ประโยชน์ของบทความ SEO 5 ข้อที่แบรนด์จะได้มากกว่าที่คุณคิด

ประโยชน์ของบทความ SEO 5 ข้อที่แบรนด์จะได้มากกว่าที่คุณคิด

ประโยชน์ของบทความ SEO 5 ข้อที่แบรนด์จะได้มากกว่าที่คุณคิด

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการทำบทความเพื่อดันอันดับ SEO นั้นมีประโยชน์เพียงแค่เรื่องของการเพิ่ม keyword ให้กับเว็บไซต์อยู่ล่ะก็ คุณอาจยังไม่รู้จัก SEO ดีพอ เพราะบทความ SEO นั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิดเอาไว้หลายข้อเลยทีเดียว ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น อย่ารอช้า เรามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า

1. ไม่เพียงแค่เพิ่ม keyword แต่เป็นการเพิ่มเนื้อหาที่มีคุณค่าให้กับแบรนด์ได้

เนื้อหาที่มีคุณค่าคือเนื้อหาที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจที่ดีแก่ลูกค้า ซึ่งการทำบทความ SEO มีประโยชน์ทั้งต่อแบรนด์ของคุณเอง และยังเป็นประโยชน์กับลูกค้าที่เข้ามาติดตามเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณด้วย

2. ทำให้เว็บไซต์และช่องทางออนไลน์ของคุณมีการอัปเดตตลอดเวลา

เมื่อมีการทำบทความ SEO ขึ้นมา คุณสามารถนำไปโพสต์ตามโซเชียลมีเดียหรือช่องทางที่แบรนด์ของคุณได้สร้างขึ้นมา โดยการทำบทความ SEO นั้นจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการโพสต์บทความแต่ละครั้งนั้น ก็เป็นการทำให้เว็บไซต์ และหรือช่องทางโซเชียลมีเดียของแบรนด์ที่คุณทำอยู่มีการอัปเดตอยู่เสมอ

3. คุณสามารถสร้างมูลค่าของแบรนด์ได้ไปพร้อม ๆ กับการทำบทความ SEO

เมื่อเวลาผ่านไปบทความ SEO และเนื้อหาทั้งหมดที่คุณอัปเดตลงบนเว็บไซต์รวมถึงช่องทางต่าง ๆ จะกลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งหลายแบรนด์สามารถเพิ่มมูลค่าของแบรนด์ได้จากการทำบทความ SEO ซึ่งแน่นอนว่าราคาของสินค้า บริการ รวมถึงมูลค่าของแบรนด์ที่คุณสร้างขึ้นมานั้น จะเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัวได้แบบไม่ยาก

4. บทความ SEO ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้

ในการทำบทความ SEO คุณเองจะต้องใช้ภาษาและรูปแบบเนื้อหาต่าง ๆ ที่ทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของคุณได้ ฉะนั้นการทำบทความและอัปเดตเนื้อหาลงไปในแต่ละครั้งจึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์แบบเนียน ๆ โดยที่ลูกค้าจะค่อย ๆ ซึมซับเอาสิ่งที่คุณเขียนเข้าไปในใจของพวกเขา

5. เป็นอีกหนึ่งวิธีในการทำการตลาดออนไลน์ที่ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายกว่าเดิม

ในการทำการตลาดออนไลน์ วิธีที่จะเข้าถึงลูกค้าที่หลายคนคิดนั้นอาจเป็นการโฆษณาไปตามสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ แต่การสร้างบทความเป็นการที่ให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาคุณเอง โดยเริ่มจากความสนใจของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งหากเทียบกับการทำโฆษณาแล้ว การทำบทความ SEO ดูมีชั้นเชิงกว่ามาก

พอเห็นประโยชน์ของการทำบทความ SEO หลายข้อขนาดนี้แล้ว จะรอให้แบรนด์อื่นทำไปก่อนได้อย่างไร ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องมาเริ่มจริงจังกับการสร้างเนื้อหาและบทความดี ๆ ให้กับเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อให้อันดับเว็บไซต์มีโอกาสไต่ขึ้นไปบนหน้าแรกของ search engine ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

คำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

คำศัพท์ที่ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO

การทำ SEO เป็นแนวทางการทำธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีอำนาจในการแข่งขันดีขึ้น เมื่อเทียบกับเว็บไซต์อื่นที่มองข้ามประเด็นนี้ไป

แต่ทั้งนี้ ก็ต้องมีการเข้าใจความหมายของคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO ด้วย ซึ่งบทความนี้จะเป็นพื้นฐานที่ดีในการทำให้ทุกท่านนำไปต่อยอดการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

SEO คืออะไร

SEO ย่อมาจากคำว่า Search Engine optimization เป็นกระบวนการของ Google ที่ทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพสูง และถูกนำเสนอในอันดับบนของหน้าต่างการสืบค้น เช่นเดียวกันกับเวลาที่เราค้นหาข้อมูลในระบบของ Google ที่เรามักจะคลิกเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ที่ปรากฏอันดับ 1 2 3 มากกว่าอันดับล่างหรือหน้าหลัง ๆ

การทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้นได้ ซึ่งจะทำให้คุณขายสินค้าและบริการได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

Keyword คืออะไร

Keyword คือ คำสำคัญที่ผู้เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายพิมพ์ในช่อง Search ของ Google เพื่อหาว่ามีเว็บไซต์ใดบ้างที่มีข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น หากคุณใช้คีย์เวิร์ดที่ดีเหมาะสมในการผลิตบทความ รูปภาพ คลิปวีดีโอ จะเป็นการป้อนข้อมูลลงไปในระบบอย่างอัตโนมัติ จึงเพิ่มโอกาสทำให้ถูกนำเสนอเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาก่อนเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้คีย์เวิร์ดที่ไม่ตรงกับใจลูกค้าผู้บริโภคนั่นเอง

ดังนั้นการศึกษา keyword ด้วยข้อมูลทางสถิติใน Google หรือเทคนิคต่าง ๆ ก็เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้คุณนำไปทำ SEO ได้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

SERPs คืออะไร

SERPs หมายถึง search engine result pages เป็นผลลัพธ์ของการสืบค้นหรือหมายถึงหน้าต่างหลังจากหาข้อมูลของคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ หากเว็บไซต์ของคุณอยู่ในหน้าอันดับ SEPRs ต้น ๆ ก็เป็นแนวโน้มที่ดีที่แสดงว่าการทำ SEO ของคุณนั้นมาถูกทางแล้ว ทำให้การนำเสนอของคุณนั้นเพิ่มยอดขายและสร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์สินค้าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

URL Address คืออะไร

URL Address ของเว็บไซต์ในแต่ละหน้าเพจเป็นสิ่งที่จำเป็นในการแสดงถึงความมีอยู่ของข้อมูล คุณจำเป็นต้องใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมสำหรับการตั้งชื่อ URL โดยใช้ภาษาอังกฤษแทนตัวอักษรภาษาไทยที่อาจมีการสะกดพลาดได้ง่าย และไม่ใช้การเว้นวรรค แต่ใช้การขีดกลางแทน เพื่อไม่ให้มีปัญหาในการเชื่อมโยงระหว่างหน้าเพจ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นเว็บไซด์ที่เปิดมานานแล้ว ก็ควรทำการแก้ไข URL address ของหน้าเพจเก่า ๆ ที่มีปัญหาด้วย เพื่อทำให้การเชื่อมโยงลิงก์นั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะหากมีหน้าเว็บเพจที่เปิดไม่ได้ ก็จะมีผลทำให้อันดับ SEO ตกลงไปด้วยเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าคำศัพท์ที่เรายกมาทั้ง 4 คำนี้ เป็นสิ่งที่คุณควรรู้ตั้งแต่เบื้องต้นก่อนทำ SEO เพื่อที่จะทำให้ต่อยอดในการปฏิบัติได้ดียิ่งขึ้นต่อไป

SEO คืออะไร

เคล็ดลับ! เจาะกลุ่มเป้าหมาย Mobile Site ด้วย SEO

เจาะกลุ่มเป้าหมาย Mobile Site ด้วย SEO

Smart Phone เป็นอุปกรณ์สื่อสารที่สามารถอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตในหลายแง่มุมและยังเป็นอุปกรณ์ที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุด ทำให้การตลาดยุคใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการปรับตัวเพื่อเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นหลัก

การเข้าสู่เว็บไซต์ผ่านสมาร์ทโฟนมีความแตกต่างจากการเข้าสู่คอมพิวเตอร์หรือ Laptop เนื่องจากหน้าจอที่มีขนาดเล็กกว่าของสมาร์ทโฟน ทำให้การประมวลผลเว็บไซต์สู่สมาร์ทโฟนจึงต้องมีการปรับสัดส่วนใหม่ ทำให้การทำเว็บไซต์ที่ไม่รองรับการเปิดในสมาร์ทโฟนจะทำให้การแสดงผลเว็บไซต์ไม่สมบูรณ์ นอกจากการทำเว็บไซต์ให้รองรับการเปิดในสมาร์ทโฟนแล้ว การทำ SEO บน Mobile Site เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ใช้งานสมาร์ทโฟนเป็นหลัก

เคล็ดลับทำ SEO บน Mobile Site มีดังนี้

ทำเว็บไซต์ให้โหลดไวที่สุด เนื่องจากพฤติกรรมในการใช้งาน Mobile Site ส่วนใหญ่เป็นการเปิดใช้งานเพื่อฆ่าเวลา โดยคนส่วนใหญ่มักจะกดอ่านข้อมูลที่น่าสนใจผ่านลิงก์ที่แนบไว้บน Social Media ทำให้การโหลดหน้าเว็บไซต์ให้ไวจึงทำให้กลุ่มเป้าหมายที่คลิกเข้ามาอ่านข้อมูลจะได้รับข่าวสารที่เราต้องการสื่อสารได้ดีกว่า เพราะการใช้เวลานานในการโหลดเว็บไซต์อาจทำให้กลุ่มเป้าหมายหมดความสนใจ วิธีง่าย ๆ ที่ทำให้ Mobile Site โหลดไว คือ ไม่ควรนำสื่อจากภายนอกมาแนบลงในหน้าเว็บนั้น เนื่องจาก Smartphone จะต้องใช้เวลานานมากในการดึงข้อมูลจากภายนอกเข้าสู่เว็บไซต์และต้องประมวลผลให้เหมาะกับการแสดงบนสมาร์ทโฟน

ลดการทำโฆษณา Pop–Ups แม้ว่าหลายคนทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อสร้างรายได้จากโฆษณา แต่หากกลุ่มเป้าหมายโดยส่วนใหญ่ของเว็บไซต์ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน การนำลิงก์โฆษณาแบบ Pop-Ups ที่มากเกินไปอาจทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความเบื่อหน่ายได้ ดังนั้นการปรับวิธีการแสดงโฆษณาให้เหมาะกับการใช้งาน Mobile Site จึงเป็นสิ่งสำคัญ

เลือกใช้ Short Keyword ในการทำ Mobile Site เนื่องจากผู้ใช้งานที่ต้องการหาข้อมูลด่วนบน Smart phone อาจมีเวลาไม่มากพอที่จะอ่านข้อมูลทั้งหมดบนเว็บไซต์ได้ การเลือก Keyword ที่กระชับแต่มีจำนวนผู้ค้นหาเยอะมาประยุกต์ใช้กับ Mobile Site จะทำให้กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจได้มากกว่า

ทำสารบัญไปยังหัวข้อที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ หลายคนมีความสามารถในการทำข้อมูลได้มาก แต่ข้อมูลที่เยอะเกินไปอาจทำให้กลุ่มเป้าหมายหมดความสนใจเพราะไม่ใช่หัวข้อที่ต้องการ การทำสารบัญหัวข้อพร้อมแทรกลิงก์เอาไว้จะทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกหัวข้อที่สนใจได้ด้วยตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจทั้งหลายที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มมากขึ้น จึงควรปรับเว็บไซต์ให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภค และปรับเว็บไซต์ให้สามารถใช้งานบนมือถือได้ โดย Mobile Site เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในการทำการตลาดที่สามารถสร้างยอดขายของสินค้าและบริการให้เพิ่มมากขึ้นได้

เคล็ดลับทำ SEO บน Mobile Site

ปัจจัยหลัก ในการทำ SEO ที่ส่งผลต่อเว็บไซต์ของคุณ

ปัจจัยหลัก ในการทำ SEO ที่ส่งผลต่อเว็บไซต์ของคุณ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจให้เว็บไซต์ของตัวเองติดอันดับบน search engine ด้วยวิธีการที่เราเรียกว่า SEO นั้น คุณจะต้องรู้ว่าการทำ SEO นั้นไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของการวางแผนคีย์เวิร์ดและการสร้างเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการขึ้น อันดับ SEO โดยตรง ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ 3 ปัจจัยด้วยกัน ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

3 ปัจจัยในการทำ SEO

1. โครงสร้างของเว็บไซต์ (Website structure) การที่ bot ของ search engine จะสามารถเข้าไปเก็บข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณได้ยากหรือง่ายนั้น ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเว็บไซต์ เช่น การจัดเรียง menu, category, และการเรียงลำดับหน้าของเว็บไซต์ หากเว็บไซต์ของคุณมีความซับซ้อน มีการจัดวางที่ไม่มีความเป็นระเบียบ ก็จะทำให้ bot เข้าไปเก็บข้อมูลได้ยาก ในทางเดียวกันหากมีคนเข้าไปหาข้อมูลในเว็บไซต์ก็จะทำให้คนหาข้อมูลยากมากขึ้นและไม่อยากเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณอีก ซึ่งแน่นอนว่ามีผลต่อการไต่ขึ้นอันดับ SEO อย่างแน่นอน

2. องค์ประกอบต่าง ๆ ในเว็บเพจ (On-page factors) On-page คือการจัดการ SEO ที่อยู่ภายในเว็บไซต์ เช่น การสร้างเนื้อหา, การทำ internal link, การสร้าง meta description และอื่น ๆ ซึ่งหลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในการทำ SEO ของ creator ทั้งหลาย โดยหลายบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการทำ SEO แบบ On-page กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่ามีความสำคัญที่จะช่วยเพิ่มอันดับให้กับ SEO ได้ หากเว็บไซต์ของคุณมีการทำ On-page มาเป็นอย่างดี ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งและมีโอกาสติดอันดับมากขึ้นกว่าเว็บไซต์อื่น ๆ นอกจากนี้การมี On-page ที่ดีนั้นยังถือว่าเป็นการสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ให้กับเว็บไซต์ไปในตัวเมื่อมีคนเข้ามาเยี่ยมชมในเว็บไซต์อีกด้วย

3. ปัจจัยภายนอก (Off-page factors) เมื่อพูดถึง Off-page หลายคนอาจยังไม่เข้าใจและไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง เราสามารถอธิบายได้ง่าย ๆ ว่าเป็นการทำ SEO ที่อยู่นอกเว็บไซต์ หรือที่เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการทำ backlink เพื่อให้มี traffic กลับเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณ เช่น การโปรโมท link ใน social media เพื่อให้คนคลิกเข้าไปในเว็บไซต์, การ insert link ไว้บนเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหรือเนื้อหาที่คุณต้องการสื่อสาร โดยการทำ Off-page ค่อนข้างมีผลต่อ SEO มากเลยทีเดียวล่ะ เพราะยิ่งเว็บไซต์ของคุณมี traffic มากเท่าไหร่ bot ของ search engine ก็จะยิ่งดันอันดับเว็บไซต์ของคุณให้ขึ้นไปอยู่ในหน้าแรก ๆ ได้

เราเชื่อว่าหากคุณมีความเข้าใจเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำ SEO ทั้ง 3 อย่างนี้แล้ว จะทำให้คุณมองเห็นภาพรวมในการเริ่มต้นทำ SEO ได้ง่ายมากขึ้น และช่วยต่อยอดความรู้ในการทำ SEO ของคุณ ให้สามารถพัฒนาเว็บไซต์ของคุณจนขึ้นอันดับบนหน้าแรกของ search engine ได้

Off-page factors

เขียนบทความอย่างไร ให้ติดอันดับ SEO บน Google

เขียนบทความอย่างไร ให้ติดอันดับ SEO บน Google

หนึ่งในวิธีที่ทำให้หน้าเว็บของคุณติดอันดับใน Google ได้ง่ายที่สุดนั่นคือ การเขียนบทความ เพราะอย่าลืมว่าเวลาที่ Google จัดอันดับนั้นจะต้องใช้เนื้อหาในเว็บต่าง ๆ เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่าควรเลือกให้เว็บไหนอยู่อันดับเท่าไหร่ แต่การจะเขียนบทความเพื่อให้ติดอันดับ SEO ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงจำเป็นต้องรู้วิธีเขียนอย่างถูกต้องเพื่อให้เว็บของคุณประสบความสำเร็จ โดยขั้นตอนต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก

วิธีเขียนบทความให้ติดอันดับ

คีย์เวิร์ด คือ หัวใจของการทำ SEO ลำดับแรก นักเขียนที่จะทำให้บทความของตนเองติดอันดับ SEO ได้ต้องรู้จักการใช้คีย์เวิร์ดให้เป็นก่อน คีย์เวิร์ด ในที่นี้คือ คำค้นหายอดนิยมที่คนส่วนใหญ่เขานิยมใช้ในการค้นหาสิ่งต่าง ๆ กัน โดยอาจเลือกจากการจัดอันดับความถี่ของการค้นหาคำ ๆ นั้น หรือใช้ความเหมาะสมโดยเทียบตัวเราเป็นคนค้นหาว่าถ้าต้องการค้นเรื่องนี้ควรใช้คีย์เวิร์ดใด เป็นต้น เมื่อมีคีย์เวิร์ดแล้วจะทำให้การเขียนบทความง่ายขึ้น มีจุดประสงค์ชัดเจนว่าจะเขียนถึงเรื่องอะไร

Topic & Description อย่าลืมใส่คีย์เวิร์ดลงไปด้วย หัวข้อและส่วนอธิบายรายละเอียดเบื้องต้น จำเป็นต้องใส่คีย์เวิร์ดที่ใช้ในบทความนั้น ๆ ลงไปด้วย เพื่อให้การค้นหาจากผู้ที่สนใจเข้าถึงหน้าเว็บของคุณง่ายขึ้น และที่สำคัญอีกอย่างคือ ทั้งหัวข้อและรายละเอียดเบื้องต้นต้องไม่ยาวมากจนเกินไป ให้สั้นกระชับ แต่เข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อ

กระจายคีย์เวิร์ดในบทความอย่างเหมาะสม การทำบทความ SEO ไม่ใช่การเขียน ๆ ไปเพื่อให้คนค้นหาง่ายโดยใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปเยอะ ๆ เพราะจะทำให้ Google ตรวจเป็นสแปมและเว็บมีสิทธิ์ตกอันดับได้ทันที แนะนำว่าควรเลือกใส่อย่างเหมาะสมของเนื้อหานั้น ๆ แล้วกระจายออกไปทั่วทั้งบทความ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดอันดับได้ไม่ยาก แต่ก็ต้องเลือกด้วยว่าเป็นคีย์เวิร์ดที่ได้รับความนิยมจริง ๆ

เขียนบทความที่มีสาระและประโยชน์และไม่ก็อปปี้คนอื่นมาเด็ดขาด ข้อนี้สำคัญมาก การเพิ่มบทความลงไปในเว็บไซต์โดยการก็อปปี้เว็บอื่น ๆ แม้จะให้เครดิตก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าของบทความนั้นมาเห็นและสั่งรายงาน URL ของหน้าเว็บคุณมีสิทธิ์ตกอันดับทันที และกว่าจะแก้ไขขึ้นมาหรือทำเว็บใหม่ให้ติดเหมือนเดิมต้องใช้เวลาอีกนาน

ความยาวเนื้อหาเหมาะสม เนื้อหาบทความที่ดีควรมีอัตราเหมาะสม เช่น 300 คำ ขึ้นไป เพื่อให้รู้สึกว่ามีเนื้อหาสาระที่พอดี ไม่สั้นจนเกินไปขนาด Google ยังจับไม่ได้ นั่นจะทำให้คุณเสียโอกาสโดยใช่เหตุ

จากข้อมูลที่แนะนำไปข้างต้น จะช่วยทำให้การ เขียนบทความ SEO กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

วิธีเขียนบทความให้ติดอันดับ

อัปเดตกลยุทธ์ SEO ให้ติดอันดับ ปี 2020

ทำให้เว็บติดอันดับบน Search Engine

การทำเว็บไซต์ในปัจจุบันถือว่าง่ายมากเนื่องจากมีผู้ให้บริการเว็บไซต์ฟรีมากมายที่เพียงแต่เข้าไปกดแบบฟอร์มเว็บไซต์ที่ต้องการและใส่ข้อมูลลงไป ก็สามารถมีเว็บไซต์ของตัวเองได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาทีและเลือก Package โดเมนที่ต้องการก็เป็นอันเสร็จสิ้น

เว็บไซต์เป็นเครื่องมือสำคัญมากหากต้องการสร้างแบรนด์หรือสร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จัก หลายคนทำเว็บไซต์ขึ้นมาแต่ไม่เคยอัปเดต จึงทำให้มีอัตราในการเข้าชมเว็บไซต์ต่ำและดูไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังมีผู้ที่อัปเดตบทความ ลงข้อมูลต่าง ๆ ลงเว็บไซต์อยู่เสมอ แต่กลับมีอัตราการเข้าสู่เว็บไซต์ต่ำเช่นกัน ซึ่งสาเหตุหลักของกรณีหลังโดยส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่ได้ศึกษาหลักใน การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เครื่องมือหลักที่จะช่วยให้เว็บไซต์กลายเป็นที่รู้จักด้วยการติดอันดับหน้าหนึ่งในการค้นหา

วิธีการหลักที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกของ Search Engine ในอดีตเพียงอัปเดตบทความที่เกี่ยวข้องกับคำที่ถูกค้นหาบ่อยอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถทำให้เว็บไซต์ขึ้นมาติดอันดับได้ง่าย ๆ แต่ในปี ค.ศ. 2020 นี้ เทรนด์ในการทำ SEO มีการเปลี่ยนแนวทางไปเล็กน้อย เนื่องจาก Search Engine ได้มีการพัฒนาแนวทางการค้นหาที่ตอบสนองต่อผู้ใช้มากขึ้น โดยกลยุทธที่จะช่วยให้ติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine มี ดังนี้

ทำให้เว็บติดอันดับบน Search Engine

1. เลือกคำค้นหาที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น หรือ Long-tail Keyword โดยใช้คำดังกล่าวใส่ลงไปในหัวข้อบทความและเนื้อหาภายในบทความ, หัวข้อคลิป, หรือหัวข้อรูปภาพ โดยอัปโหลดเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ Long-tail Keyword เป็นประจำและมีจำนวนมากพอ รวมถึงมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์

2. การตั้งชื่อเนื้อหาควรตั้งเป็นคำถาม เพราะในปัจจุบันการถามคำถามบน Search Engine มีจำนวนมากขึ้น ทำให้เว็บไซต์ที่มีหัวข้อแบบคำถาม เช่น วิธีทำ, วิธีซ่อม, สูตรทำอาหาร ฯลฯ จะเข้ากับเทรนด์ของ Search Engine ที่มีการนำ Featured Snippets หรือกล่องสี่เหลี่ยมที่แสดงเนื้อหาด้านในเล็กน้อยเพื่อให้เกิดการคลิกเข้าชม

3. การเขียนหัวข้อบทความหรือเนื้อหาที่มีภาษาพูดมากขึ้น จะทำให้เข้ากับ Search Engine ที่กำลังพัฒนาการค้นหาด้วยเสียงมากขึ้น เนื่องจากการพัฒนาของ Search Engine ที่ต้องการตอบสนองต่อผู้ใช้งานมากที่สุด ทั้งนี้เนื้อหาด้านในจะต้องยังคงคุณภาพเอาไว้เสมอ

การพัฒนาของ AI ใน Search Engine จะมีความฉลาดมากขึ้น ซึ่งการใช้กลยุทธ์การทำ SEO ผสมกับเนื้อหาที่คุณภาพ จะทำให้เว็บไซต์ก้าวขึ้นสู่อันดับต้น ๆ ของหน้าแรกใน Search Engine ได้

แม้ว่ากลยุทธ์ในการทำ SEO ในปี 2020 นี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา แต่หากนำกลยุทธ์ SEO ทั้ง 3 ข้อข้างต้นไปใช้ ก็จะสามารถเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้

อัปเดตกลยุทธ์ SEO ให้ติดอันดับ ปี 2020

การทำ SEO ให้เว็บไซต์ ได้อะไรดีกว่าที่คิด

ประโยชน์ที่จะได้รับหลังการทำ SEO

การทำเว็บไซต์ SEO เป็นหลักการที่คนทำธุรกิจออนไลน์ให้ความสนใจมากขึ้น เพราะเป็นวิธีที่เพิ่มโอกาสในการแข่งขันกับแบรนด์สินค้าคู่แข่งอื่น ๆ ได้ การทำ SEO ของแต่ละเว็บไซต์ จึงเป็นตัวช่วยให้เจ้าของกิจการออนไลน์ขนาดเล็กหรือนักธุรกิจที่เพิ่งเข้ามาในวงการออนไลน์ใหม่ ๆ มียอดขายสินค้ามากขึ้น เพิ่มอำนาจการแข่งขันใกล้เคียงกับเจ้าเดิมที่ติดตลาดมานานได้

SEO หรือ search engine optimization เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ทั้งด้านโครงสร้างที่สะดวกต่อการใช้งานของลูกค้า การผลิตเนื้อหา ภาพและสื่อมัลติมีเดียที่ให้สาระชัดเจน การสร้างลิงก์เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ภายนอก ฯลฯ ซึ่งระบบอัลกอริทึ่มของ Google จะมาเก็บข้อมูลที่ผู้ทำเว็บไซต์มีการปรับปรุงเป็นระยะ ๆ เพื่อประมวลเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้คำค้นหา หรือ keyword เดียวกัน

ประโยชน์ที่จะได้รับหลังการทำ SEO มีอยู่หลายด้าน ดังนี้

1. ช่วยสร้างแบรนด์

มีสถิติว่าเว็บไซต์ที่ถูกนำเสนอใน 5 อันดับต้นของ Google หน้าแรก มักจะเป็นที่คุ้นตาของลูกค้า มีการถูกคลิกเข้ามาชมข้อมูลและนำมาสู่การสั่งซื้อสินค้าได้เป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับอันดับรอง ๆ ลงไป และยิ่งมียอดการคลิกเข้ามาชมมาก หรือ ค่า total clicks สูง ก็เป็นการเพิ่มค่า traffic ที่ดีแก่เว็บไซต์ ทำให้ อันดับ SEO ยิ่งดีขึ้นไปเรื่อย ๆ

2. ลดค่าใช้จ่ายด้านโฆษณา

การทำ SEO ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ Google อย่างการโฆษณาด้วย SEM หรือ search engine marketing หากเจ้าของเว็บไซต์เรียนรู้การทำ SEOและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ด้วยตัวเอง เป็นการประหยัดค่าเช่าพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ช่วยลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นได้

3. ขยายตลาดต่างประเทศ

ในอดีตการสร้างแบรนด์ให้รู้จักในต่างประเทศเป็นสิ่งที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และใช้เวลานานกว่าจะเข้าถึงตัวลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เช่น ต้องจัดอีเว้นท์ที่น่าสนใจในต่างประเทศ แต่ปัจจุบันการทำเว็บไซต์เป็นหลาย ๆ ภาษา และพัฒนาตามระบบ SEO จะทำให้ชาวต่างชาติมีโอกาสค้นพบแบรนด์ของคุณได้ง่ายขึ้นมากผ่านอินเทอร์เน็ตที่มีเครือข่ายทั่วโลก

4. เพิ่มยอดขายได้ 24 ชั่วโมง

หากคุณเปิดร้านแบบ offline มักขายของได้ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้มีรายได้จำกัด แต่การทำเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพอยู่ในหน้าแรก ๆ ของการสืบค้นทาง Google จะมียอดขายสินค้าสูงตลอด 24 ชั่วโมง โดยเป็นออเดอร์ที่ไม่จำกัดจากทั่วโลกเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้ประโยชน์แก่ธุรกิจของคุณได้หลายด้านพร้อม ๆ กัน และยังทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำคู่กับมีรายได้สูงต่อเนื่องด้วย เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านให้ความสำคัญกับการทำ SEO ให้เว็บไซต์มากขึ้น เพื่อให้ร้านค้าออนไลน์ประสบผลสำเร็จมากขึ้นต่อไป

การทำSEO ให้เว็บไซต์ ได้อะไรดีกว่าที่คิด

Yoast SEO ช่วยให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้อย่างไร

Yoast SEO ช่วยให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้อย่างไร

Yoast SEO เป็น plugin ที่ใช้กับโปรแกรม WordPress ที่หลายคนรู้จักกันดีสำหรับผู้ทำร้านค้าออนไลน์ แต่สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาในวงการขายของออนไลน์มือใหม่อาจจะยังไม่คุ้นเคย เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ Yoast SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นหาได้ง่ายยิ่งขึ้นจาก Google ดังนี้

Yoast SEO เป็น plugin ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อใช้งานกับโปรแกรม WordPress ช่วยในการปรับส่วน on-Page SEO อันได้แก่ โครงสร้างของเว็บไซต์ การผลิตบทความ การเลือก keywords ที่มีคุณภาพ รวมถึงการเชื่อมโยง Internal Link ได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย และสามารถที่จะเห็นผลการวิเคราะห์ได้ในทันที โดยปรากฏเป็นแถบสีเขียว ส้ม แดง พร้อมกับเหตุผลภาษาอังกฤษประกอบด้วย จึงเห็นจุดอ่อนของการทำ SEO ในแต่ละส่วน ให้ผู้ออกแบบเว็บไซต์สามารถแก้ไขก่อนที่จะนำไปอัปโหลดขึ้นบนเว็บไซต์ เพื่อให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูลต่อไป

ข้อดีของการเลือกใช้ Yoast SEO

ข้อดีสำคัญที่คนนิยมใช้ Yoast SEO เนื่องจากสามารถช่วยในการเลือก keyword SEO ที่มีคุณภาพ ในอดีต keyword SEO มักจะใช้คำที่สั้นและมีความหมายกว้างเพื่อหวังให้เข้าถึงผู้คนทั่วไป เช่น คำว่า ร้านขายดอกไม้ รองเท้ากีฬา เสื้อผ้าผู้หญิง เป็นต้น แต่ในปัจจุบัน การใช้คีย์เวิร์ดเหล่านี้ไม่ได้ผลแล้ว ต้องเป็นคำสำคัญที่มีความยาวและเฉพาะเจาะจงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ที่เรียกว่า niche long-tailed keywords มากขึ้น เช่น คำว่า ร้านขายดอกไม้รับปริญญาออนไลน์ราคาถูกเชียงใหม่ หรือ เสื้อแฟชั่นผู้หญิงสไตล์เกาหลีใส่ฤดูหนาว หรือ รองเท้ากีฬา Nike ผู้หญิงสีชมพู เป็นต้น

นอกจากเรื่องการปรับแต่งคีย์เวิร์ดแล้ว ยังรวมไปถึงส่วนอื่น ๆ เช่นการตั้งชื่อบทความ (Title) การคิดบทบรรยายย่อ (Meta Description) ซึ่งโดยหลักการแล้วจะใส่ได้ความยาวไม่เกิน 160 คำ และเปรียบเป็นดั่งปกของหนังสือ ที่ผู้ใช้งาน Google จะเห็น เมื่อมีการคีย์ลงในช่อง search keyword แล้วจะปรากฏเว็บไซต์ต่าง ๆ ขึ้นมาในผลการค้นหา

การทำ Meta Description ที่มีคุณภาพสูง จะทำให้ทุกคนเห็นได้ว่าหากคลิกเข้ามาในเว็บไซต์แล้ว จะได้รับข้อมูลในประเด็นใดบ้าง Yoast SEO จะช่วยในการวิเคราะห์ตรงส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี ว่าคุณควรปรับแก้อย่างไรจึงจะทำให้ตรงใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ส่วนของ Internal Link ก็มีความสำคัญเช่นกัน เมื่อผู้อ่านเห็นช่วงใดของบทความที่น่าสนใจและอยากหารายละเอียดเพิ่มเติม ก็สามารถนำลูกศรคลิกที่ลิงก์ของคำเหล่านั้นได้เลย ซึ่งในการทำ Internal อย่างนี้เพียงกดรูปลูกโซ่ที่ฟังก์ชั่นนี้ใน Yoast SEO เพื่อเชื่อมต่อไปยังเพจที่คุณเตรียมบทความไว้ ก็จะสามารถสร้างการเชื่อมโยงได้ง่าย ๆ และลดโอกาสที่จะเกิด error ได้ด้วย

การศึกษาเรื่อง Yoast SEO มีความสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพ สามารถช่วยในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำและเข้าถึงลูกค้าในวงกว้าง หากทำถูกต้องและได้รับการจัดอันดับที่ดีในผลการค้นหาของ Google ก็จะทำให้ยอดขายสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ข้อดีของการเลือกใช้ Yoast SEO

WordPress และ Plugin Yoast SEO เพิ่มความสำเร็จเว็บไซต์ออนไลน์ได้อย่างไร

Wordpress และ Plugin Yoast SEO เพิ่มความสำเร็จเว็บไซต์ออนไลน์ได้อย่างไร

การขายสินค้าออนไลน์ในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องแข่งขันให้มีอันดับ SEO ที่สูงขึ้น เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์และทำให้มียอดขายที่ดีตามไปด้วย

การทำ SEO ด้วย wordpress และ Plugin Yoast SEO เป็นตัวช่วยพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้คุณวิเคราะห์คุณภาพด้านต่าง ๆ ของเว็บไซต์ตัวเอง ซึ่งจะแสดงผลออกมามีรายละเอียดชี้แนะจุดอ่อน เพื่อให้ปรับปรุงทันที จะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอันดับ SEO ที่ดีขึ้นจากการประเมินของระบบ algorithm ของ Google ได้อย่างรวดเร็ว

โปรแกรม wordpress และ Plugin Yoast SEO ช่วยให้เว็บไซต์ออนไลน์ประสบความสำเร็จมากขึ้น จากองค์ประกอบพื้นฐานต่อไปนี้

1. ช่วยเลือก keyword ที่เหมาะสม

จุดแรกที่ต้องวิเคราะห์คือ ประสิทธิภาพของ keyword SEO ที่คุณสามารถกรอกคำสำคัญที่ใช้ในบทความ ในช่อง Focus keyword เพื่อให้ระบบทำการวิเคราะห์ ซึ่งหากคำสั้นเกินไประบบจะขึ้นเป็นแถบสีเขียวที่ยังมีช่องว่างให้เติมต่อ คุณควรเติมคำสำคัญให้มีความจำเพาะต่อกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเริ่มเป็นสีส้ม

2. ส่วนหัวข้อหรือ Title

หัวข้อที่ดึงดูดใจ คือ สิ่งที่กระตุ้นให้ผู้อ่านอยากคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ออนไลน์ การตั้งหัวข้อที่ดีโดยอาศัยโปรแกรมตัวช่วยทั้งสอง จะประเมินให้คุณเห็นว่าหัวข้อที่ตั้งชื่อไว้ดีแล้วหรือควรปรับแก้ ซึ่งโดยทั่วไปควรยาวไม่เกิน 70 ตัวอักษร และมี keyword SEO อยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม หากเขียนหัวข้อที่ดึงดูดใจ แต่เมื่อผู้อ่านคลิกเข้ามาแล้ว กลับไม่พบเนื้อหาที่สอดคล้องกับหัวข้อ จะส่งผลเสียทำให้เว็บไซต์มีคะแนนการวิเคราะห์ SEO ที่ต่ำลงได้

3. ส่วนบทย่อ หรือ Meta Description

เป็นสิ่งที่จะอธิบายสั้นๆ ให้คนที่เห็นชื่อหัวข้อใน Google search เข้าใจได้ว่าถ้าคลิกเข้ามาในเพจคุณแล้ว จะพบเนื้อหาประเด็นอะไรบ้าง wordpress และ Plugin Yoast SEO จะช่วยในการปรับแต่งให้เหมาะสมและประเมินผลใหม่ตลอดเมื่อมีการแก้ไข โดยจะเห็นแถบสีเขียวที่ยาวขึ้นเรื่อยๆ จนถึงความยาวสูงสุดที่ไม่ควรเกิน 300 คำ

4. การทำลิงก์ลิงก์แบ่งได้เป็น 2 แบบ

ลิงก์แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

– Internal Link คือ เชื่อมโยงระหว่างหน้าเพจต่าง ๆ ในเว็บไซต์ของตนเอง เช่น บทความที่ 2 ขยายความบางคำหรือบางเทคนิคในบทความที่ 1

– External Link เป็นการเชื่อมโยงระหว่างเว็บไซต์ เพื่อแสดงถึงแหล่งอ้างอิง สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่เว็บไซต์มากขึ้น

การทำลิงก์เชื่อมโยง ควรตั้งชื่อใน Anchor text ที่กระชับและทำสีข้อความที่สามารถคลิกเชื่อมโยงให้แตกต่างจากส่วนอื่นของบทความ เพื่อให้ผู้อ่านสะดุดตาและอยากคลิกลิงก์ไปดูข้อมูลเพิ่มเติม อันจะทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า wordpress และ Plugin Yoast SEO สามารถช่วยในการปรับแต่งเว็บไซต์ออนไลน์ ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของ search engine ช่วยทำให้บรรลุจุดหมายของการทำธุรกิจ คือ เพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมาย ยกระดับความน่าเชื่อถือ ทำให้มียอดขายมากขึ้นและขยายฐานลูกค้าได้ในระยะยาว

Yoast SEO ช่วยส่งเสริมอันดับ SEO ของเว็บไซต์ได้อย่างไร

Yoast SEO ช่วยส่งเสริมอันดับ SEO ของเว็บไซต์ได้อย่างไร

การทำให้เว็บไซต์ออนไลน์ได้รับความนิยมจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในยุค 2019 จำเป็นต้องใช้เทคนิค SEO (search engine optimization) ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามที่ Google กำหนด ทั้งนี้ปลั๊กอิน Yoast SEO เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้อันดับของเว็บไซต์สูงขึ้นได้ ด้วยวิธีการต่อไปนี้

1. ช่วยในการปรับแต่งหัวข้อ (Title) และส่วนสรุปบทความโดยย่อ (Meta Description)

เมื่อลูกค้ามีการสืบค้นด้วย keyword หนึ่งๆ ผลที่ปรากฏออกมาคือสองส่วนนี้ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้คลิก เพิ่มค่า traffic ของลูกค้า และอัตราการคลิกเข้ามาชม หรือ CTR (click through rate) ให้แก่เว็บไซต์ได้ จึงทำให้อันดับ SEO ดีขึ้น โดยการใส่ข้อมูลในช่อง editor ของ ปลั๊กอิน Yoast SEO ระบบก็จะทำการวิเคราะห์เพื่อเสนอแนะการปรับแต่ง โดยจะขึ้นเป็นแถบสีเขียวหากตั้งค่าส่วนต่าง ๆ ได้เหมาะสมตามเกณฑ์ และแสดงส่วนที่ต้องปรับปรุงให้ทราบแบบเรียลไทม์

2. ช่วยในการเลือก keyword ที่เหมาะสม

การเลือก keyword ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะใช้ในการผลิตบทความ SEO และการใส่ในหัวข้อและส่วนสรุปย่อ ซึ่งการหาคีย์เวิร์ดที่มีคุณภาพตรงกับการสืบค้นของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายนั้น ในเบื้องต้นสามารถหาได้จาก Google search console แล้วนำมาปรับแต่งด้วยปลั๊กอิน Yoast SEO ได้ โดยการใส่ keyword ครั้งละ 1 คำ ลงในช่อง Focus keyword เพื่อให้ระบบ plugin ทำการประมวลและแสดงเหตุผลในช่องแนะนำว่าควรปรับเพิ่มความยาวของ keyword อย่างไร ควรใส่ซ้ำในบทความได้กี่ครั้ง คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเนื้อหา (ตามหลักเกณฑ์แล้วไม่ควรเกิน 2.5 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละบทความ) หากแก้ไขปรับ keyword SEO ตามที่ระบบแนะนำก็มีแนวโน้มสูงที่จะทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ดีขึ้นได้

3. ช่วยปรับแต่งโครงสร้างของบทความ

การใส่ความหนาที่ตัวอักษรส่วนหัวข้อ ทำตัวเอียง ไฮไลท์ หรือมีเลขหัวข้อย่อยหรือ ทำเป็น Bullet แทรกด้วยลิงก์วิดีโอหรือไฟล์เสียง จะทำให้ระบบวิเคราะห์ว่าบทความมีคุณภาพสูงขึ้น เมื่อนำมาวิเคราะห์ด้วย ปลั๊กอิน Yoast SEO หากปรากฏไฟเขียว ก็แสดงว่าคุณภาพบทความที่ทำบทนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีศักยภาพในการสื่อสารข้อมูลไปถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และสามารถแข่งขันกับแบรนด์อื่นได้อย่างดี

4. ช่วยในการแบ่งปันข้อมูลไปยังสื่อโซเชียล

คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญของธุรกิจเว็บไซต์ออนไลน์ มักใช้สื่อโซเชียลเช่น Facebook, Twitter ในการสืบค้นข้อมูลและสร้างกระแสแฟชั่นบอกต่อ การใช้ปุ่ม Social Share ในปลั๊กอิน Yoast SEO เพื่อการส่งรูปภาพและเนื้อหา จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงข้อมูลเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้แน่นอน

จะเห็นได้ว่า ปลั๊กอิน Yoast SEO ช่วยส่งเสริมให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ทางธุรกิจดีขึ้นได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดจึงแนะนำการทำ SEO ควบคู่กับการใช้ปลั๊กอิน Yoast SEO อย่างเหมาะสม จะทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและการสร้างแบรนด์ที่ดียิ่งขึ้นได้

ปลั๊กอิน Yoast SEO เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้อันดับ