงานของ Google Algorithm 2021 ที่จะช่วยให้การทำ SEO ง่ายขึ้น

ในปี 2021 ทาง Google ได้มีการอัปเดตการทำงานของระบบ Algorithm เพื่อปรับปรุงการจัดอันดับเว็บไซต์ต่าง ๆ บนหน้าแสดงผลการค้นหาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้การทำ SEO ที่อิงอยู่กับหลักเกณฑ์การให้คะแนนของระบบ Algorithm แบบเก่า อาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไป ฉะนั้น หากผู้สร้างเว็บไซต์ไม่ปรับปรุงเนื้อหาหรือคอนเทนต์ในเว็บไซต์ให้อัปเดตตามระบบ Algorithm แล้ว ก็อาจส่งผลให้หลุดจากการจัดอันดับเว็บไซต์ได้ง่าย ๆ วันนี้เราจึงจะพาไปทำความรู้จักหลักการทำงานของ Google Algorithm 2021 ที่จะช่วยให้การทำ SEO ง่ายขึ้น

1.ต้องรองรับการเข้าถึงโดยสมาร์ทโฟน
ปัจจุบัน Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่ออกแบบหน้าเว็บให้รองรับการเข้าถึงโดยสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอย่างมาก ถึงขั้นที่มีการพัฒนา Algorithm ที่ชื่อว่า “Mobile Friendly” ซึ่งทำหน้าที่คอยตรวจจับและให้คะแนนเว็บไซต์ที่รองรับการเข้าถึงผ่านสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะ ฉะนั้น ใครที่กำลังคิดจะทำ SEO จึงควรพิจารณาในข้อนี้เป็นอันดับแรก เช่น ตัวหนังสือไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป สามารถอ่านในสมาร์ทโฟนได้แบบสบายตา หรือการจัดหน้าเว็บไซต์ที่ไม่ซับซ้อน สามารถเข้าสู่หน้าอื่น ๆ บนเว็บได้ง่าย เป็นต้น

2.เวลาที่ใช้โหลดหน้าเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่ใช้เวลาโหลดหน้าเว็บนานเกินไป อาจทำให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมรู้สึกรอนานจนออกจากหน้าเว็บไปก่อนที่จะโหลดเสร็จ ซึ่งนี่เป็นสัญญาณเตือนว่า เว็บไซต์ของคุณจะเสียคะแนนเมื่อมีการจัดอันดับเว็บไซต์โดย Algorithm ของ Google ซึ่งส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณหลุดจากหน้าแรกได้ง่าย ๆ

3.การตอบสนอง
การตอบสนองของหน้าเว็บไซต์ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการคลิก หรือการเลื่อนขึ้น-ลง ที่ควรมีความเสถียร ไม่ช้าเกินไป หรือมีอาการค้าง เพราะหากเว็บไซต์มีการตอบสนองช้าเกินไปหรือไม่มีความเสถียร ระบบ Algorithm ของ Google ก็อาจมองว่าเว็บไซต์ของคุณไม่เป็นมิตรและสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อผู้ใช้งาน ซึ่งก็อาจทำให้เว็บไซต์ของคุณเสียอันดับดี ๆ ที่เคยมีได้นั่นเอง

4.ความเสถียรรูปภาพ และเนื้อหา
รูปภาพและข้อความต่าง ๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ควรมีความเสถียร ไม่ควรใช้เวลาโหลดนานเกินไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้งานมีประสบการณ์ที่ดีตลอดการเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยรูปภาพและข้อความต่าง ๆ ควรใช้เวลาโหลดไม่เกิน 3 วินาที เพราะหากนานกว่านั้น ระบบ Algorithm ของ Google ก็อาจมองว่าเว็บไซต์ของคุณไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เสียคะแนนการจัดอันดับได้

5.โครงสร้างเว็บไซต์
โครงสร้างเว็บไซต์ควรมีระเบียบ ไม่ซับซ้อน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ง่าย ยิ่งออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกระตุ้นให้ผู้ใช้งานอยากอยู่เยี่ยมชมในหน้าเว็บไซต์นานขึ้นเท่านั้น และเมื่อเว็บไซต์ของคุณมีผู้ใช้งานค้างอยู่ในหน้าเว็บเป็นเวลานาน ๆ ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะได้รับการจัดอันดับดี ๆ จาก ระบบ Algorithm ของ Google นั่นเอง

6.การคัดลอกเนื้อหา
เจ้าของเว็บไซต์บางคนน่าจะคุ้นเคยกับเทคนิคการทำ SEO ให้ติดอันดับด้วยการ “คัดลอก” บทความจากเว็บไซต์ที่ติดอันดับอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งหากเป็นเมื่อสิบปีก่อน วิธีนี้ถือว่าได้ผลอย่างมาก แต่สำหรับปี 2021 ทาง Google ได้พัฒนา Algorithm ที่ชื่อว่า “Panda” ที่จะคอยตรวจจับการคัดเลือกเนื้อหาของเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ แถมเจ้าหมีตัวนี้ยังฉลาดมากซะด้วย เพราะฉะนั้นอย่าคิดลองดีกับมันด้วยการกด Ctrl+C และ Ctrl+V แบบเด็กมัธยมเด็ดขาด แล้วจะหาว่าไม่เตือน!

ถ้าคุณสงสัยว่าอัลกอริทึมต่าง ๆ นั้นทำงานอย่างไร ก็บอกไว้เลยว่า Google เก็บเป็นความลับ ดังนั้น เอาเวลาที่จะหาช่องโหว่ของระบบไปพัฒนาเว็บไซต์และเนื้อหาให้ผู้อ่านได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด จะส่งผลดีต่อ SEO ได้ในที่สุด

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ SEO

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ SEO

การขายสินค้าออนไลน์จะต้องมีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ซึ่งวิธีที่นิยมมากในปัจจุบัน คือการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้เว็บไซต์มีอันดับการสืบค้นที่ดี ซึ่ง SEO แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ

1. Off-page SEO หรือ การสร้างลิงก์จากเว็บไซต์ภายนอกเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า

2. On-page SEO คือ การทำบทความที่มีคุณภาพให้ประโยชน์สาระแก่ผู้อ่าน

ในส่วนของการทำบทความ SEO จะต้องใช้คีย์เวิร์ด (keyword) ที่เหมาะสม เพื่อดึงดูดใจผู้อ่านและทำให้การจัดอันดับดีขึ้น ซึ่งเราสามารถแบ่งคีย์เวิร์ดออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. Niche Keyword เป็นคีย์เวิร์ดที่เป็นคำเฉพาะ เช่น รุ่นและยี่ห้อของโทรศัพท์มือถือ เช่น Huawei P Series ถ้าคุณทำธุรกิจออนไลน์เป็นร้านจำหน่ายคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์อื่น ๆ ก็ควรจะระบุรุ่นของสินค้าให้ชัดเจน

เช่น Notebook รุ่น Acer Switch One 10 SW110-1CT เพื่อทำให้ลูกค้าที่สนใจในสินค้าในรุ่นนั้น ๆ อยู่สามารถเจอเว็บไซต์คุณและคลิกเข้ามาดูข้อมูลสินค้าแบบละเอียดได้จะทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้น

2. Mass Keyword เป็นคีย์เวิร์ดแบบคำกว้าง ๆ ที่ไม่ได้ระบุรุ่นสินค้าอย่างเช่นแบบแรก เช่น คำว่าโทรศัพท์ โทรทัศน์ อุปกรณ์ก่อสร้าง ผ้าม่าน ผ้าห่ม ของใช้สำหรับเด็ก ดอกไม้ เป็นต้น คีย์เวิร์ดแบบนี้จะมีการใช้แพร่หลาย ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับยากกว่าแบบ Niche Keyword

Mass Keyword เหมาะกับการทำบทความแนวทั่วไปให้ผู้ที่สนใจเข้ามาอ่านข้อมูล เช่น ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์มือสอง แต่ไม่รู้วิธีการเลือกก็สามารถหาอ่านบทความเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถมือสองที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปใช้พิจารณารถก่อนซื้อ เป็นต้น

3. Keyword ที่มาจากการสะกดคำผิด ตัวอย่างเช่นคำว่า เว็บไซต์ ถ้าพิมพ์เป็นภาษาไทย อาจมีการสะกดผิดได้หลายแบบ ซึ่งมีการนำไปใช้เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่สนใจหาข้อมูลแต่สะกดคำผิด ให้ยังสามารถหาข้อมูลในเว็บไซต์ได้เช่นเดียวกัน

4. Long-Tail Keywords เป็นการใช้คีย์เวิร์ดที่มีความยาวมากขึ้น จากการศึกษาด้วย Google Search หาคำข้างเคียงที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมักจะพิมพ์หาในช่องการสืบค้น เช่น เลือกรองเท้า+วิ่งมาราธอน แล้วนำคำนี้ไปเขียนเป็นบทความในหัวข้อต่าง ๆ เช่น วิธีเลือกรองเท้าที่ถูกต้องสำหรับการวิ่งมาราธอน เลือกรองเท้าวิ่งมาราธอนแบบไหนดีที่สุด ฯลฯ

การใช้ Long-Tail Keywords จะทำให้เพิ่มโอกาสในการขายได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากและจะช่วยเพิ่มอันดับในหน้าต่างการสืบค้นได้ดีขึ้นด้วย

การทำบทความ SEO ให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ดี จึงควรที่จะศึกษาข้อมูล โดยเฉพาะที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายค้นหาและต้องเหมาะกับธุรกิจออนไลน์ที่ทำ ซึ่งเจ้าของธุรกิจจะเขียนบทความเองหรือจะจ้างนักเขียนบทความ SEO ที่มีประสบการณ์ก็ได้

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ