Yoast SEO ช่วยส่งเสริมอันดับ SEO ของเว็บไซต์ได้อย่างไร

Yoast SEO ช่วยส่งเสริมอันดับ SEO ของเว็บไซต์ได้อย่างไร

การทำให้เว็บไซต์ออนไลน์ได้รับความนิยมจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในยุค 2019 จำเป็นต้องใช้เทคนิค SEO (search engine optimization) ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามที่ Google กำหนด ทั้งนี้ปลั๊กอิน Yoast SEO เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้อันดับของเว็บไซต์สูงขึ้นได้ ด้วยวิธีการต่อไปนี้

1. ช่วยในการปรับแต่งหัวข้อ (Title) และส่วนสรุปบทความโดยย่อ (Meta Description)

เมื่อลูกค้ามีการสืบค้นด้วย keyword หนึ่งๆ ผลที่ปรากฏออกมาคือสองส่วนนี้ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้คลิก เพิ่มค่า traffic ของลูกค้า และอัตราการคลิกเข้ามาชม หรือ CTR (click through rate) ให้แก่เว็บไซต์ได้ จึงทำให้อันดับ SEO ดีขึ้น โดยการใส่ข้อมูลในช่อง editor ของ ปลั๊กอิน Yoast SEO ระบบก็จะทำการวิเคราะห์เพื่อเสนอแนะการปรับแต่ง โดยจะขึ้นเป็นแถบสีเขียวหากตั้งค่าส่วนต่าง ๆ ได้เหมาะสมตามเกณฑ์ และแสดงส่วนที่ต้องปรับปรุงให้ทราบแบบเรียลไทม์

2. ช่วยในการเลือก keyword ที่เหมาะสม

การเลือก keyword ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะใช้ในการผลิตบทความ SEO และการใส่ในหัวข้อและส่วนสรุปย่อ ซึ่งการหาคีย์เวิร์ดที่มีคุณภาพตรงกับการสืบค้นของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายนั้น ในเบื้องต้นสามารถหาได้จาก Google search console แล้วนำมาปรับแต่งด้วยปลั๊กอิน Yoast SEO ได้ โดยการใส่ keyword ครั้งละ 1 คำ ลงในช่อง Focus keyword เพื่อให้ระบบ plugin ทำการประมวลและแสดงเหตุผลในช่องแนะนำว่าควรปรับเพิ่มความยาวของ keyword อย่างไร ควรใส่ซ้ำในบทความได้กี่ครั้ง คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเนื้อหา (ตามหลักเกณฑ์แล้วไม่ควรเกิน 2.5 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละบทความ) หากแก้ไขปรับ keyword SEO ตามที่ระบบแนะนำก็มีแนวโน้มสูงที่จะทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ดีขึ้นได้

3. ช่วยปรับแต่งโครงสร้างของบทความ

การใส่ความหนาที่ตัวอักษรส่วนหัวข้อ ทำตัวเอียง ไฮไลท์ หรือมีเลขหัวข้อย่อยหรือ ทำเป็น Bullet แทรกด้วยลิงก์วิดีโอหรือไฟล์เสียง จะทำให้ระบบวิเคราะห์ว่าบทความมีคุณภาพสูงขึ้น เมื่อนำมาวิเคราะห์ด้วย ปลั๊กอิน Yoast SEO หากปรากฏไฟเขียว ก็แสดงว่าคุณภาพบทความที่ทำบทนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีศักยภาพในการสื่อสารข้อมูลไปถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และสามารถแข่งขันกับแบรนด์อื่นได้อย่างดี

4. ช่วยในการแบ่งปันข้อมูลไปยังสื่อโซเชียล

คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญของธุรกิจเว็บไซต์ออนไลน์ มักใช้สื่อโซเชียลเช่น Facebook, Twitter ในการสืบค้นข้อมูลและสร้างกระแสแฟชั่นบอกต่อ การใช้ปุ่ม Social Share ในปลั๊กอิน Yoast SEO เพื่อการส่งรูปภาพและเนื้อหา จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงข้อมูลเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้แน่นอน

จะเห็นได้ว่า ปลั๊กอิน Yoast SEO ช่วยส่งเสริมให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ทางธุรกิจดีขึ้นได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดจึงแนะนำการทำ SEO ควบคู่กับการใช้ปลั๊กอิน Yoast SEO อย่างเหมาะสม จะทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและการสร้างแบรนด์ที่ดียิ่งขึ้นได้

ปลั๊กอิน Yoast SEO เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้อันดับ

ทำไมกูรูทางการตลาดแนะนำให้ทำ SEO

ทำไมกูรูทางการตลาดแนะนำให้ทำ SEO

สำหรับมือใหม่ที่เปิดเว็บไซต์ขายของออนไลน์ อาจเคยได้ยินคำแนะนำให้ทำ SEO เพื่อกระตุ้นการขาย รวมถึงท่านที่เปิดเว็บไซต์มารุ่นเก่ากว่า 10 ปี ก็มีการบอกต่อให้ปรับปรุงตามระบบนี้ เพื่อให้เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและเป็นการเพิ่มช่องทางในการขยายฐานลูกค้าให้กว้างยิ่งขึ้นได้

เราจึงรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำ SEO มาฝากกัน ดังนี้

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นกฎเกณฑ์ที่ทาง Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google พิจารณาเห็นว่าเหมาะสมต่อการทำให้เว็บไซต์แข่งขันกันได้ด้วยคุณภาพ ในสองส่วนต่อไปนี้

1. On-Page SEO คือ การออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายและมีรายละเอียดในเว็บไซต์ที่ตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทำให้เกิดความนิยมในการคลิกเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์บ่อย ๆ ตัวอย่างได้แก่

ออกแบบโลโก้ ธีมสีที่สวยงามและอ่านสบายตา

ผลิตบทความจาก Keyword SEO ที่มีคุณภาพผ่านการวิจัยว่าตรงกับการสืบค้นของลูกค้าเป้าหมาย และข้อมูลของบทความมีความทันสมัยและไม่ไปละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการ Copy จากแหล่งอื่น ซึ่งจะทำให้ระบบ Algorithm AI วิเคราะห์ว่าเป็นบทความสแปมได้

สร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายทั้งในโทรศัพท์มือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้จริงของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อในปัจจุบันที่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์จะซื้อขายผ่านโทรศัพท์มือถือ

2. Off-Page SEO คือ การสร้างฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น โดยการแนะนำข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ให้ความรู้แก่ผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ตัวอย่างเช่น คุณจำหน่ายเครื่องกรองน้ำ ก็ควรจะให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการบริโภคน้ำดื่มที่สะอาด รวมถึงวิธีการกรองน้ำที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้น้ำมีคุณภาพที่สุด หากมีผู้สนใจจะสั่งซื้อเครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพ คุณก็สามารถแนะนำ URL Address และนำไปสู่การปิดการขายได้

การสร้างชุมชนออนไลน์หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความรู้และความเห็นต่าง ๆ จะทำให้มีความใกล้ชิดกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สามารถเข้าถึงความต้องการและนำมาพัฒนาสินค้าและบริการได้ดียิ่งขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO เป็นวิธีที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณา เพียงพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์อย่างรอบด้านอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ระบบ Algorithm วิเคราะห์ได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพมากกว่าเว็บไซต์อื่น เมื่อมีการสืบค้นด้วย Keyword ที่คุณใช้ จึงปรากฏในตำแหน่งที่เป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าจอการสืบค้นอยู่เสมอ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและเป็นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้ดียิ่งขึ้น

หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกท่านเห็นความสำคัญของการทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ ตามที่กูรูการตลาดแนะนำ เพื่อให้การทำธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จได้อย่างดียิ่งขึ้น

ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำ SEO

คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้จัก Google search console

คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้จัก Google search console

การทำเว็บไซต์ตามระบบ SEO หรือ search engine optimization จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้ Google search console เพื่อที่จะปรับปรุงคุณภาพของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับ SEO ที่ Google กำหนดได้ดียิ่งขึ้น เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Google search console มาฝากกันดังนี้

ความหมายของ Google search console

Google search console หรือเดิมเรียกว่า Google webmaster tools เป็นเครื่องมือที่ Google บริการแก่ผู้ทำเว็บไซต์ทุกคน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในการที่จะตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะมีค่าตัวเลขผลวิเคราะห์ด้านต่าง ๆ ที่จำเป็น ช่วยชี้ให้เห็นจุดอ่อน ข้อบกพร่อง หรือสิ่งที่สามารถพัฒนาเพิ่มได้อีก เพื่อให้เจ้าของกิจการออนไลน์ได้ปรับปรุงได้อย่างตรงจุดต่อไป

ประโยชน์ของการทำ Google search console

การทำ SEO จะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าผู้ทำเว็บไซต์จะทำด้วยตัวเองหรือการจ้างงานผ่านบริษัทรับทำ SEO เพราะตัวดัชนีชี้วัดต่าง ๆ จะเป็นสิ่งที่ระบบคำนวณและสร้างกราฟออกมาอย่างอัตโนมัติ ทำให้แก้ไขเว็บไซต์ได้ตรงจุด หรือ ช่วยในการตรวจสอบผลการจ้างทำ SEO ได้ดียิ่งขึ้น

การติดตั้ง Google search console

ขั้นตอนติดตั้ง ทำได้ไม่ยาก เพียงคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ของ Google search console กด start ก็สามารถใส่ค่าโดเมนของเว็บไซต์ของคุณลงไปได้ทันที หลังจากนั้น ทำการใส่ URL address เพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นเจ้าของเว็บไซต์จริง และทำการติดตั้งให้เรียบร้อยโดยใช้ไฟล์ html หรือ ใช้ปลั๊กอิน yoast SEO ก็ได้เช่นกันความหมายของ Google search console

สิ่งที่ Google search console สามารถแสดงผลแก่เจ้าของเว็บไซต์ได้ มีดังนี้

Performance เป็นกราฟคู่กับตัวเลขที่แสดงประสิทธิภาพในการทำงานของเว็บไซต์ โดยจะเป็นผลย้อนหลังตลอดระยะเวลา 16 เดือน และมีข้อมูลที่สำคัญ เช่น จำนวนคนที่คลิกเข้ามา ภูมิลำเนาของผู้ชมเว็บไซต์ เป็นต้น

URL inspection จะแสดงว่า Google มาสำรวจข้อมูลของเว็บไซต์คุณล่าสุดในวันเดือนปีใด และจะแสดงให้เห็นถึงจุดบกพร่องของเว็บไซต์ที่ Google ตรวจพบด้วย เพื่อให้ทำการแก้ไขได้อย่างตรงจุด (เป็นฟังก์ชันใหม่ที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ทำเว็บไซต์อย่างมาก)

Sitemap เป็นการแจ้งให้รู้ว่าในเว็บไซต์ของคุณมี URL อะไรที่เชื่อมต่อกันอยู่และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง

Mobile usability จะแสดงผลลัพธ์ ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นใช้ได้ดีกับเครื่องมือพกติดตัวอย่างโทรศัพท์มือถือเพียงใด หากมีผลลัพธ์ที่ดีก็คือสามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น (โอกาสในการขายสินค้าก็จะเพิ่มตามนั่นเอง)

Security จะแสดงว่ามีไวรัสหรือ malware อยู่ส่วนใดของเว็บไซต์หรือไม่ เพื่อจะได้รีบแก้ไขได้ทันท่วงที หากมีจะทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลหรือทำให้เว็บไซต์ได้รับความเสียหายได้

จะเห็นได้ว่า Google search console เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในระบบของ Google ที่ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์ในระบบ SEO ควรศึกษาวิธีการใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อนำค่าตัวเลขต่าง ๆ ที่แสดงมาแปรผลสำหรับการปรับปรุงเว็บไซต์ต่อไป เพื่อให้การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น

ทำไมธุรกิจการโรงแรมถึงต้องทำเว็บไซต์ SEO

การทำธุรกิจการโรงแรมในปัจจุบันนั้น มีการแข่งขันที่สูงมาก เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากภาวะขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนและยังมีปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ที่กระทบต่อบรรยากาศในการท่องเที่ยวอีกด้วย

การทำธุรกิจการโรงแรมในเว็บไซต์ออนไลน์ จึงต้องทำ SEO ให้เพื่อกระตุ้นให้สถานที่พักของคุณเป็นที่รู้จักและจดจำของผู้คนให้ได้มากที่สุดทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อที่เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO ให้แก่ธุรกิจการโรงแรม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-Page SEO

ได้แก่ การทำโครงสร้างของเว็บไซต์ให้ดูสวยงาม มีความเป็นทางการควบคู่กับความเป็นมิตร ผสมผสานให้ลงตัวอย่างเหมาะสม โดยใช้สี โลโก้ ที่เป็นเอกลักษณ์และสื่อสารถึงความเป็นแบรนด์ให้ชัดเจน เช่น ควรจะใช้สีชมพูสีฟ้า สีเขียว สีน้ำตาล ประจำเว็บไซต์ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายเบาสบาย เห็นแล้วอยากมาพักผ่อนที่โรงแรมของคุณ

นอกจากนี้ การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมในการผลิตบทความในหน้าเพจของโรงแรม ควรจะต้องมีการวิจัยคัดเลือก Keyword SEO ที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่คุณต้องการให้บริการอย่างเจาะจง หรือ ที่เรียกว่า Niche Market

เช่น สถานที่ของคุณเป็นโรงแรมที่อยู่ริมทะเล และสามารถให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าได้ คุณก็ควรที่จะใช้ Keyword ว่า “รีสอร์ท ริมทะเล พัทยา หมา แมว เข้าได้” เป็นต้นเพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะนิยมพาสัตว์เลี้ยงไปท่องเที่ยวด้วย สามารถที่จะหาเว็บไซต์ของคุณเจอเป็นอันดับต้น ๆ จะทำให้มีโอกาสได้รับการจองห้องพักโรงแรมมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

2. Off-Page SEO

เป็นการขยายกลุ่มลูกค้า ให้โรงแรมของคุณเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น โดยการที่คุณไปสมัครเป็นสมาชิกในกลุ่มคนรักการท่องเที่ยว คนรักสัตว์เลี้ยง ฯลฯ เพื่อให้ข้อมูลที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ของ จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะพัทยา เพื่อให้มีคนสนใจหรือสอบถามหาที่พักในละแวกใกล้เคียง

คุณก็สามารถให้ลิงก์เว็บไซต์ของโรงแรมคุณ เพื่อการชมภาพสถานที่และสอบถามเกี่ยวกับราคาและข้อมูลอื่น ๆ ได้ เป็นต้น เทคนิคนี้จะทำให้เพิ่มปริมาณของผู้คนเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งทำให้อันดับ SEO จากการวิเคราะห์ด้วย AI ของ Search Engine สูงขึ้น และที่สำคัญคือ ทำให้โรงแรมของคุณมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเวลาอันสั้น

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้เว็บไซต์ด้านการโรงแรม สามารถช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและเติบโตได้ในระยะยาว เพียงเลือก Keyword SEO ที่เหมาะสมกับลูกค้านักท่องเที่ยวเป้าหมาย ผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้อันดับ SEO ของคุณดีขึ้น มีโอกาสปรากฏแก่สายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งทำให้เพิ่มยอดจองห้องพักได้มากขึ้นตลอดทั้งปี

การทำ SEO ให้แก่ธุรกิจการโรงแรม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน

การตลาดแบบ SEO และ SEM แตกต่างกันอย่างไร

การตลาดแบบ SEO และ SEM แตกต่างกันอย่างไร

การทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์ที่กูรูทางการตลาดแนะนำให้นักธุรกิจยุคใหม่ศึกษา เพื่อเลือกใช้ให้ถูกต้องตามสถานการณ์ และยังเป็นการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ให้มีความน่าเชื่อถือเป็นมืออาชีพ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาวด้วย ซึ่งการทำ SEO และ SEM มีข้อแตกต่างกันดังต่อไปนี้

SEO หรือ Search Engine Optimization

เป็นการพัฒนาเว็บไซต์อย่างรอบด้าน เพื่อให้มีอันดับในการแสดงผลในหน้าต่างการสืบค้นที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google แต่อย่างใด โดยประกอบด้วย 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO ได้แก่

On-Page SEO- การใช้ Keyword ที่เหมาะสม ในการเขียนหัวข้อ สร้างบทความที่มีคุณภาพ ตั้งชื่อรูปภาพ ฯลฯ ซึ่งยิ่งมี Keyword มากก็จะทำให้มีโอกาสถูกสืบค้นเจอได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ควรมากเกินกว่า 2-3 Keyword ต่อบทความ และไม่ซ้ำเกิน Keyword ละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ถูกวิเคราะห์จากระบบ AI อัจฉริยะของ Search Engine ว่าเป็นเพจขยะหรือสแปม ซึ่งจะส่งผลให้ถูกลดทอนอันดับ SEO ลงไป

Off-Page SEO- สร้าง Backlink เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์หลาย ๆ แห่งเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ วิธีที่ได้ผลดีคือ การแสดงความคิดเห็นที่เป็นข้อเท็จจริงตรงไปตรงมา ตามห้องสนทนาในโซเชียลต่าง ๆ เมื่อมีผู้ที่สนใจสินค้าหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณจึงแปะลิงก์เพื่อให้คนบุคคลเหล่านั้นคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ วิธีการนี้เป็นเทคนิคขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้ และทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ดีขึ้นด้วย

การทำ SEO ทั้งสองส่วนเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้

SEM หรือ Search Engine Marketing

จะเป็นการทำการตลาดแบบโฆษณา ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายให้กับ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ซึ่งจะมีการประมูลพื้นที่โฆษณาระหว่างคุณและบริษัทคู่แข่งที่เลือกใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน

ผู้ที่จ่ายเงินในการประมูลสูงก็จะได้ตำแหน่งที่ดีในการโฆษณาไป และต้องมีการจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแบบ Pay Per Click หรือ PPC คือ เมื่อมีผู้คลิกเข้าไปในชมข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณตามที่โฆษณา จะต้องจ่ายเงินให้แก่ Search Engine ทุกครั้ง

วิธี SEM มีข้อดี คือ การันตีได้ว่าเว็บไซต์คุณจะปรากฏสู่สายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับการทำโปรโมชั่นสินค้า เช่น ช่วงเทศกาลวันปีใหม่ หรือคริสต์มาส ที่จะมีคนมองหาสินค้าเพื่อเป็นของขวัญ หากใช้วิธีการ SEO อย่างเดียว จะต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนา ซึ่งจะไม่สามารถสร้างอันดับในผลการค้นหาที่สูงขึ้นให้ทันต่อเทศกาลในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO และ SEM มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถทำร่วมกันได้ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า การวางแผนและเป้าหมายของการทำเว็บไซต์ที่ต้องพิจารณาอย่างเหมาะสม

SEO หรือ Search Engine Optimization

การโพสต์บล็อกแบบไหนมีประโยชน์กับการทำ SEO

การโพสต์บล็อกแบบไหนมีประโยชน์กับการทำ SEO

การเขียนบล็อกกับเว็บไซต์มีความแตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลเหมือนกัน แต่เว็บไซต์มักจะเป็นการนำเสนอข้อมูลอยู่ฝ่ายเดียว เหมาะสำหรับการขายของออนไลน์และสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ ส่วนบล็อกเป็นเว็บไซต์รูปแบบหนึ่ง แต่เปิดให้ผู้อ่านเข้ามาแสดงความคิดเห็นท้ายบทความและโต้ตอบกันได้ ว่าไปแล้วก็มีส่วนคล้ายการโพสต์บทความผ่านโซเชียลมีเดีย การเขียนบล็อกจะคล้ายกับการเล่าเรื่องในมุมมองของตัวเอง ใช้งานง่าย และมีความเป็นทางการน้อยกว่า

การเขียนบทความในบล็อก

การโพสต์บล็อกแบบไหนที่มีประโยชน์กับการทำ SEO ก่อนอื่นต้องเรียนรู้เรื่องการเขียนบทความในบล็อกซึ่งต้องใช้ทักษะเพื่อให้ผู้อ่านสนใจและติดตาม โครงสร้างและการเขียนบทความต้องน่าสนใจ มีหัวเรื่องย่อยเพื่อให้อ่านง่าย หากคนอ่านชอบบทความและเข้าใจเนื้อหาก็จะรู้ว่าสินค้าและบริการนั้นมีจุดเด่นตรงไหน ถ้าชอบใจก็มีแนวโน้มที่จะแบ่งปันผ่านทางโซเชียลมีเดียทำให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาทักษะการเขียนบล็อกเพื่อดึงดูดผู้ชม พร้อมกับการทำ SEO เพื่อให้คำที่ต้องการค้นหาเป็นคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูงทำให้ผลลัพธ์การทำ SEO ดีขึ้นและจัดอันดับอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นมากอย่างแน่นอน

ในเรื่องของคีย์เวิร์ดก็ต้องระมัดระวังเช่นเดียวกัน แนะนำว่าอย่าใส่คีย์เวิร์ดมากเกินไปทำให้อ่านข้อความไม่รู้เรื่องหรือไม่ราบรื่น อย่าทำแค่จับคำไปใส่ในบทความ ควรเริ่มจากเนื้อหาที่ดีมีประโยชน์ เลือกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา บางคนมีความสามารถในการเขียนอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นนักเขียนมืออาชีพที่จะตั้งประเด็นไว้ก่อน มีคำถามว่าลูกค้าสนใจสินค้าและบริการแบบไหน คำตอบนั้นคือจุดโฟกัสเพื่อให้นำเสนอผลิตภัณฑ์ได้ตรงความต้องการของลูกค้านั่นเอง

เมื่อรู้ความต้องการของลูกค้าแล้ว พยายามหาช่องทางนำเสนอที่แตกต่างและดีกว่าคู่แข่ง กำหนดโครงสร้างของบทความ มีความยาวเท่าไร ย่อหน้าตรงไหน ปรับความยาวของบทความให้เหมาะสม ต้องมีอย่างน้อย 300 คำ พิจารณาการจัดอันดับของกูเกิลจะให้คะแนนกับบทความยาว ๆ แต่ถ้าบทความนั้นยาวเกินไปจะทำให้ผู้อ่านเบื่อก่อนที่จะอ่านจบ อยากรู้ว่าบทความควรยาวขนาดไหน ให้ลองเขียนบทความยาว ๆ แล้วตรวจสอบให้แน่ใจว่าความยาวและเนื้อหาแบบไหนที่มีคนสนใจเข้าอ่านมากที่สุด ก่อนโพสต์บล็อกให้คนอื่นอ่าน ต้องแก้ไขข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์และข้อผิดพลาดอื่น ๆ

หลังจากโพสต์เนื้อหาเสร็จแล้ว ถ้าเขียนเนื้อหาหัวข้อเดียวกับโพสต์ก่อนหน้านั้น อย่าลืมสร้างการเชื่อมโยงแต่ละโพสต์เข้าด้วยกัน เพราะการสร้างลิงก์ภายในหรือ Internal link จะเป็นการเพิ่มคุณภาพให้เนื้อหาบทความสำหรับการทำ SEO ผู้อ่านจะมองว่าคอนเทนต์ของเรามีคุณภาพและใช้งานง่าย สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ใช้งานพอใจ ขณะเดียวกันระบบการจัดอันดับของกูเกิลจะมองเห็นว่าบล็อกนี้มีความความเชี่ยวชาญและเชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันไปยังหน้าที่มีความสำคัญจะช่วยให้บล็อกหรือแม้แต่เว็บไซต์ก็มีอันดับที่ดีขึ้นได้เช่นกัน

การเขียนบทความในบล็อก

SEO คืออะไร สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน

SEO คืออะไร สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน

หากใครคิดจะเริ่มทำการตลาดออนไลน์จะต้องรู้จักคำว่า SEO รู้ว่าพื้นฐานของ SEO คืออะไร ผู้ทำการตลาดจะสามารถนำความรู้นั้นไปปรับใช้กับช่องทางออนไลน์ได้ทุกช่องทาง ทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือและยังเป็นการขยายตลาดให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ก็สร้างยอดขายได้มากขึ้นนั่นเอง แต่การทำ SEO จะเริ่มทำอย่างไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง ในบทความนี้จะขอแนะนำขั้นตอนพื้นฐาน สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนว่า SEO เขาทำกันอย่างไร

SEO คืออะไร

SEO คือการใช้ประโยชน์จาก Search Engine ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยอาศัย Keyword เป็นตัวกำหนดแนวทางและกระจายในบทความหรือสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอ เพื่อให้การค้นหาเจอได้โดยง่าย เราอาจจะเพิ่มแบ็กลิงก์เอาไว้เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและยังเป็นเป็นการประกอบข้อมูลให้เห็นภาพ ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในสินค้าหรือบริการของเรา ทำให้ง่ายต่อการปิดการขายนั่นเอง

SEO ทำอย่างไร

Content เพราะสิ่งที่เราเข้าใจ กับสิ่งที่ลูกค้าเข้าใจจะเป็นคนละเรื่องกัน ทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจในสินค้าหรือบริการของเราได้โดยง่าย และที่สำคัญคือ Content นั้นต้องน่าสนใจและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้าได้ จึงจะเป็น Content คุณภาพ

Keyword หัวใจหลักของการทำ SEO เลยคือต้องใช้ Keyword ที่ดี เพราะถึงแม้ Content จะดีมาก แต่ค้นหายาก หาไม่เจอ ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นการใส่ Keyword ที่ได้รับการจัดอันดับแล้วว่ามีการค้นหามากที่สุด ก็ย่อมจะหาง่ายกว่าอย่างแน่นอน

จำนวนคำ อะไรที่มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี การกำหนดโครงสร้างของ Content จะต้องให้เหมาะสมกับเนื้อหาและกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะนำเสนอ หากต้องการนำเสนอให้เด็ก ๆ ก็ควรมีเนื้อหาที่แสดงออกถึงอารมณ์และสั้น ๆ เด็กจะสนใจ ประมาณ 300 คำกำลังดี หรือถ้าต้องการจะนำเสนอเนื้อหาให้ผู้ใหญ่ ก็ต้องมีเนื้อหาที่ค่อนข้างครบถ้วน เน้นถึงหลักเหตุผล ตอบโจทย์ว่าถ้าเขาซื้อสินค้าหรือบริการของเราดีอย่างไร ? 1,000 คำโดยประมาณ ไม่ควรมากกว่านี้เพราะจะทำให้เบื่อเสียก่อน

การทำ SEO จะเริ่มทำอย่างไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง

Back Link เป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม แต่มีความสำคัญมากเพราะการทำ Back Link จากเว็บไซต์ที่ดัง ๆ จะส่งผลให้ Content ของเราน่าเชื่อถือตามไปด้วย แต่การจะไปติด Back Link ในเว็บไซต์ดัง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน หากเว็บไซต์ของเราไม่มีความน่าเชื่อถือที่มากพอ

จากข้อมูลข้างต้นน่าจะพอทำให้เข้าใจการทำ SEO มากขึ้นได้บ้าง ซึ่งวิธีการทำจริง ๆ แล้วไม่ได้มีเพียง 4 ข้อนี้เท่านั้น แต่ยังมีรายละเอียดยิบย่อยอีกมากมายที่ก่อนจะเริ่มลงมือทำต้องศึกษาอย่างถ่องแท้เสียก่อน แต่ไม่ว่าอย่างไรการทำ SEO ก็คุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงอย่างแน่นอน เพราะเป็นช่องทางการโฆษณาที่ถูกที่สุดและได้ผลลัพธ์มากที่สุด

กลยุทธ์การทำ SEO ให้ได้ผลดี ดีไซน์เว็บต้องน่าประทับใจ

กลยุทธ์การทำ SEO ให้ได้ผลดี ดีไซน์เว็บต้องน่าประทับใจ

โลกธุรกิจทุกวันนี้มีการแข่งขันสูง ธุรกิจน้อยใหญ่ต่างงัดกลยุทธ์ด้านการตลาดทั้งการโฆษณา ลด แลก แจก แถม มาดึงดูดลูกค้าเพื่อความอยู่รอดซึ่งวิธีการเหล่านั้นใช้งบประมาณมาก การทำตลาดออนไลน์เป็นช่องทางสมัยใหม่ที่พบเห็นบ่อยขึ้นและมีการทำ SEO เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ การออกแบบเว็บไซต์ที่สวยงามและใช้ง่ายจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการทำ SEO เนื่องจากเว็บที่ดูดีน่าสนใจมักจะสร้างความประทับใจแรกให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชม ช่วยสร้างแบรนด์ธุรกิจให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่จะเปลี่ยนผู้ชมมาเป็นลูกค้าในระยะยาว

การออกแบบเว็บไซต์มีความสำคัญกับการทำ SEO เนื้อหาคอนเทนต์อาจเป็นปัจจัยหลักในการจัดอันดับเว็บของ Google แต่เพราะเว็บไซต์เป็นหน้าเป็นตาของธุรกิจ หากเว็บไซต์มีคุณภาพก็จะสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างความประทับใจแรกเห็น ผู้เข้าชมเว็บไซต์ส่วนใหญ่เชื่อมั่นในธุรกิจที่ใส่ใจออกแบบเว็บไซต์อย่างชัดเจน รูปแบบทันสมัย สวยงาม ใช้งานง่าย รู้สึกไว้วางใจว่าไม่ใช่เว็บปลอม เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ซื้อและเพิ่มโอกาสขายมากขึ้น

ในปัจจุบันการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์นิยมใช้งานด้วยการเลื่อนหน้าลงอ่านข้อความไปเรื่อย ๆ ซึ่งดึงดูดผู้เข้าชมได้ดี แต่ไม่เอื้อประโยชน์ในการจัดอันดับเว็บของ Google การออกแบบที่ดีจะนำเสนอบทความในแต่ละหน้าและสร้างลิงก์ภายในเชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันไปทีละหน้าทำให้ผู้ชมที่ต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้รับความสะดวก ดีไซน์แต่ละหน้าเว็บไซต์ควรเป็นรูปแบบเดียวกัน มีความสวยงามและมีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ส่วนการใช้สีสัน รูปภาพ หรือตัวอักษรสไตล์แฟนซีจุดประกายความสนใจได้ดีเช่นกัน แต่ก็ควรยึดติดกับเนื้อหาที่ครบถ้วนและน่าสนใจทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ธุรกิจและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์การทำ SEO มากขึ้น

เมื่อเร็ว ๆ นี้เว็บ Google ได้เปลี่ยนแปลงระบบอัลกอริทึ่มล่าสุดที่มีผลสำคัญต่อการจัดอันดับการค้นหา โดยเน้นไปที่ประสบการณ์ของผู้เข้าชมเว็บเป็นหลัก เจ้าของเว็บควรอัปเดตข้อมูลหน้าเว็บที่สดใหม่อยู่เสมอ

องค์ประกอบด้านดีไซน์ที่กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกลยุทธ์ SEO มีดังนี้

-ขนาดตัวอักษร
-วิดีโอแบบฝัง
-องค์ประกอบแบบอินเทอร์แอคทีฟ
-หัวข้อใหญ่ (H1) ที่หน้าบทความ
-จำนวนรูปภาพ
-เวลาบนเว็บไซต์
-อัตราตอบกลับ

สิ่งสำคัญสำหรับกลยุทธ์ SEO

องค์ประกอบส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเว็บไซต์ที่สวยงามและสร้างสรรค์ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือได้ดี ขณะเดียวกันควรจัดโครงสร้างเว็บและเวลาบนเว็บไซต์อย่างรอบคอบเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและตอบสนองรวดเร็วบนมือถือ ส่งผลให้อัตราตอบกลับรวดเร็วขึ้น โครงสร้างเว็บไซต์มีหลายแบบซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น โครงสร้างแบบเรียงลำดับนิยมใช้กันมากในเว็บไซต์ขนาดเล็กและไม่ซับซ้อน ส่วนโครงสร้างแบบตารางและโครงสร้างแบบลำดับขั้นเหมาะกับเว็บไซต์ที่มีข้อมูลจำนวนมากและซับซ้อน ส่วนโครงสร้างแบบใยแมงมุมมีความยืดหยุ่นสูงใช้เชื่อมโยงแผนผังเว็บภายในถึงกันทำให้ค้นหาข้อมูลง่าย รวมถึงใช้เชื่อมโยงหน้าเว็บภายนอกซึ่งมีความสำคัญต่อการทำ SEO ให้อยู่ในลำดับต้น ๆ ด้วย

เงินทุนน้อยก็ทำการตลาดออนไลน์ SEO ได้

มาตรฐานของ Search Engine

การตลาดออนไลน์เป็นช่องทางการขายสินค้าและบริการที่สำคัญในยุคปัจจุบันเนื่องจากคนส่วนใหญ่นิยมใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อค้นหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบรวดเร็ว 4G ในปัจจุบัน ก็ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายทั่วโลกติดต่อกันได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย

สำหรับผู้ที่มีเงินทุนน้อยอาจจะกังวลว่าการทำการตลาดออนไลน์จะเป็นเรื่องที่ทำให้สร้างภาระค่าใช้จ่าย เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ มักจะต้องใช้เงินทุนสูง อย่างไรก็ตาม การตลาดแบบ SEO ซึ่งย่อมาจาก Search Engine Optimization มีความแตกต่างจากเทคนิคการตลาดทั่วไป เพราะไม่ต้องใช้เงินจ่ายให้ Search Engine อย่าง Yahoo, Bing, Google เพียงแต่ต้องมีความสม่ำเสมอในการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ Search Engine ที่กำหนดไว้ และต้องไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์

ตัวอย่างเช่น

การทำเนื้อหาในบทความ ต้องมีความสดใหม่ อัพเดตประจำทุกวัน

การทำคลิปประกอบเพื่อดึงดูดผู้ชม ซึ่งทำให้เพิ่มเวลาในการใช้หน้าจอ ทำให้ผลการจัดอันดับของเว็บไซต์ดียิ่งขึ้น

เลือกใช้ Keyword ในบทความและหัวข้อ Title ที่ตรงกับคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้

การจัดหมวดหมู่องค์ประกอบของหน้าจอเว็บไซต์ให้หาปุ่มต่าง ๆ ง่าย มีการแยกกลุ่มสินค้าชัดเจน เช่น หากทำเว็บไซต์ขายเสื้อผ้าออนไลน์ ต้องแยกเป็นหมวดเสื้อ กางเกง รองเท้า เครื่องประดับ ทั้งของเพศชายและหญิง เป็นต้น

มีธีมของสีและรูปแบบเว็บไซต์ที่สวยงาม และเป็นที่จดจำ ควรใช้สีหลักไม่เกิน 2-3 สี เพื่อให้ดูหรูหราทันสมัย รวมไปถึงการเลือกฟอนต์ที่สวยงาม ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์

พัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งหน้าจอมือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์การใช้งานเทคโนโลยี เพื่อให้มีโอกาสรับออเดอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เงินทุนน้อยก็ทำการตลาดออนไลน์ SEO ได้

นอกจากการพัฒนาภายในของเว็บไซต์แล้ว การทำ SEO ยังรวมไปถึงการเชื่อมโยงลิงค์กับเว็บไซต์ภายนอก เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น เช่น การตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าออร์แกนิกในเว็บไซต์สุขภาพ หรือห้องแชทที่รวมผู้ที่สนใจดูแลสุขภาพเข้าด้วยกัน หรืออาจตั้งกลุ่มใน Facebook ขึ้นมาใหม่ให้คนที่สนใจสินค้าออร์แกนิกมารวมตัวกันก็ได้ ที่สำคัญ คือการแจ้ง Link เข้าเว็บไซต์หลักของคุณไว้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจติดตามหรือสอบถามเพิ่มเติมติดต่อได้สะดวก จะทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่กล่าวถึงแพร่หลายมากขึ้น ทำให้มียอดการคลิกเข้ามาชม หรือ Traffic มากขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำการตลาดออนไลน์แบบ SEO ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินทุนสูงอย่างที่หลายคนคิด สามารถเริ่มทำด้วยตัวของคุณเองได้ ขอเพียงใส่ใจในคุณภาพและมีความสม่ำเสมอในการทำ การทำ SEO ก็จะเป็นเทคนิคที่ทำให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างแน่นอน

ขั้นตอนการทำ Content ให้ติดอันดับ 1 บน GOOGLE

ขั้นตอนการทำ Content ให้ติดอันดับ 1 บน GOOGLE

Search Engine ที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 นั่นก็คือ GOOGLE เป็น Website เพื่อการค้นหาที่มีจำนวนครั้งในการใช้งานมากที่สุดในโลก และมันจะดีไม่น้อยหากเราจะสามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้เพื่อการขยายธุรกิจหรือสร้างฐานลูกค้าให้เป็นทีรู้จัก โดยการทำ Content ให้ติดอันดับแรก ๆ บน GOOGLE ให้ได้นั้น มี 5 ขั้นตอนดังนี้

5 เทคนิคทำให้ คอนเทนต์ ติดอันดับ 1

Content is King ขั้นแรกเราต้องดูก่อนว่าเราจะนำเสนอเรื่องอะไร Content เกี่ยวกับอะไร มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน โดยเนื้อหาใน Content จะต้องแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร และแน่นอนต้องไม่ Copy มาจาก Website อื่น

Keyword เวลาที่คนจะค้นหาอะไรสักอย่างก็จะพิมพ์คำคีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ กัน โดยเราจะต้องหาอันดับของคำ Keyword ที่มีคนหาเยอะที่สุด โดยอาจจะหาได้จาก Google Keyword Planner ก็ได้ว่าคำไหนมีคน Search หามากที่สุด แล้วเราก็เอาคำนั้นมาเป็นหลักในการสร้าง Content

โครงสร้าง Content รูปร่างหน้าตาของบทความก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเราจะต้องคำนึงถึงจำนวนคำที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ซึ่งจะอยู่ในช่วง 300-1,000 คำโดยประมาณ แล้วแต่ว่าเนื้อหาจะเป็นแนวไหน มีหัวข้อย่อย ทำตัวเอียง ตัวหนาให้สวยงามเป็นระเบียบ และแน่นอนอย่าลืมใส่ Keyword กระจายลงไปให้ทั่วบทความ แต่ต้องไม่มากจนเกินไป คำนึงถึงความเป็นธรรมชาติเป็นหลัก

Backlink ก็คือหน้า Website อื่น มี link ที่กดแล้วจะส่งตรงมาที่หน้า Website ของเรานั่นเอง การมี Backlink กับ Website ที่มีชื่อเสียงหรือมีมาตรฐานก็เป็นการเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือให้กับเราได้ไม่น้อย โดย GOOGLE ก็ดูจาก Backlink เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งว่า เขาจะเอา Website ของเราขึ้นมาอยู่อันดับต้น ๆ ได้หรือไม่ ทั้งนี้ Backlink จะต้องมีความเป็นธรรมชาติ มีทั้งคุณภาพและปริมาณ ถ้ามี Backlink ที่จงใจสร้างขึ้นมาหรือ Link มาจากเว็บที่มีคุณภาพต่ำ ก็จะได้คะแนนส่วนนี้น้อย

5 เทคนิคทำให้ คอนเทนต์ ติดอันดับ 1

สร้าง Website ให้รองรับสมาร์ทโฟน ในปัจจุบันนี้คนเล่นมือถือมากกว่าเล่นคอมหรือดูโทรทัศน์เสียอีก เพราะความสะดวกเพียงหยิบมือถือขึ้นมาเท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่ฉลาดไม่น้อยหากเราจะทำให้ Website ของเราสามารถเปิดบนสมาร์ทโฟนได้ มีการแสดงผลที่เหมาะสม อ่านง่าย ใช้งานสะดวก

การทำ Content ให้ติดอันดับบน GOOGLE ไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะต้องมีการศึกษาข้อมูลรวมถึงความพยายามและอาศัยเวลา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้ทำความรู้จักเสียก่อน หากทำตามที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างถูกวิธีแล้ว เมื่อ Content ของคุณติดอันดับหน้าแรกบน GOOGLE แล้ว ก็จะคุ้มค่ากับความพยายามที่ทุ่มเทลงไปเป็นอย่างมาก เพราะ Website ของคุณจะเป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน ทำให้ง่ายต่อการขยายฐานธุรกิจและเป็นการสร้างยอดขายที่ดีในอนาคตอีกด้วย