5 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ SEO

5 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ SEO

การทำ SEO เป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในปี 2020 สำหรับนักธุรกิจออนไลน์มือเก่าและใหม่ให้มีอำนาจแข่งขันทางการตลาดสูงขึ้นในช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาด ทั้งนี้ มี 5 เรื่องสำคัญที่เราได้รวบรวมมาฝากกันเกี่ยวกับ SEO ดังนี้

1.SEO ทำเองได้
การทำ SEO ให้เว็บไซต์ออนไลน์หรือเพสในเฟซบุ๊ก สามารถเรียนรู้ได้เองจากเว็บไซต์ให้ความรู้และคลิปยูทูปมากมายที่ผู้เชี่ยวชาญผลิตออกมาในช่วงไวรัสโควิดระบาด หากคุณต้องการประหยัดก็สามารถศึกษาด้วยตนเองได้ แต่ก็ต้องยอมแลกกับเวลาที่ต้องทุ่มเทกับการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน

2.การจ้างทำ SEO
บริษัทรับทำ SEO มีอยู่มากมาย ไม่ควรเลือกที่ราคาถูกเท่านั้น ต้องพิจารณาจากประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในการทำ SEO และบริการหลังการขาย เช่น การรักษาผลอันดับ SEO ได้นานอีก 1-3 เดือนหลังหมดสัญญา การทำรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ ฯลฯ จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการจ้างงานคุ้มค่าและป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงได้

3.ทำ SEO สายขาว
การทำ SEO สายขาว คือ การทำตามแนวทางที่ Google กำหนด เช่น การทำโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งกับระบบคอมพิวเตอร์และมือถือ การมีระบบอีคอมเมิร์ซที่รัดกุมและรักษาความลับลูกค้าได้อย่างดี การมีบทความที่ไม่ได้คัดลอกมาจากแหล่งอื่น ให้ความรู้และประโยชน์แก่ผู้อ่าน การมีคลิปเพื่อสนับสนุนการขายโดยไม่นำภาพหรือวิดีโอที่ตัดต่อบางส่วนจากคลิปผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น

4.ค่าใช้จ่ายในการทำ SEO
หากทำ SEO เอง ก็เรียกได้ว่าแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเลย แต่หากจ้างบริษัททำ จะมีการคิดค่าใช้จ่ายตาม keyword กล่าวคือ หากเป็นคำที่มีการสืบค้นมากและมีคู่แข่งธุรกิจจำนวนมากที่ต้องการใช้คำนี้ จะมีการเรียกค่าใช้จ่ายที่สูงมากขึ้นตามไปด้วย และหากต้องการให้ผลการสืบค้นผ่าน Google พบเว็บไซต์คุณเป็นอันดับต่างกัน ก็มีผลต่อราคาด้วย เช่น ต้องการให้ติดอันดับ 1 ใน 3 ก็จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นราวเดือนละสามหมื่นบาท ส่วนอันดับ 1 ใน 10 จะมีค่าใช้จ่ายที่ 4,000-5,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น

5.ทำคู่กับ SEM ได้
การทำ SEO สามารถทำคู่กับ SEM หรือการโฆษณาผ่านเสิร์ชเอ็นจิ้นได้ หากต้องการให้มีลูกค้าอุดหนุนตลอดปี โดยเน้นเร่งการขายในช่วงเทศกาลก็สามารถซื้อพื้นที่โฆษณาเสริมได้ เช่น ช่วงเทศกาลคนโสด วันที่ 11 เดือน 11 ก็สามารถทำโปรโมชันพิเศษ และเร่งประชาสัมพันธ์รับออเดอร์ได้ โดยไม่ละทิ้งการทำ SEO เพื่อให้ลูกค้าที่ค้นหาสินค้าผ่านคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ยังเห็นแบรนด์สินค้าหรือเว็บไซต์ของคุณอยู่เสมอ

การทำ SEO เป็นสิ่งสำคัญที่นักธุรกิจยุคใหม่ต้องสนใจ เพื่อเพิ่มยอดขาย สร้างความจดจำแบรนด์ และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากเดิม ทำให้มีอำนาจในการแข่งขันกับคู่แข่งมือเก่าและใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนการทำเองหรือจ้างทำ SEO เพื่อให้คุ้มค่ากับเวลาและค่าใช้จ่ายมากที่สุด

3 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนการทำ SEO แบบต้นทุนน้อยในปี 2020

3 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนการทำ SEO แบบต้นทุนน้อยในปี 2020

การทำการตลาดมีด้วยกันหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Facebook, Twitter หรือ Instagram แต่สิ่งที่คนขาดไม่ได้เลยและมีมานาน 10 – 20 ปี คือการทำ SEO ที่มี search engine โดยในประเทศไทยที่ใช้กันอยู่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จะเป็น Google จุดประสงค์เพื่อให้อยู่ในผลการค้นหาหน้าแรกของ Google เพราะน้อยมากที่จะมีผู้คนเข้าไปดูในหน้าที่สอง จนทำให้ผู้คนได้กล่าวไว้ว่า ถ้ามีคนเข้าเว็บไซต์เมื่อไหร่ก็จะทำเงินได้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอก 3 สิ่งที่ควรรู้ก่อนการทำ SEO แบบต้นทุนน้อยในปี 2020 ดังต่อไปนี้

1.เว็บไซต์จะต้องรองรับมือถือ

การทำ SEO แบบต้นทุนต่ำ เริ่มต้นจะต้องเช็คว่าเว็บไซต์รองรับโทรศัพท์มือถือได้หรือไม่ ด้วยการเข้ามาที่เว็บไซต์ https://search.google.com/test/mobile-friendly จากนั้นให้ป้อนเว็บไซต์ของคุณแล้วกดปุ่ม “URL ทดสอบ” เมื่อตรวจสอบว่ารองรับมือถือแล้ว ก็สามารถทำ SEO ในขั้นตอนอื่น ๆ ต่อไปได้เลย

2.การทำ SEO มี 2 แบบ

แบบที่หนึ่ง Off page SEO เป็นการสร้าง Backlink ซึ่งเป็นลิงก์ที่เชื่อมโยงกลับมายังเว็บไซต์ สำหรับวิธีการก็จะเป็นการโพสต์เว็บบอร์ด โพสต์ Blog และแลกลิงก์กับเว็บไซต์อื่น ๆ ส่วนแบบที่สอง On page SEO เป็นปัจจัยภายในหรือการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ตรงกับข้อกำหนดของ Google โดยแต่ละหน้าเว็บเพจจะมีคีย์เวิร์ดหลักประมาณ 3 – 5 คำ ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษให้ติด Google เช่น คีย์เวิร์ดชื่อเรื่อง คีย์เวิร์ดขึ้นต้นบทความ หรือจัดอยู่ในช่วงบรรทัดแรก โดยความยาวของบทความอยู่ที่ประมาณ 500 คำขึ้นไป การทำลิงก์ภายในไปยังหน้าบทความอื่น ๆ ด้วยคีย์เวิร์ดของบทความ การใส่ชื่อที่รูปภาพ, ค่า Alt (alternate text) และใส่ชื่อ Title ที่ภาพด้วย ถ้ามีมากกว่า 1 รูป เป็นต้น

3.การทำ SEO เพิ่มผู้เข้าชมเว็บในระยะยาว

การติดอันดับในหน้าแรก Google จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพิ่มผู้เข้าชมเว็บในระยะยาว ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีผลค่อนข้างมาก ที่สำคัญเป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่ใช้ต้นทุนน้อยหรือไม่ต้องเสียค่าโฆษณาทางตรง และเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เพิ่มลูกค้า และช่วยเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นเพราะฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการทำ SEO ซึ่งจะรวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับมือถือ มีความรวดเร็วในการโหลดข้อมูลตัวอักษร ภาพ หรือวิดีโอ มีคุณภาพของบทความในส่วนหัวข้อและเนื้อหา โดยเฉพาะคีย์เวิร์ดสำคัญที่ต้องค้นคว้าและเน้นลงในแต่ละหน้าเว็บเพจ

การทำ SEO (Search Engine Optimization) เป็นกระบวนการระยะยาว และครอบคลุมทุกองค์ประกอบในการทำเว็บไซต์ หากทำได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง ก็จะช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ของธุรกิจมีผู้ชมเข้ามาเยี่ยมชมในปริมาณมาก ลดต้นทุนการประชาสัมพันธ์ และมีโอกาสสร้างยอดขายให้เติบโตได้

เข้าใจหลักการ SEO ได้ง่ายขึ้น

ความรู้เบื้องต้นให้คุณเข้าใจหลักการ SEO ได้ง่ายขึ้น

การมีเทคนิคในการทำ SEO จะช่วยให้ Google เข้าใจเว็บไซต์ของคุณมากขึ้นและส่งผลต่ออันดับที่ดี คุณจำเป็นต้องศึกษาพอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องของการทำ SEO ให้สอดคล้องกับคีย์เวิร์ด ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีความรู้เบื้องต้นให้คุณเข้าใจหลักการ SEO ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการผลักดันโพสต์หรือหน้าเว็บเพจของคุณให้ติดอันดับต้น ๆ ในหน้าผลการค้นหา โดยมี 4 เรื่องที่ควรรู้ไว้เป็นพื้นฐาน

content ที่ไม่ไปคัดลอกหรือ copy จากใคร

Google เน้นในการทำ content ที่มีประโยชน์ หมายความว่า ต้องเป็น content ที่ไม่ไปคัดลอกหรือ copy จากใคร เพราะฉะนั้นเนื้อหาที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ควรเป็น content ที่เขียนเองหรือเรียบเรียงใหม่และมีองค์ประกอบอย่างครบถ้วน กล่าวคือ มีการแทรกคำคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการเน้น รวมถึงใส่ภาพหรือวิดีโอประกอบอย่างเหมาะสม เพื่อให้เนื้อหามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน

เขียนบทความที่ดี

การเขียนบทความที่ดีควรจะมีเนื้อหาหรือเรื่องราวไม่ต่ำกว่า 400 คำ โดยจะต้องมีการแทรกคำคีย์เวิร์ดที่เน้นเป็นพิเศษเป็นระยะ ๆ ไม่มากหรือน้อยเกินไป มีการทำตัวอักษรแบบตัวหนาแบบ H1 H2 H3 ในหัวข้อตามลำดับความสำคัญ หรือการเน้นเป็นแบบตัวเอียง รวมถึงการใส่คำอธิบายภาพไว้ใต้ภาพ เมื่อเข้าใจหลักการเขียนบทความที่ดีก็จะทำให้โพสต์ของคุณติดอันดับ Google ได้ไม่ยากเลย แน่นอนว่าเมื่อคุณทำเว็บไซต์เกี่ยวกับ HERO88 แต่หากดันไป copy บทความจากเว็บ hero88 อื่น มันย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำอันดับแซงคู่แข่ง

คีย์เวิร์ดจะไต่อันดับได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของคู่แข่งด้วย

คีย์เวิร์ด คือ คำค้นหาที่คุณต้องการให้ผู้คนค้นหาเว็บไซต์ของคุณเจอ และแน่นอนว่าทุกคำคีย์เวิร์ดที่คิดไว้นั้น ย่อมมีคู่แข่งอยู่แล้ว แต่การทำ SEO จะยากหรือง่ายนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อหาของคู่แข่งได้อยู่มาก่อนนานหรือไม่ บางคีย์เวิร์ดอาจจะสู้คู่แข่งไม่ได้เพราะเขาแข็งแกร่งกว่า อยู่มานานกว่า ก็ต้องพยายามแข่งขันในคีย์เวิร์ดอื่น ซึ่งก็ยังมีหนทางที่สามารถสู้กับคู่แข่งได้ในบางคีย์เวิร์ด ดังนั้นแม้อันดับยังไม่ได้ดังใจหวัง ก็ไม่ควรท้อ คิดในแง่ดีว่าการที่มีคู่แข่งก็เหมือนตัวเปรียบเทียบให้เราพยายามทำ SEO ให้ดีกว่าเดิม

ระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงการจัดอันดับ

เมื่อมีการทำ SEO ผ่านไปสักระยะประมาณหนึ่งสัปดาห์ ถ้ากรณีที่คู่แข่งน้อย คุณก็จะเริ่มเห็นแล้วว่ามีการเปลี่ยนแปลงในการจัดอันดับ ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณได้ทำคีย์เวิร์ดเดิมโดยคู่แข่งที่มีอายุโดเมนไม่ต่ำกว่า 1 ปี คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจการทำ SEO มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในเรื่องการทำ Backlinks เช่น มีการแชร์ไปยัง Social Profile ต่าง ๆ แชร์ไปยัง Facebook Page หรือ Facebook Group บอกเพื่อนฝูงช่วยกันแชร์ comment ตามเว็บไซต์ เว็บบอร์ด โซเชียลต่าง ๆ ในที่เหมาะสม เป็นต้น

เมื่อคุณเข้าใจหลักการ SEO ด้วย 4 ความรู้เบื้องต้นดังกล่าวข้างต้น ก็จะส่งผลให้ Search Engine จัดอันดับการทำ SEO ได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม คุณไม่สามารถกำหนดอันดับได้เอง ไม่มีใครรับประกันว่าจะติดอันดับบนสุดได้หรือไม่ และติดได้เร็วแค่ไหน เพราะระบบการค้นหาของ Google ยังใช้ปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายมาช่วยในการจัดอันดับ แต่อย่างไรก็ตาม การที่คุณได้ทำ SEO ก็ย่อมดีกว่าไม่ได้ทำ

9 วิธี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO

9 วิธี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO

ไม่ว่าธุรกิจประเภทไหนก็ย่อมต้องมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจออนไลน์ที่มีการแข่งขันกันชนิดที่เรียกว่าห้ามกระพริบตาเลยทีเดียว เนื่องจากผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างหนัก การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัล และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวหันมาทำการตลาดด้วยระบบดิจิทัล หรือ Digital Marketing กันมากขึ้น แลนี่คือ 9 วิธีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO มาฝากบรรดาผู้ที่สนใจการทำธุรกิจการตลาดแบบออนไลน์

  1. การสร้าง Content ที่มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการของผู้เข้าชมเว็ปไซต์ หากคุณสร้าง Content ซ้ำกับเว็บไซต์อื่น นั่นหมายความว่าอันดับในการค้นหาและพบเจอธุรกิจของคุณก็จะแย่ลงไปด้วย
  2. การจัดวาง Keyword อย่างเหมาะสมกับเนื้อหาของบทความ ปัจจุบันการทำ SEO โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Google จะเน้นเนื้อหาและคีย์เวิร์ดที่ส่งเสริมกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่การใส่คีย์เวิร์ดแบบยัดเยียดเหมือนในอดีต
  3. การทำ Long tail Keywords หรือ การใส่คีย์เวิร์ดหรือคำค้นหาที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง และเติมคำต่อท้ายคีย์เวิร์ดหลักที่มีความหมายกว้าง แต่มีความหมายเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น แอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ, แอลกอฮอล์ล้างมือขนาดพกพา เป็นต้น จะช่วยเพิ่มกลุ่มเป้าหมายเฉพาะให้กับธุรกิจบริการมากขึ้น
  4. ไม่ควรนำลิงก์ไปใว้ในไดเรกทอรี่ (web directories) เพราะจะทำให้ Google มองว่าลิงก์นั้นเป็น Spam และขาดความน่าเชื่อถือไปในทันที
  5. เลิกทำการตลาดด้วยวิธีไป Comment ต่าง ๆ เพราะการแทรกลิงก์เว็บไซต์ของสินค้าและบริการไว้ตามComment ต่าง ๆ จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะปัจจุบัน Google ถือว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ลิงก์กลายเป็น Spam ไปโดยปริยาย
  6. การทำ Mobile Optimization ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาบนมือถือ เพิ่มโอกาสในการช้อปปิ้งให้แก่ลูกค้ามากขึ้น จากการสำรวจของ Google พบว่า ลูกค้าธุรกิจและบริการนิยมใช้มือถือค้นหาสินค้าและบริการต่าง ๆ มากกว่า การใช้เครื่อง PC และโน้ตบุ๊ก นอกจากนี้ยังพบว่าสถิติในเช้าวันจันทร์มีการใช้งานอุปกรณ์มือถือเพื่อเปิดอีเมลทำงานและช้อปปิ้ง สูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย
  7. การทำ Metadata ของเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้แก่ ข้อมูลรายละเอียดที่อธิบายถึงความเป็นมาของ ธุรกิจ สินค้าและบริการนั้น ๆ เช่น ข้อมูล ชื่อผู้แต่ง ชื่อเจ้าของผลงาน ผู้รับผิดชอบ ปีที่ผลิต ชื่อเรื่องที่เขียน ซึ่งหากมีรายละเอียดที่มากขึ้น ก็จะช่วยให้สะดวกต่อการจัดการและสืบค้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
  8. ความยาวของTitle Tags หรือชื่อหน้าของเว็บเพจ ควรอยู่ที่ 10 ถึง 70 characters เพราะโดยปกติ Google จะแสดง Title บนหน้าเพจแสดงผลอันดับการค้นหาในขนาดไม่เกิน 70 ตัวอักษร หากยาวเกินไป Google ก็จะตัดทิ้งโดยอัตโนมัติและไม่แสดงให้เห็นอีก ดังนั้น เทคนิคการใส่คีย์เวิร์ดจำนวนมากในชื่อ Title แบบในอดีต จึงไม่มีผลต่อ SEO ในปัจจุบัน
  9. การสร้าง Content ที่มี Keyword แบบมีคุณภาพ และอัปเดตเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับต้น ๆ ใน Google มากกว่าการใช้ Keyword แบบเน้นปริมาณ เพราะ Google ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่มีคุณภาพและมีความสดใหม่ ซึ่งจะได้รับความสนใจอย่างสูงจากผู้ใช้บริการด้วยเช่นกัน
5 สิ่งที่คุณควรทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ติดอันดับ Google

สิ่งที่คุณควรทำความเข้าใจ เพื่อจะได้ติดอันดับ Google

SEO เป็นสิ่งที่คุณทำได้ด้วยตัวเองไม่ว่าคุณจะมีบริษัทเล็กหรือใหญ่ก็ตาม โดยไม่ต้องจ้างทำก็ได้และไม่เกี่ยวว่าจะเริ่มตอนไหน หากทำอย่างดีเยี่ยมก็จะมีโอกาสติดอันดับ Google ซึ่งเป็น Search engine อันดับหนึ่งที่ลูกค้าหรือบุคคลทั่วไปค้นหาสิ่งที่ต้องการอยากจะรู้ ไม่ว่าจะเป็น แหล่งท่องเที่ยว สินค้าบริการนานาชนิด หรืออื่น ๆ โดยหลักการ Search ของคนที่ค้นหาในกูเกิ้ล จะมีการดูผลการค้นหาอย่างมากไม่เกินหน้าที่ 3 ด้วยเหตุนี้ ก่อนการทำ SEO ควรทำความเข้าใจเพื่อที่จะได้ใช้แรงและเงินน้อยที่สุด ถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ทำธุรกิจหรือเว็บไซต์

เริ่มต้นวางแผนเลือก Keyword ให้ดีและถูกต้อง ก่อนที่จะลงมือเขียนบทความหรือว่าจ้างเขียนบทความ จะช่วยให้ประหยัดเวลา ในทางตรงข้ามถ้าคุณเลือก Keyword ผิดก็จะทำให้การติดอันดับผิดไปด้วย ซึ่งไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจหรือเว็บไซต์ของคุณดีขึ้นอย่างที่ต้องการ ต่อมา การสร้างเนื้อหาโดยวิธีการสร้าง content เอง หรืออาจจะไปจ้างคนเขียนก็ได้ แต่ต้องให้เหมาะกับ Keyword ที่คุณได้เลือก Keyword จากความเข้าใจที่ 1 มาอย่างดีแล้ว

ข้อมูลที่มีคุณภาพ และเป็นเนื้อหาใหม่

หากเว็บไซต์ของคุณมีจำนวนหน้าเพจหลายหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแต่ไม่ส่งผลในการติดอันดับ SEO ในทางตรงข้าม ถึงแม้มีจำนวนหน้าที่น้อยแต่เป็นข้อมูลที่ดี ก็มีโอกาสการติด SEO มากกว่าได้ ทุกวันนี้ในกลุ่มเว็บ วิเคราะห์บอล ในเมืองไทยมักจะเห็นการ copy เนื้อหามาใช้กันเยอะ ซึ่งนั่นไม่ได้เป็นผลดีเอาเสียเลย ในด้านชื่อโดเมน จะมีหรือไม่มี Keyword ก็ได้ การมีโอกาสติด SEO ได้นั้น หลายคนเข้าใจผิดว่าชื่อโดเมนจะต้องมี Keyword ในความเป็นจริง ชื่อโดเมนจะมี Keyword หรือไม่มี Keyword ก็ไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด เพราะที่สำคัญคือ การเน้นเนื้อหาอย่างมีคุณภาพ จึงจะสามารถติด SEO ได้ ท้ายสุดคือการตรวจวัดผลว่าติด SEO หรือไม่นั้น ต้องดูในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ว่าจะติดอันดับหลังจากที่ทำในทันที แต่จะต้องอาศัยเวลาในการติดอันดับ อาจจะเป็น 2 สัปดาห์ 1 เดือนหรือ 3 เดือนก็ได้

สิ่งที่คุณควรทำความเข้าใจ ก่อนการทำ SEO เพื่อจะได้ติดอันดับ Google เปรียบเทียบคล้ายกับการทำธุรกิจ กล่าวคือ อย่าคิดว่าสายเกินไปแล้ว ซึ่งสามารถสังเกตได้จาก ผู้พันแซนเดอร์ส กว่าจะก่อตั้งบริษัทหรือ KFC ครั้งแรก ก็ตอนอายุ 65 ปีแล้ว แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะมีอายุมากหรือเวลาผ่านไปแค่ไหนก็สามารถเริ่มต้นทำธุรกิจได้ เพราะฉะนั้น คุณก็สามารถเริ่มทำ SEO ได้ตั้งแต่ตอนนี้ เริ่มจากการออกแบบเว็บไซต์ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ พร้อมเนื้อหาที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้ชม ก็มีโอกาสติด SEO มากกว่าคู่แข่งที่มีข้อมูลเก่าหรือข้อมูลที่ด้อยคุณภาพอย่างแน่นอน

ประโยชน์ของบทความ SEO 5 ข้อที่แบรนด์จะได้มากกว่าที่คุณคิด

ประโยชน์ของบทความ SEO 5 ข้อที่แบรนด์จะได้มากกว่าที่คุณคิด

ประโยชน์ของบทความ SEO 5 ข้อที่แบรนด์จะได้มากกว่าที่คุณคิด

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการทำบทความเพื่อดันอันดับ SEO นั้นมีประโยชน์เพียงแค่เรื่องของการเพิ่ม keyword ให้กับเว็บไซต์อยู่ล่ะก็ คุณอาจยังไม่รู้จัก SEO ดีพอ เพราะบทความ SEO นั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิดเอาไว้หลายข้อเลยทีเดียว ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น อย่ารอช้า เรามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า

1. ไม่เพียงแค่เพิ่ม keyword แต่เป็นการเพิ่มเนื้อหาที่มีคุณค่าให้กับแบรนด์ได้

เนื้อหาที่มีคุณค่าคือเนื้อหาที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจที่ดีแก่ลูกค้า ซึ่งการทำบทความ SEO มีประโยชน์ทั้งต่อแบรนด์ของคุณเอง และยังเป็นประโยชน์กับลูกค้าที่เข้ามาติดตามเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณด้วย

2. ทำให้เว็บไซต์และช่องทางออนไลน์ของคุณมีการอัปเดตตลอดเวลา

เมื่อมีการทำบทความ SEO ขึ้นมา คุณสามารถนำไปโพสต์ตามโซเชียลมีเดียหรือช่องทางที่แบรนด์ของคุณได้สร้างขึ้นมา โดยการทำบทความ SEO นั้นจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการโพสต์บทความแต่ละครั้งนั้น ก็เป็นการทำให้เว็บไซต์ และหรือช่องทางโซเชียลมีเดียของแบรนด์ที่คุณทำอยู่มีการอัปเดตอยู่เสมอ

3. คุณสามารถสร้างมูลค่าของแบรนด์ได้ไปพร้อม ๆ กับการทำบทความ SEO

เมื่อเวลาผ่านไปบทความ SEO และเนื้อหาทั้งหมดที่คุณอัปเดตลงบนเว็บไซต์รวมถึงช่องทางต่าง ๆ จะกลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งหลายแบรนด์สามารถเพิ่มมูลค่าของแบรนด์ได้จากการทำบทความ SEO ซึ่งแน่นอนว่าราคาของสินค้า บริการ รวมถึงมูลค่าของแบรนด์ที่คุณสร้างขึ้นมานั้น จะเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัวได้แบบไม่ยาก

4. บทความ SEO ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้

ในการทำบทความ SEO คุณเองจะต้องใช้ภาษาและรูปแบบเนื้อหาต่าง ๆ ที่ทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของคุณได้ ฉะนั้นการทำบทความและอัปเดตเนื้อหาลงไปในแต่ละครั้งจึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์แบบเนียน ๆ โดยที่ลูกค้าจะค่อย ๆ ซึมซับเอาสิ่งที่คุณเขียนเข้าไปในใจของพวกเขา

5. เป็นอีกหนึ่งวิธีในการทำการตลาดออนไลน์ที่ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายกว่าเดิม

ในการทำการตลาดออนไลน์ วิธีที่จะเข้าถึงลูกค้าที่หลายคนคิดนั้นอาจเป็นการโฆษณาไปตามสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ แต่การสร้างบทความเป็นการที่ให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาคุณเอง โดยเริ่มจากความสนใจของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งหากเทียบกับการทำโฆษณาแล้ว การทำบทความ SEO ดูมีชั้นเชิงกว่ามาก

พอเห็นประโยชน์ของการทำบทความ SEO หลายข้อขนาดนี้แล้ว จะรอให้แบรนด์อื่นทำไปก่อนได้อย่างไร ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องมาเริ่มจริงจังกับการสร้างเนื้อหาและบทความดี ๆ ให้กับเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อให้อันดับเว็บไซต์มีโอกาสไต่ขึ้นไปบนหน้าแรกของ search engine ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

คำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

คำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

การทำ SEO เป็นแนวทางการทำธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีอำนาจในการแข่งขันดีขึ้น เมื่อเทียบกับเว็บไซต์อื่นที่มองข้ามประเด็นนี้ไป

แต่ทั้งนี้ ก็ต้องมีการเข้าใจความหมายของคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO ด้วย ซึ่งบทความนี้จะเป็นพื้นฐานที่ดีในการทำให้ทุกท่านนำไปต่อยอดการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

SEO คืออะไร

SEO ย่อมาจากคำว่า Search Engine optimization เป็นกระบวนการของ Google ที่ทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพสูง และถูกนำเสนอในอันดับบนของหน้าต่างการสืบค้น เช่นเดียวกันกับเวลาที่เราค้นหาข้อมูลในระบบของ Google ที่เรามักจะคลิกเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ที่ปรากฏอันดับ 1 2 3 มากกว่าอันดับล่างหรือหน้าหลัง ๆ

การทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้นได้ ซึ่งจะทำให้คุณขายสินค้าและบริการได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

Keyword คืออะไร

Keyword คือ คำสำคัญที่ผู้เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายพิมพ์ในช่อง Search ของ Google เพื่อหาว่ามีเว็บไซต์ใดบ้างที่มีข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น หากคุณใช้คีย์เวิร์ดที่ดีเหมาะสมในการผลิตบทความ รูปภาพ คลิปวีดีโอ จะเป็นการป้อนข้อมูลลงไปในระบบอย่างอัตโนมัติ จึงเพิ่มโอกาสทำให้ถูกนำเสนอเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาก่อนเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้คีย์เวิร์ดที่ไม่ตรงกับใจลูกค้าผู้บริโภคนั่นเอง

ดังนั้นการศึกษา keyword ด้วยข้อมูลทางสถิติใน Google หรือเทคนิคต่าง ๆ ก็เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้คุณนำไปทำ SEO ได้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

SERPs คืออะไร

SERPs หมายถึง search engine result pages เป็นผลลัพธ์ของการสืบค้นหรือหมายถึงหน้าต่างหลังจากหาข้อมูลของคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ หากเว็บไซต์ของคุณอยู่ในหน้าอันดับ SEPRs ต้น ๆ ก็เป็นแนวโน้มที่ดีที่แสดงว่าการทำ SEO ของคุณนั้นมาถูกทางแล้ว ทำให้การนำเสนอของคุณนั้นเพิ่มยอดขายและสร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์สินค้าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

URL Address คืออะไร

URL Address ของเว็บไซต์ในแต่ละหน้าเพจเป็นสิ่งที่จำเป็นในการแสดงถึงความมีอยู่ของข้อมูล คุณจำเป็นต้องใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมสำหรับการตั้งชื่อ URL โดยใช้ภาษาอังกฤษแทนตัวอักษรภาษาไทยที่อาจมีการสะกดพลาดได้ง่าย และไม่ใช้การเว้นวรรค แต่ใช้การขีดกลางแทน เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการเชื่อมโยงระหว่างหน้าเพจ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นเว็บไซด์ที่เปิดมานานแล้ว ก็ควรทำการแก้ไข URL address ของหน้าเพจเก่า ๆ ที่มีปัญหาด้วย เพื่อทำให้การเชื่อมโยงลิงก์นั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะหากมีหน้าเว็บเพจที่เปิดไม่ได้ ก็จะมีผลทำให้อันดับ SEO ตกลงไปด้วยเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าคำศัพท์ที่เรายกมาทั้ง 4 คำนี้ เป็นสิ่งที่คุณควรรู้ตั้งแต่เบื้องต้นก่อนทำ SEO เพื่อที่จะทำให้ต่อยอดในการปฏิบัติได้ดียิ่งขึ้นต่อไป

SEO คืออะไร

เคล็ดลับ! เจาะกลุ่มเป้าหมาย Mobile Site ด้วย SEO

เจาะกลุ่มเป้าหมาย Mobile Site ด้วย SEO

Smart Phone เป็นอุปกรณ์สื่อสารที่สามารถอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตในหลายแง่มุมและยังเป็นอุปกรณ์ที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุด ทำให้การตลาดยุคใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการปรับตัวเพื่อเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นหลัก

การเข้าสู่เว็บไซต์ผ่านสมาร์ทโฟนมีความแตกต่างจากการเข้าสู่คอมพิวเตอร์หรือ Laptop เนื่องจากหน้าจอที่มีขนาดเล็กกว่าของสมาร์ทโฟน ทำให้การประมวลผลเว็บไซต์สู่สมาร์ทโฟนจึงต้องมีการปรับสัดส่วนใหม่ ทำให้การทำเว็บไซต์ที่ไม่รองรับการเปิดในสมาร์ทโฟนจะทำให้การแสดงผลเว็บไซต์ไม่สมบูรณ์ นอกจากการทำเว็บไซต์ให้รองรับการเปิดในสมาร์ทโฟนแล้ว การทำ SEO บน Mobile Site เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ใช้งานสมาร์ทโฟนเป็นหลัก

เคล็ดลับทำ SEO บน Mobile Site มีดังนี้

ทำเว็บไซต์ให้โหลดไวที่สุด เนื่องจากพฤติกรรมในการใช้งาน Mobile Site ส่วนใหญ่เป็นการเปิดใช้งานเพื่อฆ่าเวลา โดยคนส่วนใหญ่มักจะกดอ่านข้อมูลที่น่าสนใจผ่านลิงก์ที่แนบไว้บน Social Media ทำให้การโหลดหน้าเว็บไซต์ให้ไวจึงทำให้กลุ่มเป้าหมายที่คลิกเข้ามาอ่านข้อมูลจะได้รับข่าวสารที่เราต้องการสื่อสารได้ดีกว่า เพราะการใช้เวลานานในการโหลดเว็บไซต์อาจทำให้กลุ่มเป้าหมายหมดความสนใจ วิธีง่าย ๆ ที่ทำให้ Mobile Site โหลดไว คือ ไม่ควรนำสื่อจากภายนอกมาแนบลงในหน้าเว็บนั้น เนื่องจาก Smartphone จะต้องใช้เวลานานมากในการดึงข้อมูลจากภายนอกเข้าสู่เว็บไซต์และต้องประมวลผลให้เหมาะกับการแสดงบนสมาร์ทโฟน

ลดการทำโฆษณา Pop–Ups แม้ว่าหลายคนทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อสร้างรายได้จากโฆษณา แต่หากกลุ่มเป้าหมายโดยส่วนใหญ่ของเว็บไซต์ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน การนำลิงก์โฆษณาแบบ Pop-Ups ที่มากเกินไปอาจทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความเบื่อหน่ายได้ ดังนั้นการปรับวิธีการแสดงโฆษณาให้เหมาะกับการใช้งาน Mobile Site จึงเป็นสิ่งสำคัญ

เลือกใช้ Short Keyword ในการทำ Mobile Site เนื่องจากผู้ใช้งานที่ต้องการหาข้อมูลด่วนบน Smart phone อาจมีเวลาไม่มากพอที่จะอ่านข้อมูลทั้งหมดบนเว็บไซต์ได้ การเลือก Keyword ที่กระชับแต่มีจำนวนผู้ค้นหาเยอะมาประยุกต์ใช้กับ Mobile Site จะทำให้กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจได้มากกว่า

ทำสารบัญไปยังหัวข้อที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ หลายคนมีความสามารถในการทำข้อมูลได้มาก แต่ข้อมูลที่เยอะเกินไปอาจทำให้กลุ่มเป้าหมายหมดความสนใจเพราะไม่ใช่หัวข้อที่ต้องการ การทำสารบัญหัวข้อพร้อมแทรกลิงก์เอาไว้จะทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกหัวข้อที่สนใจได้ด้วยตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจทั้งหลายที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มมากขึ้น จึงควรปรับเว็บไซต์ให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภค และปรับเว็บไซต์ให้สามารถใช้งานบนมือถือได้ โดย Mobile Site เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในการทำการตลาดที่สามารถสร้างยอดขายของสินค้าและบริการให้เพิ่มมากขึ้นได้

เคล็ดลับทำ SEO บน Mobile Site

ปัจจัยหลัก ในการทำ SEO ที่ส่งผลต่อเว็บไซต์ของคุณ

ปัจจัยหลัก ในการทำ SEO ที่ส่งผลต่อเว็บไซต์ของคุณ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจให้เว็บไซต์ของตัวเองติดอันดับบน search engine ด้วยวิธีการที่เราเรียกว่า SEO นั้น คุณจะต้องรู้ว่าการทำ SEO นั้นไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของการวางแผนคีย์เวิร์ดและการสร้างเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการขึ้น อันดับ SEO โดยตรง ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ 3 ปัจจัยด้วยกัน ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

3 ปัจจัยในการทำ SEO

1. โครงสร้างของเว็บไซต์ (Website structure) การที่ bot ของ search engine จะสามารถเข้าไปเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณได้ยากหรือง่ายนั้น ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเว็บไซต์ เช่น การจัดเรียง menu, category, และการเรียงลำดับหน้าของเว็บไซต์ หากเว็บไซต์ของคุณมีความซับซ้อน มีการจัดวางที่ไม่มีความเป็นระเบียบ ก็จะทำให้ bot เข้าไปเก็บข้อมูลได้ยาก ในทางเดียวกันหากมีคนเข้าไปหาข้อมูลในเว็บไซต์ก็จะทำให้คนหาข้อมูลยากมากขึ้นและไม่อยากเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณอีก ซึ่งแน่นอนว่ามีผลต่อการไต่ขึ้นอันดับ SEO อย่างแน่นอน

2. องค์ประกอบต่าง ๆ ในเว็บเพจ (On-page factors) On-page คือการจัดการ SEO ที่อยู่ภายในเว็บไซต์ เช่น การสร้างเนื้อหา, การทำ internal link, การสร้าง meta description และอื่น ๆ ซึ่งหลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในการทำ SEO ของ creator ทั้งหลาย โดยหลายบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการทำ SEO แบบ On-page กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่ามีความสำคัญที่จะช่วยเพิ่มอันดับให้กับ SEO ได้ หากเว็บไซต์ของคุณมีการทำ On-page มาเป็นอย่างดี ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งและมีโอกาสติดอันดับมากขึ้นกว่าเว็บไซต์อื่น ๆ นอกจากนี้การมี On-page ที่ดีนั้นยังถือว่าเป็นการสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ให้กับเว็บไซต์ไปในตัวเมื่อมีคนเข้ามาเยี่ยมชมในเว็บไซต์อีกด้วย

3. ปัจจัยภายนอก (Off-page factors) เมื่อพูดถึง Off-page หลายคนอาจยังไม่เข้าใจและไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง เราสามารถอธิบายได้ง่าย ๆ ว่าเป็นการทำ SEO ที่อยู่นอกเว็บไซต์ หรือที่เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการทำ backlink เพื่อให้มี traffic กลับเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ เช่น การโปรโมท link ใน social media เพื่อให้คนคลิกเข้าไปในเว็บไซต์, การ insert link ไว้บนเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหรือเนื้อหาที่คุณต้องการสื่อสาร โดยการทำ Off-page ค่อนข้างมีผลต่อ SEO มากเลยทีเดียวล่ะ เพราะยิ่งเว็บไซต์ของคุณมี traffic มากเท่าไหร่ bot ของ search engine ก็จะยิ่งดันอันดับเว็บไซต์ของคุณให้ขึ้นไปอยู่ในหน้าแรก ๆ ได้

เราเชื่อว่าหากคุณมีความเข้าใจเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำ SEO ทั้ง 3 อย่างนี้แล้ว จะทำให้คุณมองเห็นภาพรวมในการเริ่มต้นทำ SEO ได้ง่ายมากขึ้น และช่วยต่อยอดความรู้ในการทำ SEO ของคุณ ให้สามารถพัฒนาเว็บไซต์ของคุณจนขึ้นอันดับบนหน้าแรกของ search engine ได้

Off-page factors

เขียนบทความอย่างไร ให้ติดอันดับ SEO บน Google

เขียนบทความอย่างไร ให้ติดอันดับ SEO บน Google

หนึ่งในวิธีที่ทำให้หน้าเว็บของคุณติดอันดับใน Google ได้ง่ายที่สุดนั่นคือ การเขียนบทความ เพราะอย่าลืมว่าเวลาที่ Google จัดอันดับนั้นจะต้องใช้เนื้อหาในเว็บต่าง ๆ เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่าควรเลือกให้เว็บไหนอยู่อันดับเท่าไหร่ แต่การจะเขียนบทความเพื่อให้ติดอันดับ SEO ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงจำเป็นต้องรู้วิธีเขียนอย่างถูกต้องเพื่อให้เว็บของคุณประสบความสำเร็จ โดยขั้นตอนต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก

วิธีเขียนบทความให้ติดอันดับ

คีย์เวิร์ด คือ หัวใจของการทำ SEO ลำดับแรก นักเขียนที่จะทำให้บทความของตนเองติดอันดับ SEO ได้ต้องรู้จักการใช้คีย์เวิร์ดให้เป็นก่อน คีย์เวิร์ด ในที่นี้คือ คำค้นหายอดนิยมที่คนส่วนใหญ่เขานิยมใช้ในการค้นหาสิ่งต่าง ๆ กัน โดยอาจเลือกจากการจัดอันดับความถี่ของการค้นหาคำ ๆ นั้น หรือใช้ความเหมาะสมโดยเทียบตัวเราเป็นคนค้นหาว่าถ้าต้องการค้นเรื่องนี้ควรใช้คีย์เวิร์ดใด เป็นต้น เมื่อมีคีย์เวิร์ดแล้วจะทำให้การเขียนบทความง่ายขึ้น มีจุดประสงค์ชัดเจนว่าจะเขียนถึงเรื่องอะไร

Topic & Description อย่าลืมใส่คีย์เวิร์ดลงไปด้วย หัวข้อและส่วนอธิบายรายละเอียดเบื้องต้น จำเป็นต้องใส่คีย์เวิร์ดที่ใช้ในบทความนั้น ๆ ลงไปด้วย เพื่อให้การค้นหาจากผู้ที่สนใจเข้าถึงหน้าเว็บของคุณง่ายขึ้น และที่สำคัญอีกอย่างคือ ทั้งหัวข้อและรายละเอียดเบื้องต้นต้องไม่ยาวมากจนเกินไป ให้สั้นกระชับ แต่เข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อ

กระจายคีย์เวิร์ดในบทความอย่างเหมาะสม การทำบทความ SEO ไม่ใช่การเขียน ๆ ไปเพื่อให้คนค้นหาง่ายโดยใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปเยอะ ๆ เพราะจะทำให้ Google ตรวจเป็นสแปมและเว็บมีสิทธิ์ตกอันดับได้ทันที แนะนำว่าควรเลือกใส่อย่างเหมาะสมของเนื้อหานั้น ๆ แล้วกระจายออกไปทั่วทั้งบทความ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดอันดับได้ไม่ยาก แต่ก็ต้องเลือกด้วยว่าเป็นคีย์เวิร์ดที่ได้รับความนิยมจริง ๆ

เขียนบทความที่มีสาระและประโยชน์และไม่ก็อปปี้คนอื่นมาเด็ดขาด ข้อนี้สำคัญมาก การเพิ่มบทความลงไปในเว็บไซต์โดยการก็อปปี้เว็บอื่น ๆ แม้จะให้เครดิตก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าของบทความนั้นมาเห็นและสั่งรายงาน URL ของหน้าเว็บคุณมีสิทธิ์ตกอันดับทันที และกว่าจะแก้ไขขึ้นมาหรือทำเว็บใหม่ให้ติดเหมือนเดิมต้องใช้เวลาอีกนาน

ความยาวเนื้อหาเหมาะสม เนื้อหาบทความที่ดีควรมีอัตราเหมาะสม เช่น 300 คำ ขึ้นไป เพื่อให้รู้สึกว่ามีเนื้อหาสาระที่พอดี ไม่สั้นจนเกินไปขนาด Google ยังจับไม่ได้ นั่นจะทำให้คุณเสียโอกาสโดยใช่เหตุ

จากข้อมูลที่แนะนำไปข้างต้น จะช่วยทำให้การ เขียนบทความ SEO กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

วิธีเขียนบทความให้ติดอันดับ