ทำไมธุรกิจการโรงแรมถึงต้องทำเว็บไซต์ SEO

การทำธุรกิจการโรงแรมในปัจจุบันนั้น มีการแข่งขันที่สูงมาก เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากภาวะขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนและยังมีปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ที่กระทบต่อบรรยากาศในการท่องเที่ยวอีกด้วย

การทำธุรกิจการโรงแรมในเว็บไซต์ออนไลน์ จึงต้องทำ SEO ให้เพื่อกระตุ้นให้สถานที่พักของคุณเป็นที่รู้จักและจดจำของผู้คนให้ได้มากที่สุดทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อที่เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO ให้แก่ธุรกิจการโรงแรม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-Page SEO

ได้แก่ การทำโครงสร้างของเว็บไซต์ให้ดูสวยงาม มีความเป็นทางการควบคู่กับความเป็นมิตร ผสมผสานให้ลงตัวอย่างเหมาะสม โดยใช้สี โลโก้ ที่เป็นเอกลักษณ์และสื่อสารถึงความเป็นแบรนด์ให้ชัดเจน เช่น ควรจะใช้สีชมพูสีฟ้า สีเขียว สีน้ำตาล ประจำเว็บไซต์ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายเบาสบาย เห็นแล้วอยากมาพักผ่อนที่โรงแรมของคุณ

นอกจากนี้ การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมในการผลิตบทความในหน้าเพจของโรงแรม ควรจะต้องมีการวิจัยคัดเลือก Keyword SEO ที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่คุณต้องการให้บริการอย่างเจาะจง หรือ ที่เรียกว่า Niche Market

เช่น สถานที่ของคุณเป็นโรงแรมที่อยู่ริมทะเล และสามารถให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าได้ คุณก็ควรที่จะใช้ Keyword ว่า “รีสอร์ท ริมทะเล พัทยา หมา แมว เข้าได้” เป็นต้นเพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะนิยมพาสัตว์เลี้ยงไปท่องเที่ยวด้วย สามารถที่จะหาเว็บไซต์ของคุณเจอเป็นอันดับต้น ๆ จะทำให้มีโอกาสได้รับการจองห้องพักโรงแรมมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

2. Off-Page SEO

เป็นการขยายกลุ่มลูกค้า ให้โรงแรมของคุณเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น โดยการที่คุณไปสมัครเป็นสมาชิกในกลุ่มคนรักการท่องเที่ยว คนรักสัตว์เลี้ยง ฯลฯ เพื่อให้ข้อมูลที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ของ จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะพัทยา เพื่อให้มีคนสนใจหรือสอบถามหาที่พักในละแวกใกล้เคียง

คุณก็สามารถให้ลิงก์เว็บไซต์ของโรงแรมคุณ เพื่อการชมภาพสถานที่และสอบถามเกี่ยวกับราคาและข้อมูลอื่น ๆ ได้ เป็นต้น เทคนิคนี้จะทำให้เพิ่มปริมาณของผู้คนเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งทำให้อันดับ SEO จากการวิเคราะห์ด้วย AI ของ Search Engine สูงขึ้น และที่สำคัญคือ ทำให้โรงแรมของคุณมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเวลาอันสั้น

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้เว็บไซต์ด้านการโรงแรม สามารถช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและเติบโตได้ในระยะยาว เพียงเลือก Keyword SEO ที่เหมาะสมกับลูกค้านักท่องเที่ยวเป้าหมาย ผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้อันดับ SEO ของคุณดีขึ้น มีโอกาสปรากฏแก่สายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งทำให้เพิ่มยอดจองห้องพักได้มากขึ้นตลอดทั้งปี

การทำ SEO ให้แก่ธุรกิจการโรงแรม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน

การตลาดแบบ SEO และ SEM แตกต่างกันอย่างไร

การตลาดแบบ SEO และ SEM แตกต่างกันอย่างไร

การทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์ที่กูรูทางการตลาดแนะนำให้นักธุรกิจยุคใหม่ศึกษา เพื่อเลือกใช้ให้ถูกต้องตามสถานการณ์ และยังเป็นการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ให้มีความน่าเชื่อถือเป็นมืออาชีพ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาวด้วย ซึ่งการทำ SEO และ SEM มีข้อแตกต่างกันดังต่อไปนี้

SEO หรือ Search Engine Optimization

เป็นการพัฒนาเว็บไซต์อย่างรอบด้าน เพื่อให้มีอันดับในการแสดงผลในหน้าต่างการสืบค้นที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google แต่อย่างใด โดยประกอบด้วย 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO ได้แก่

On-Page SEO- การใช้ Keyword ที่เหมาะสม ในการเขียนหัวข้อ สร้างบทความที่มีคุณภาพ ตั้งชื่อรูปภาพ ฯลฯ ซึ่งยิ่งมี Keyword มากก็จะทำให้มีโอกาสถูกสืบค้นเจอได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ควรมากเกินกว่า 2-3 Keyword ต่อบทความ และไม่ซ้ำเกิน Keyword ละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ถูกวิเคราะห์จากระบบ AI อัจฉริยะของ Search Engine ว่าเป็นเพจขยะหรือสแปม ซึ่งจะส่งผลให้ถูกลดทอนอันดับ SEO ลงไป

Off-Page SEO- สร้าง Backlink เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์หลาย ๆ แห่งเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ วิธีที่ได้ผลดีคือ การแสดงความคิดเห็นที่เป็นข้อเท็จจริงตรงไปตรงมา ตามห้องสนทนาในโซเชียลต่าง ๆ เมื่อมีผู้ที่สนใจสินค้าหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณจึงแปะลิงก์เพื่อให้คนบุคคลเหล่านั้นคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ วิธีการนี้เป็นเทคนิคขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้ และทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ดีขึ้นด้วย

การทำ SEO ทั้งสองส่วนเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้

SEM หรือ Search Engine Marketing

จะเป็นการทำการตลาดแบบโฆษณา ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายให้กับ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ซึ่งจะมีการประมูลพื้นที่โฆษณาระหว่างคุณและบริษัทคู่แข่งที่เลือกใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน

ผู้ที่จ่ายเงินในการประมูลสูงก็จะได้ตำแหน่งที่ดีในการโฆษณาไป และต้องมีการจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแบบ Pay Per Click หรือ PPC คือ เมื่อมีผู้คลิกเข้าไปในชมข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณตามที่โฆษณา จะต้องจ่ายเงินให้แก่ Search Engine ทุกครั้ง

วิธี SEM มีข้อดี คือ การันตีได้ว่าเว็บไซต์คุณจะปรากฏสู่สายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับการทำโปรโมชั่นสินค้า เช่น ช่วงเทศกาลวันปีใหม่ หรือคริสต์มาส ที่จะมีคนมองหาสินค้าเพื่อเป็นของขวัญ หากใช้วิธีการ SEO อย่างเดียว จะต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนา ซึ่งจะไม่สามารถสร้างอันดับในผลการค้นหาที่สูงขึ้นให้ทันต่อเทศกาลในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO และ SEM มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถทำร่วมกันได้ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า การวางแผนและเป้าหมายของการทำเว็บไซต์ที่ต้องพิจารณาอย่างเหมาะสม

SEO หรือ Search Engine Optimization

การโพสต์บล็อกแบบไหนมีประโยชน์กับการทำ SEO

การโพสต์บล็อกแบบไหนมีประโยชน์กับการทำ SEO

การเขียนบล็อกกับเว็บไซต์มีความแตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลเหมือนกัน แต่เว็บไซต์มักจะเป็นการนำเสนอข้อมูลอยู่ฝ่ายเดียว เหมาะสำหรับการขายของออนไลน์และสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ ส่วนบล็อกเป็นเว็บไซต์รูปแบบหนึ่ง แต่เปิดให้ผู้อ่านเข้ามาแสดงความคิดเห็นท้ายบทความและโต้ตอบกันได้ ว่าไปแล้วก็มีส่วนคล้ายการโพสต์บทความผ่านโซเชียลมีเดีย การเขียนบล็อกจะคล้ายกับการเล่าเรื่องในมุมมองของตัวเอง ใช้งานง่าย และมีความเป็นทางการน้อยกว่า

การเขียนบทความในบล็อก

การโพสต์บล็อกแบบไหนที่มีประโยชน์กับการทำ SEO ก่อนอื่นต้องเรียนรู้เรื่องการเขียนบทความในบล็อกซึ่งต้องใช้ทักษะเพื่อให้ผู้อ่านสนใจและติดตาม โครงสร้างและการเขียนบทความต้องน่าสนใจ มีหัวเรื่องย่อยเพื่อให้อ่านง่าย หากคนอ่านชอบบทความและเข้าใจเนื้อหาก็จะรู้ว่าสินค้าและบริการนั้นมีจุดเด่นตรงไหน ถ้าชอบใจก็มีแนวโน้มที่จะแบ่งปันผ่านทางโซเชียลมีเดียทำให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาทักษะการเขียนบล็อกเพื่อดึงดูดผู้ชม พร้อมกับการทำ SEO เพื่อให้คำที่ต้องการค้นหาเป็นคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูงทำให้ผลลัพธ์การทำ SEO ดีขึ้นและจัดอันดับอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นมากอย่างแน่นอน

ในเรื่องของคีย์เวิร์ดก็ต้องระมัดระวังเช่นเดียวกัน แนะนำว่าอย่าใส่คีย์เวิร์ดมากเกินไปทำให้อ่านข้อความไม่รู้เรื่องหรือไม่ราบรื่น อย่าทำแค่จับคำไปใส่ในบทความ ควรเริ่มจากเนื้อหาที่ดีมีประโยชน์ เลือกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา บางคนมีความสามารถในการเขียนอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นนักเขียนมืออาชีพที่จะตั้งประเด็นไว้ก่อน มีคำถามว่าลูกค้าสนใจสินค้าและบริการแบบไหน คำตอบนั้นคือจุดโฟกัสเพื่อให้นำเสนอผลิตภัณฑ์ได้ตรงความต้องการของลูกค้านั่นเอง

เมื่อรู้ความต้องการของลูกค้าแล้ว พยายามหาช่องทางนำเสนอที่แตกต่างและดีกว่าคู่แข่ง กำหนดโครงสร้างของบทความ มีความยาวเท่าไร ย่อหน้าตรงไหน ปรับความยาวของบทความให้เหมาะสม ต้องมีอย่างน้อย 300 คำ พิจารณาการจัดอันดับของกูเกิลจะให้คะแนนกับบทความยาว ๆ แต่ถ้าบทความนั้นยาวเกินไปจะทำให้ผู้อ่านเบื่อก่อนที่จะอ่านจบ อยากรู้ว่าบทความควรยาวขนาดไหน ให้ลองเขียนบทความยาว ๆ แล้วตรวจสอบให้แน่ใจว่าความยาวและเนื้อหาแบบไหนที่มีคนสนใจเข้าอ่านมากที่สุด ก่อนโพสต์บล็อกให้คนอื่นอ่าน ต้องแก้ไขข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์และข้อผิดพลาดอื่น ๆ

หลังจากโพสต์เนื้อหาเสร็จแล้ว ถ้าเขียนเนื้อหาหัวข้อเดียวกับโพสต์ก่อนหน้านั้น อย่าลืมสร้างการเชื่อมโยงแต่ละโพสต์เข้าด้วยกัน เพราะการสร้างลิงก์ภายในหรือ Internal link จะเป็นการเพิ่มคุณภาพให้เนื้อหาบทความสำหรับการทำ SEO ผู้อ่านจะมองว่าคอนเทนต์ของเรามีคุณภาพและใช้งานง่าย สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ใช้งานพอใจ ขณะเดียวกันระบบการจัดอันดับของกูเกิลจะมองเห็นว่าบล็อกนี้มีความความเชี่ยวชาญและเชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันไปยังหน้าที่มีความสำคัญจะช่วยให้บล็อกหรือแม้แต่เว็บไซต์ก็มีอันดับที่ดีขึ้นได้เช่นกัน

การเขียนบทความในบล็อก

SEO คืออะไร สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน

SEO คืออะไร สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน

หากใครคิดจะเริ่มทำการตลาดออนไลน์จะต้องรู้จักคำว่า SEO รู้ว่าพื้นฐานของ SEO คืออะไร ผู้ทำการตลาดจะสามารถนำความรู้นั้นไปปรับใช้กับช่องทางออนไลน์ได้ทุกช่องทาง ทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือและยังเป็นการขยายตลาดให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ก็สร้างยอดขายได้มากขึ้นนั่นเอง แต่การทำ SEO จะเริ่มทำอย่างไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง ในบทความนี้จะขอแนะนำขั้นตอนพื้นฐาน สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนว่า SEO เขาทำกันอย่างไร

SEO คืออะไร

SEO คือการใช้ประโยชน์จาก Search Engine ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยอาศัย Keyword เป็นตัวกำหนดแนวทางและกระจายในบทความหรือสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอ เพื่อให้การค้นหาเจอได้โดยง่าย เราอาจจะเพิ่มแบ็กลิงก์เอาไว้เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและยังเป็นเป็นการประกอบข้อมูลให้เห็นภาพ ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในสินค้าหรือบริการของเรา ทำให้ง่ายต่อการปิดการขายนั่นเอง

SEO ทำอย่างไร

Content เพราะสิ่งที่เราเข้าใจ กับสิ่งที่ลูกค้าเข้าใจจะเป็นคนละเรื่องกัน ทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจในสินค้าหรือบริการของเราได้โดยง่าย และที่สำคัญคือ Content นั้นต้องน่าสนใจและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้าได้ จึงจะเป็น Content คุณภาพ

Keyword หัวใจหลักของการทำ SEO เลยคือต้องใช้ Keyword ที่ดี เพราะถึงแม้ Content จะดีมาก แต่ค้นหายาก หาไม่เจอ ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นการใส่ Keyword ที่ได้รับการจัดอันดับแล้วว่ามีการค้นหามากที่สุด ก็ย่อมจะหาง่ายกว่าอย่างแน่นอน

จำนวนคำ อะไรที่มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี การกำหนดโครงสร้างของ Content จะต้องให้เหมาะสมกับเนื้อหาและกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะนำเสนอ หากต้องการนำเสนอให้เด็ก ๆ ก็ควรมีเนื้อหาที่แสดงออกถึงอารมณ์และสั้น ๆ เด็กจะสนใจ ประมาณ 300 คำกำลังดี หรือถ้าต้องการจะนำเสนอเนื้อหาให้ผู้ใหญ่ ก็ต้องมีเนื้อหาที่ค่อนข้างครบถ้วน เน้นถึงหลักเหตุผล ตอบโจทย์ว่าถ้าเขาซื้อสินค้าหรือบริการของเราดีอย่างไร ? 1,000 คำโดยประมาณ ไม่ควรมากกว่านี้เพราะจะทำให้เบื่อเสียก่อน

การทำ SEO จะเริ่มทำอย่างไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง

Back Link เป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม แต่มีความสำคัญมากเพราะการทำ Back Link จากเว็บไซต์ที่ดัง ๆ จะส่งผลให้ Content ของเราน่าเชื่อถือตามไปด้วย แต่การจะไปติด Back Link ในเว็บไซต์ดัง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน หากเว็บไซต์ของเราไม่มีความน่าเชื่อถือที่มากพอ

จากข้อมูลข้างต้นน่าจะพอทำให้เข้าใจการทำ SEO มากขึ้นได้บ้าง ซึ่งวิธีการทำจริง ๆ แล้วไม่ได้มีเพียง 4 ข้อนี้เท่านั้น แต่ยังมีรายละเอียดยิบย่อยอีกมากมายที่ก่อนจะเริ่มลงมือทำต้องศึกษาอย่างถ่องแท้เสียก่อน แต่ไม่ว่าอย่างไรการทำ SEO ก็คุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงอย่างแน่นอน เพราะเป็นช่องทางการโฆษณาที่ถูกที่สุดและได้ผลลัพธ์มากที่สุด

กลยุทธ์การทำ SEO ให้ได้ผลดี ดีไซน์เว็บต้องน่าประทับใจ

กลยุทธ์การทำ SEO ให้ได้ผลดี ดีไซน์เว็บต้องน่าประทับใจ

โลกธุรกิจทุกวันนี้มีการแข่งขันสูง ธุรกิจน้อยใหญ่ต่างงัดกลยุทธ์ด้านการตลาดทั้งการโฆษณา ลด แลก แจก แถม มาดึงดูดลูกค้าเพื่อความอยู่รอดซึ่งวิธีการเหล่านั้นใช้งบประมาณมาก การทำตลาดออนไลน์เป็นช่องทางสมัยใหม่ที่พบเห็นบ่อยขึ้นและมีการทำ SEO เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ การออกแบบเว็บไซต์ที่สวยงามและใช้ง่ายจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการทำ SEO เนื่องจากเว็บที่ดูดีน่าสนใจมักจะสร้างความประทับใจแรกให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชม ช่วยสร้างแบรนด์ธุรกิจให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่จะเปลี่ยนผู้ชมมาเป็นลูกค้าในระยะยาว

การออกแบบเว็บไซต์มีความสำคัญกับการทำ SEO เนื้อหาคอนเทนต์อาจเป็นปัจจัยหลักในการจัดอันดับเว็บของ Google แต่เพราะเว็บไซต์เป็นหน้าเป็นตาของธุรกิจ หากเว็บไซต์มีคุณภาพก็จะสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างความประทับใจแรกเห็น ผู้เข้าชมเว็บไซต์ส่วนใหญ่เชื่อมั่นในธุรกิจที่ใส่ใจออกแบบเว็บไซต์อย่างชัดเจน รูปแบบทันสมัย สวยงาม ใช้งานง่าย รู้สึกไว้วางใจว่าไม่ใช่เว็บปลอม เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ซื้อและเพิ่มโอกาสขายมากขึ้น

ในปัจจุบันการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์นิยมใช้งานด้วยการเลื่อนหน้าลงอ่านข้อความไปเรื่อย ๆ ซึ่งดึงดูดผู้เข้าชมได้ดี แต่ไม่เอื้อประโยชน์ในการจัดอันดับเว็บของ Google การออกแบบที่ดีจะนำเสนอบทความในแต่ละหน้าและสร้างลิงก์ภายในเชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันไปทีละหน้าทำให้ผู้ชมที่ต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้รับความสะดวก ดีไซน์แต่ละหน้าเว็บไซต์ควรเป็นรูปแบบเดียวกัน มีความสวยงามและมีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ส่วนการใช้สีสัน รูปภาพ หรือตัวอักษรสไตล์แฟนซีจุดประกายความสนใจได้ดีเช่นกัน แต่ก็ควรยึดติดกับเนื้อหาที่ครบถ้วนและน่าสนใจทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ธุรกิจและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์การทำ SEO มากขึ้น

เมื่อเร็ว ๆ นี้เว็บ Google ได้เปลี่ยนแปลงระบบอัลกอริทึ่มล่าสุดที่มีผลสำคัญต่อการจัดอันดับการค้นหา โดยเน้นไปที่ประสบการณ์ของผู้เข้าชมเว็บเป็นหลัก เจ้าของเว็บควรอัปเดตข้อมูลหน้าเว็บที่สดใหม่อยู่เสมอ

องค์ประกอบด้านดีไซน์ที่กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกลยุทธ์ SEO มีดังนี้

-ขนาดตัวอักษร
-วิดีโอแบบฝัง
-องค์ประกอบแบบอินเทอร์แอคทีฟ
-หัวข้อใหญ่ (H1) ที่หน้าบทความ
-จำนวนรูปภาพ
-เวลาบนเว็บไซต์
-อัตราตอบกลับ

สิ่งสำคัญสำหรับกลยุทธ์ SEO

องค์ประกอบส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเว็บไซต์ที่สวยงามและสร้างสรรค์ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือได้ดี ขณะเดียวกันควรจัดโครงสร้างเว็บและเวลาบนเว็บไซต์อย่างรอบคอบเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและตอบสนองรวดเร็วบนมือถือ ส่งผลให้อัตราตอบกลับรวดเร็วขึ้น โครงสร้างเว็บไซต์มีหลายแบบซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น โครงสร้างแบบเรียงลำดับนิยมใช้กันมากในเว็บไซต์ขนาดเล็กและไม่ซับซ้อน ส่วนโครงสร้างแบบตารางและโครงสร้างแบบลำดับขั้นเหมาะกับเว็บไซต์ที่มีข้อมูลจำนวนมากและซับซ้อน ส่วนโครงสร้างแบบใยแมงมุมมีความยืดหยุ่นสูงใช้เชื่อมโยงแผนผังเว็บภายในถึงกันทำให้ค้นหาข้อมูลง่าย รวมถึงใช้เชื่อมโยงหน้าเว็บภายนอกซึ่งมีความสำคัญต่อการทำ SEO ให้อยู่ในลำดับต้น ๆ ด้วย

เงินทุนน้อยก็ทำการตลาดออนไลน์ SEO ได้

มาตรฐานของ Search Engine

การตลาดออนไลน์เป็นช่องทางการขายสินค้าและบริการที่สำคัญในยุคปัจจุบันเนื่องจากคนส่วนใหญ่นิยมใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อค้นหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบรวดเร็ว 4G ในปัจจุบัน ก็ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายทั่วโลกติดต่อกันได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย

สำหรับผู้ที่มีเงินทุนน้อยอาจจะกังวลว่าการทำการตลาดออนไลน์จะเป็นเรื่องที่ทำให้สร้างภาระค่าใช้จ่าย เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ มักจะต้องใช้เงินทุนสูง อย่างไรก็ตาม การตลาดแบบ SEO ซึ่งย่อมาจาก Search Engine Optimization มีความแตกต่างจากเทคนิคการตลาดทั่วไป เพราะไม่ต้องใช้เงินจ่ายให้ Search Engine อย่าง Yahoo, Bing, Google เพียงแต่ต้องมีความสม่ำเสมอในการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ Search Engine ที่กำหนดไว้ และต้องไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์

ตัวอย่างเช่น

การทำเนื้อหาในบทความ ต้องมีความสดใหม่ อัพเดตประจำทุกวัน

การทำคลิปประกอบเพื่อดึงดูดผู้ชม ซึ่งทำให้เพิ่มเวลาในการใช้หน้าจอ ทำให้ผลการจัดอันดับของเว็บไซต์ดียิ่งขึ้น

เลือกใช้ Keyword ในบทความและหัวข้อ Title ที่ตรงกับคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้

การจัดหมวดหมู่องค์ประกอบของหน้าจอเว็บไซต์ให้หาปุ่มต่าง ๆ ง่าย มีการแยกกลุ่มสินค้าชัดเจน เช่น หากทำเว็บไซต์ขายเสื้อผ้าออนไลน์ ต้องแยกเป็นหมวดเสื้อ กางเกง รองเท้า เครื่องประดับ ทั้งของเพศชายและหญิง เป็นต้น

มีธีมของสีและรูปแบบเว็บไซต์ที่สวยงาม และเป็นที่จดจำ ควรใช้สีหลักไม่เกิน 2-3 สี เพื่อให้ดูหรูหราทันสมัย รวมไปถึงการเลือกฟอนต์ที่สวยงาม ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์

พัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งหน้าจอมือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์การใช้งานเทคโนโลยี เพื่อให้มีโอกาสรับออเดอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เงินทุนน้อยก็ทำการตลาดออนไลน์ SEO ได้

นอกจากการพัฒนาภายในของเว็บไซต์แล้ว การทำ SEO ยังรวมไปถึงการเชื่อมโยงลิงค์กับเว็บไซต์ภายนอก เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น เช่น การตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าออร์แกนิกในเว็บไซต์สุขภาพ หรือห้องแชทที่รวมผู้ที่สนใจดูแลสุขภาพเข้าด้วยกัน หรืออาจตั้งกลุ่มใน Facebook ขึ้นมาใหม่ให้คนที่สนใจสินค้าออร์แกนิกมารวมตัวกันก็ได้ ที่สำคัญ คือการแจ้ง Link เข้าเว็บไซต์หลักของคุณไว้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจติดตามหรือสอบถามเพิ่มเติมติดต่อได้สะดวก จะทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่กล่าวถึงแพร่หลายมากขึ้น ทำให้มียอดการคลิกเข้ามาชม หรือ Traffic มากขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำการตลาดออนไลน์แบบ SEO ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินทุนสูงอย่างที่หลายคนคิด สามารถเริ่มทำด้วยตัวของคุณเองได้ ขอเพียงใส่ใจในคุณภาพและมีความสม่ำเสมอในการทำ การทำ SEO ก็จะเป็นเทคนิคที่ทำให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างแน่นอน

ขั้นตอนการทำ Content ให้ติดอันดับ 1 บน GOOGLE

ขั้นตอนการทำ Content ให้ติดอันดับ 1 บน GOOGLE

Search Engine ที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 นั่นก็คือ GOOGLE เป็น Website เพื่อการค้นหาที่มีจำนวนครั้งในการใช้งานมากที่สุดในโลก และมันจะดีไม่น้อยหากเราจะสามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้เพื่อการขยายธุรกิจหรือสร้างฐานลูกค้าให้เป็นทีรู้จัก โดยการทำ Content ให้ติดอันดับแรก ๆ บน GOOGLE ให้ได้นั้น มี 5 ขั้นตอนดังนี้

5 เทคนิคทำให้ คอนเทนต์ ติดอันดับ 1

Content is King ขั้นแรกเราต้องดูก่อนว่าเราจะนำเสนอเรื่องอะไร Content เกี่ยวกับอะไร มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน โดยเนื้อหาใน Content จะต้องแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร และแน่นอนต้องไม่ Copy มาจาก Website อื่น

Keyword เวลาที่คนจะค้นหาอะไรสักอย่างก็จะพิมพ์คำคีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ กัน โดยเราจะต้องหาอันดับของคำ Keyword ที่มีคนหาเยอะที่สุด โดยอาจจะหาได้จาก Google Keyword Planner ก็ได้ว่าคำไหนมีคน Search หามากที่สุด แล้วเราก็เอาคำนั้นมาเป็นหลักในการสร้าง Content

โครงสร้าง Content รูปร่างหน้าตาของบทความก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเราจะต้องคำนึงถึงจำนวนคำที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ซึ่งจะอยู่ในช่วง 300-1,000 คำโดยประมาณ แล้วแต่ว่าเนื้อหาจะเป็นแนวไหน มีหัวข้อย่อย ทำตัวเอียง ตัวหนาให้สวยงามเป็นระเบียบ และแน่นอนอย่าลืมใส่ Keyword กระจายลงไปให้ทั่วบทความ แต่ต้องไม่มากจนเกินไป คำนึงถึงความเป็นธรรมชาติเป็นหลัก

Backlink ก็คือหน้า Website อื่น มี link ที่กดแล้วจะส่งตรงมาที่หน้า Website ของเรานั่นเอง การมี Backlink กับ Website ที่มีชื่อเสียงหรือมีมาตรฐานก็เป็นการเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือให้กับเราได้ไม่น้อย โดย GOOGLE ก็ดูจาก Backlink เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งว่า เขาจะเอา Website ของเราขึ้นมาอยู่อันดับต้น ๆ ได้หรือไม่ ทั้งนี้ Backlink จะต้องมีความเป็นธรรมชาติ มีทั้งคุณภาพและปริมาณ ถ้ามี Backlink ที่จงใจสร้างขึ้นมาหรือ Link มาจากเว็บที่มีคุณภาพต่ำ ก็จะได้คะแนนส่วนนี้น้อย

5 เทคนิคทำให้ คอนเทนต์ ติดอันดับ 1

สร้าง Website ให้รองรับสมาร์ทโฟน ในปัจจุบันนี้คนเล่นมือถือมากกว่าเล่นคอมหรือดูโทรทัศน์เสียอีก เพราะความสะดวกเพียงหยิบมือถือขึ้นมาเท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่ฉลาดไม่น้อยหากเราจะทำให้ Website ของเราสามารถเปิดบนสมาร์ทโฟนได้ มีการแสดงผลที่เหมาะสม อ่านง่าย ใช้งานสะดวก

การทำ Content ให้ติดอันดับบน GOOGLE ไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะต้องมีการศึกษาข้อมูลรวมถึงความพยายามและอาศัยเวลา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้ทำความรู้จักเสียก่อน หากทำตามที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างถูกวิธีแล้ว เมื่อ Content ของคุณติดอันดับหน้าแรกบน GOOGLE แล้ว ก็จะคุ้มค่ากับความพยายามที่ทุ่มเทลงไปเป็นอย่างมาก เพราะ Website ของคุณจะเป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน ทำให้ง่ายต่อการขยายฐานธุรกิจและเป็นการสร้างยอดขายที่ดีในอนาคตอีกด้วย

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ SEO

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ SEO

การขายสินค้าออนไลน์จะต้องมีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ซึ่งวิธีที่นิยมมากในปัจจุบัน คือการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้เว็บไซต์มีอันดับการสืบค้นที่ดี ซึ่ง SEO แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ

1. Off-page SEO หรือ การสร้างลิงก์จากเว็บไซต์ภายนอกเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า

2. On-page SEO คือ การทำบทความที่มีคุณภาพให้ประโยชน์สาระแก่ผู้อ่าน

ในส่วนของการทำบทความ SEO จะต้องใช้คีย์เวิร์ด (keyword) ที่เหมาะสม เพื่อดึงดูดใจผู้อ่านและทำให้การจัดอันดับดีขึ้น ซึ่งเราสามารถแบ่งคีย์เวิร์ดออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. Niche Keyword เป็นคีย์เวิร์ดที่เป็นคำเฉพาะ เช่น รุ่นและยี่ห้อของโทรศัพท์มือถือ เช่น Huawei P Series ถ้าคุณทำธุรกิจออนไลน์เป็นร้านจำหน่ายคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์อื่น ๆ ก็ควรจะระบุรุ่นของสินค้าให้ชัดเจน

เช่น Notebook รุ่น Acer Switch One 10 SW110-1CT เพื่อทำให้ลูกค้าที่สนใจในสินค้าในรุ่นนั้น ๆ อยู่สามารถเจอเว็บไซต์คุณและคลิกเข้ามาดูข้อมูลสินค้าแบบละเอียดได้จะทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้น

2. Mass Keyword เป็นคีย์เวิร์ดแบบคำกว้าง ๆ ที่ไม่ได้ระบุรุ่นสินค้าอย่างเช่นแบบแรก เช่น คำว่าโทรศัพท์ โทรทัศน์ อุปกรณ์ก่อสร้าง ผ้าม่าน ผ้าห่ม ของใช้สำหรับเด็ก ดอกไม้ เป็นต้น คีย์เวิร์ดแบบนี้จะมีการใช้แพร่หลาย ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับยากกว่าแบบ Niche Keyword

Mass Keyword เหมาะกับการทำบทความแนวทั่วไปให้ผู้ที่สนใจเข้ามาอ่านข้อมูล เช่น ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์มือสอง แต่ไม่รู้วิธีการเลือกก็สามารถหาอ่านบทความเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถมือสองที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปใช้พิจารณารถก่อนซื้อ เป็นต้น

3. Keyword ที่มาจากการสะกดคำผิด ตัวอย่างเช่นคำว่า เว็บไซต์ ถ้าพิมพ์เป็นภาษาไทย อาจมีการสะกดผิดได้หลายแบบ ซึ่งมีการนำไปใช้เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่สนใจหาข้อมูลแต่สะกดคำผิด ให้ยังสามารถหาข้อมูลในเว็บไซต์ได้เช่นเดียวกัน

4. Long-Tail Keywords เป็นการใช้คีย์เวิร์ดที่มีความยาวมากขึ้น จากการศึกษาด้วย Google Search หาคำข้างเคียงที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมักจะพิมพ์หาในช่องการสืบค้น เช่น เลือกรองเท้า+วิ่งมาราธอน แล้วนำคำนี้ไปเขียนเป็นบทความในหัวข้อต่าง ๆ เช่น วิธีเลือกรองเท้าที่ถูกต้องสำหรับการวิ่งมาราธอน เลือกรองเท้าวิ่งมาราธอนแบบไหนดีที่สุด ฯลฯ

การใช้ Long-Tail Keywords จะทำให้เพิ่มโอกาสในการขายได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากและจะช่วยเพิ่มอันดับในหน้าต่างการสืบค้นได้ดีขึ้นด้วย

การทำบทความ SEO ให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ดี จึงควรที่จะศึกษาข้อมูล โดยเฉพาะที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายค้นหาและต้องเหมาะกับธุรกิจออนไลน์ที่ทำ ซึ่งเจ้าของธุรกิจจะเขียนบทความเองหรือจะจ้างนักเขียนบทความ SEO ที่มีประสบการณ์ก็ได้

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ

ทำไมนักการตลาดออนไลน์จึงแนะนำเทคนิค SEO

ทำไมนักการตลาดออนไลน์จึงแนะนำเทคนิค SEO สำหรับทุกเว็บไซต์

เทคนิค SEO เป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะมีคนทั่วโลกค้นหาสินค้าและบริการผ่านมือถือและคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ถ้าสามารถทำเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตามแนวทางของ search engine เช่น Google , yahoo ได้ ก็จะทำให้ถูกจัดอันดับในการสืบค้นได้ดี มีโอกาสในการแสดงในหน้าต่างการสืบค้นของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มาก จึงเพิ่มยอดขายและจำนวนของผู้ติดตามและลูกค้าในระยะสั้นและระยะยาวได้เป็นอย่างดี

SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่นักการตลาดแนะนำว่า เจ้าของกิจการเว็บไซต์ออนไลน์ ควรพิจารณาในประเด็นดังนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการประชาสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

1. กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

ควรพิจารณารายละเอียดกลุ่มเป้าหมายทั้งด้านเพศ อายุ ทำเลที่อยู่อาศัย ภาษาที่ใช้ในการค้นหา ฯลฯ ไม่ควรสนใจ เพียงแค่การเพิ่มค่า Traffic หรือผู้เข้าชมเว็บไซต์ เพราะถ้าผู้เข้าชมไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสินค้าก็จะมีโอกาสในการขายสินค้าได้น้อย

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้ทำเว็บไซต์ SEO ควรใช้ Google Analytics เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจคุณได้ชัดเจนขึ้น

2. พัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ดีบนอุปกรณ์หลายชนิด

ควรทำเว็บไซต์ให้สวยงามและใช้งานได้ดี ทั้งหน้าจอโทรศัพท์มือถือและเว็บไซต์ เพื่อให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะเลือกใช้บริการซื้อสินค้าและบริการของเว็บไซต์คุณมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ว่าจะสืบค้นด้วยอุปกรณ์ชนิดใดก็จะปรากฏ website คุณอยู่เสมอ

3. การใช้ keyword ที่ดี

การใช้ keyword ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรศึกษาจาก Google Search ทั้ง Long-tail Keyword และ Short-tail Keyword ไม่ควรคิดว่าในบทความจะใส่ keyword อะไรก็ได้ เพราะอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการค้นหา

ขณะเดียวกัน Keyword ก็ใช้เพื่อทำ URL Address  ชื่อบทความ หรือ Title และสื่อมัลติมีเดียประกอบในเว็บไซต์ได้ด้วย

4. การเลือกใช้บริการจ้างงาน

ควรเลือกทีมพัฒนาเว็บไซต์ SEO และนักเขียนบทความ SEO ที่มีคุณภาพ ไม่เน้นที่ราคาถูก เพราะเสี่ยงต่อการได้ผลงานที่มีคุณภาพต่ำ และการพัฒนาเว็บไซต์อาจมีปัญหาที่ต้องแก้ไขในระยะยาว

นอกจากนี้ ควรเลือกทีมพัฒนาเว็บไซต์ที่สามารถติดต่อโทรศัพท์หรือ LINE ได้ตลอดเวลา เพราะจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที เช่น เมื่อเว็บไซต์ล่ม หรือส่งผ่านข้อมูลไม่ได้ เป็นต้น

5. การทำลิงค์ให้กับเว็บไซต์

5หรือที่เรียกว่า Backlink จะทำให้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ เพิ่ม Traffic และก็เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่าการทำเว็บไซต์ SEO มีหลายส่วน ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองหรือเลือกจ้างบริษัทที่มีความชำนาญ ที่สำคัญคือการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เว็บไซต์มีอันดับการสืบค้นที่ดี

หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ได้เห็นประโยชน์ของการทำ SEO และตั้งใจพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณภาพต่อไป

ทำไมนักการตลาดออนไลน์จึงแนะนำเทคนิค SEO สำหรับทุกเว็บไซต์

อยากคุ้มค่า ต้องอ่านก่อนจ้าง เว็บไซต์ SEO

อยากคุ้มค่า ต้องอ่านก่อนจ้างทำเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ให้สามารถถูกลูกค้าเป้าหมายสืบค้นได้เป็นอันดับต้น ๆ ใน search engine นั้น จำเป็นต้องมีการทำ SEO หรือ search engine optimization ซึ่งสามารถทำด้วยตัวเจ้าของกิจการเอง หรือจะจ้างบุคคลภายนอกทำให้ก็ได้ แต่จะมีวิธีการเลือกผู้รับจ้างทำเว็บไซต์ SEO อย่างไรจึงจะเหมาะสมและไม่เสียค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น ในบทความนี้จึงขอนำเสนอประเด็นที่ท่านควรทราบก่อนการจ้างทำ SEO ให้เว็บไซต์เพื่อความคุ้มค่าอย่างที่สุด ดังนี้

อยากคุ้มค่า ต้องอ่านก่อนจ้างทำเว็บไซต์

ผู้รับจ้างทำเว็บไซต์ SEO มีกี่แบบ

ในยุค 2019 ผู้ที่รับจ้างทำเว็บไซต์ SEO มีมากมายนับไม่ถ้วน แต่สามารถจัดแบ่งเข้าเป็นสามประเภท คือ

1. บุคคลทั่วไปที่มีความชำนาญในการทำ SEO มักเป็นพนักงานประจำที่ทุกวันมีหน้าที่งานเกี่ยวข้องกับการทำ SEO อยู่แล้ว โดยมารับงานเป็น freelance นอกเวลา มีข้อดีที่ราคาจะไม่แพง และสามารถพูดคุยอย่างละเอียดได้ มีความยืดหยุ่นสูงในการทำงาน แต่ข้อเสียคืออาจมีผู้แอบอ้างรับงานโดยที่ความสามารถต่ำกว่าเกณฑ์ได้

2. บริษัทที่จดทะเบียนเพื่อรับงาน SEO โดยเฉพาะ เป็นกลุ่มทีมงานที่มีความชำนาญอย่างแน่นอนในงาน SEO มีรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน ติดต่อได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายในการจ้างงานที่สูงกว่าบุคคลทั่วไป

3. บริษัทที่มี software และทีมงานที่พัฒนาเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง จะมีทีมวิเคราะห์ และโปรแกรมเมอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการทำงาน SEO มีความทันสมัยในข้อมูล และเทคนิคมากกว่าสองแบบแรก แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ามากด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ผู้จ้างควรมีความรู้พื้นฐานในการทำ SEO มาบ้างแล้ว เพื่อให้การพูดคุยปรึกษากันมีความรวดเร็วคล่องตัวยิ่งขึ้น

สิ่งที่ควรมองหาในผู้รับจ้างทำ SEO

การจ้างผู้ใดก็ตามเพื่อให้รับหน้าที่ในการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ควรพิจารณาความสามารถ และการมีดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ดังนี้

1. สามารถแสดงแผนการปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรมได้ชัดเจน มี timeline ในการทำงานแน่ชัด

2. ให้โอกาสเต็มที่แก่เจ้าของเว็บไซต์ในการเรียนรู้การทำเว็บไซต์ SEO ร่วมกัน

3. สามารถสื่อสารกับผู้ว่าจ้าง (เจ้าของเว็บไซต์) ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพท์เฉพาะที่ต้องมีการตีความอันอาจเข้าใจผิดพลาดได้

4. ผู้รับจ้างต้องมีการทำรายงานผลปฏิบัติงานรายวันให้ผู้จ้าง

5. มีการรับประกันผลการทำงาน SEO ได้อย่างมีความเป็นไปได้จริงไม่มีการโอ้อวดจนเกินไป

6. มีการแจกแจงราคาค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน โดยระบุในสัญญาอย่างเปิดเผย ไม่มีการคิดรายจ่ายเพิ่มเติมในภายหลัง

อยากคุ้มค่า ต้องอ่านก่อนจ้างทำเว็บไซต์ SEO

จะเห็นได้ว่าการพิจารณาเลือกจ้างผู้ใดทำเว็บไซต์ SEO ให้เจ้าของแบรนด์ ควรมีการเปรียบเทียบราคาและคุณสมบัติของแต่ละราย ทั้งนี้ควรมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ SEO มาก่อนแล้วบ้าง จะลดโอกาสถูกหลอกลวงหรือเสียค่าใช้จ่ายมากเกินกว่าที่ควร และยังทำให้สามารถหวังผลได้อย่างเหมาะสมตามที่ควรจะเป็นด้วย