Buyer Journey Keyword

อัปเดตเทรนด์ เหตุใดคีย์เวิร์ดยังมีความสำคัญ..

หลักการทำ SEO ปรับเปลี่ยนไปตามยุคใหม่ แต่เหตุผลที่คีย์เวิร์ดยังคงมีความสำคัญต่อเนื้อหาบทความเนื่องจากคำหลักตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค คีย์เวิร์ดที่ดีช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาสิ่งที่ต้องการเจอและช่วยให้ร้านค้าเพิ่มยอดขายให้พุ่งขึ้น หากต้องการติดอันดับในเสิร์ชเอนจินต่อไปควรทำการอัปเดตคีย์เวิร์ดใหม่ ๆ นำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเสิร์ชหาบนโลกอินเทอร์เน็ตอยู่เสมอ

การอัปเดตคีย์เวิร์ดด้วยการทำ Keyword Research เพื่อเดาว่าลูกค้าเป้าหมายใช้คีย์เวิร์ดอะไรในการค้นหาสินค้าหรือบริการเพื่อให้ได้คีย์เวิร์ดที่หลากหลายขึ้น นำมาสร้างเนื้อหาบทความที่มีคุณภาพและน่าอ่านเพื่อลงในเว็บไซต์ หลังจากนั้นเช็คปริมาณการเสิร์จว่ามีคนเข้ามาในเว็บไซต์มากน้อยเท่าไร แม้จะยังฟันธงไม่ได้ว่าการอัปเดตคีย์เวิร์ดช่วยให้ทำเงินได้มากน้อยอย่างไร แต่การที่ลูกค้าเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์มากขึ้นเท่ากับทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และมีโอกาสปิดการขายเพิ่มขึ้นด้วย

นอกเหนือจากการเดาใจลูกค้าว่าต้องการอะไรแล้ว ผู้ทำเว็บไซต์ยังต้องใช้คีย์เวิร์ดอื่น ๆ เพื่อผลักดันการเสิร์จหามากขึ้น

Commercial Intent Keyword เป็นคำค้นที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการหาข้อมูลรายละเอียดของสินค้าโดยเฉพาะ เช่น ชื่อสินค้า รุ่น ยี่ห้อ และรีวิวสินค้า นอกจากนี้ยังมีคีย์เวิร์ดที่กระตุ้นให้ลูกค้าเป้าหมายตั้งใจค้นหาเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการในทันที เช่น ซื้อ จอง ขาย เช่า หรือพร้อมส่ง

Question Keyword เป็นคีย์เวิร์ดเชิงคำถามที่เน้นค้นหาคำถามพื้นฐานที่ลูกค้าเป้าหมายสนใจอยากรู้ข้อมูลเชิงลึงแบบจริงจังเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจริง ๆ เช่น คืออะไร ทำอย่างไร ใช้ดีไหม เหมาะกับการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดแบบยาวเป็นกรุ๊ปหลายคำ

Niche long-tail Keyword การหาคีย์เวิร์ดเฉพาะเจาะจง เช่น รองเท้ากีฬาผู้หญิง หรือผักออแกนิกปลอดสารพิษ ทำให้ทราบว่าลูกค้าเป้าหมายต้องการข้อมูลลักษณะไหน ต้องใช้คีย์เวิร์ดอะไรและนำเสนอเนื้อหาแบบไหนเพื่อให้ขายสินค้าหรือบริการได้

Buyer Journey Keyword เป็นคีย์เวิร์ดที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลูกค้า เช่น อยากรู้ กำลังสนใจ เลือกซื้อ หรือมีข้อสงสัย การหาคีย์เวิร์ดที่ดีทำให้รู้ความต้องการแน่ชัดของลูกค้าและเพิ่มปริมาณคนค้นหามาก มีความได้เปรียบคู่แข่งส่งผลให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีขึ้น

หากไม่มีการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดแล้ว เว็บไซต์ส่วนใหญ่มักจะใช้คำค้นหาสินค้ากว้างๆ เช่น เสื้อกีฬา รองเท้าผู้หญิง ซึ่งเป็นเป็นคำไม่เฉพาะเจาะจงที่เว็บไซต์ไหน ๆ ก็ใช้กัน แม้จะมีปริมาณค้นหาสูงแต่คู่แข่งจำนวนมากจึงทำการตลาดยาและไม่ใช่คีย์เวิร์ดที่ทำเงินได้ แต่ถ้าใช้คีย์เวิร์ดตามคำแนะนำข้างต้นที่มีข้อมูลที่ระบุถึงสินค้าเฉพาะเจาะจง ทำให้มีโอกาสเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการซื้อจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น การรีวิวที่พักริมทะเล ใช้คำว่ารีสอร์ตเกาะพีพี ดำน้ำ ดูปะการัง เพิ่มคำว่า ราคาถูก เป็นค้นคำที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เท่ากับว่าคีย์เวิร์ดคือสะพานเชื่อมต่อกับความต้องการของลูกค้าทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นได้นั่นเอง

เพิ่มยอดขายปังด้วยสูตรพลังหาลูกค้าในตลาด SEO

เพิ่มยอดขายปังด้วยสูตรพลังหาลูกค้าในตลาด SEO

ในยุคสังคมการสื่อสารดิจิทัลที่ไม่ว่าธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ก็ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์ เนื่องจากเป็นช่องทางที่ใช้ในการเผยแพร่ข้อมูล ใช้ในการทำกลยุทธ์และทำการตลาดได้โดยใช้ต้นทุนที่ต่ำ และหากมีการวางกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้ได้ผลลัพธ์จากการทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์อย่างคุ้มค่า

หนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้รับความนิยมและถูกหยิบนำมาใช้ในการทำการตลาดออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพในปัจจุบันคือการทำ Content Marketing ที่มีข้อดีในด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น

  1. ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์
  2. สร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรและธุรกิจ
  3. สร้างการรับรู้ในสินค้าและแบรนด์
  4. ช่วยเพิ่มลูกค้าใหม่และช่วยเพิ่มยอดขาย
  5. ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
  6. เพิ่มการมองเห็นของเว็บไซต์หรือแฟนเพจ

หากพูดถึง ก็จะมีอีกคำหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นรูปแบบของการเพิ่มยอดคนเข้าไปในเว็บไซต์หรือช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ขององค์กรหรือธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีข้อดีสำคัญที่ทุกองค์กรและธุรกิจมีการตั้งเป้าหมายในการทำ SEO ไว้ ก็คือการที่เว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของตนเองขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดใด ๆ ในเว็บไซต์ Google

หลักการทั่วไปในการทำ SEO เช่น

  1. มีการใช้ Domain name ของเว็บไซต์ตนเอง
  2. ออกแบบเว็บไซต์ให้ User friendly มีการใช้งานง่าย
  3. มีการอัปเดตข้อมูลและเนื้อหาอยู่เสมอ
  4. มีเว็บไซต์หรือช่องทางภายนอกแปะลิงก์เว็บเราเป็น Reference link
  5. มีการวางแผนในการทำคีย์เวิร์ดในบทความที่ดี

พูดถึงข้อดีของการทำ SEO มามากมายแล้ว สำหรับข้อเสียของการทำ SEO ก็มีเช่นกัน โดยข้อเสียของการทำ SEO คือ เป็นรูปแบบที่ต้องใช้ความพยายาม ใช้เวลาทำนาน และทำได้ยาก บางเว็บใช้เวลาหลายเดือนหรืออาจจะเป็นปีเลยกว่าจะเห็นผล แต่ก็แลกมาด้วยผลลัพธ์ที่มีความยั่งยืน

สำหรับแฝดคนละฝาอีกเทคนิคหนึ่งที่มาคู่กับ SEO ก็คือ SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นการทำการตลาดออนไลน์ โดยใช้วิธีการซื้อโฆษณาเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับแรก ๆ หากค้นหาในเว็บไซต์ Google ด้วยคีย์เวิร์ดใด ๆ โดยจะเสียเงินทุกครั้งเมื่อมีคนคลิกเข้ามาจากคีย์เวิร์ดที่เรากำหนดในการลงโฆษณาไว้ ความแตกต่างระหว่าง SEO กับ SEM ที่เห็นได้ชัดเลย คือ

SEO : สร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรและเว็บไซต์ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการทำ แต่ใช้เวลานานและใช้ขั้นตอนในการทำที่มากกว่า

SEM : ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เห็นผลได้เร็ว แต่เสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาที่ค่อนข้างสูงและไม่ยั่งยืน

ไม่ควรมองข้าม Negative Keyword ในการลงโฆษณา

ระหว่างการทำ SEO นั้น ก็สามารถโปรโมทให้คนเข้าเว็บไซต์ได้มากขึ้น ด้วย เพียงมีงบประมาณส่วนหนึ่งก็สามารถลงโฆษณากับ Google Ads หรือโปรแกรมโฆษณาอื่นที่เป็นลักษณะเดียวกันได้ ซึ่งจะมีการให้ตั้งค่าเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดที่ต้องการ และยังสามารถกำหนดคีย์เวิร์ดเชิงลบ (Negative Keyword) ได้ด้วย ซึ่งคีย์เวิร์ดเชิงลบคือ คำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ ซึ่งการใส่คีย์เวิร์ดเชิงลบลงไปในโฆษณาจะช่วยให้การแสดงผลตรงตามความต้องการของเป้าหมายในการทำโฆษณามากขึ้น โดยวิธีการเลือกคีย์เวิร์ดเชิงลบควรเลือกจากข้อความที่มีความคล้ายคลึงแต่ไม่ใช่คำที่ต้องการ เช่น ต้องการยิงโฆษณาถุงเท้าเด็ก ก็ควรตั้งค่าคำค้นหาเชิงลบด้วยคำว่า ถุงเท้าทำงาน ไปด้วย เป็นต้น

เหตุผลที่ไม่ควรมองข้าม negative keyword

  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโฆษณา (Ads) การใส่คีย์เวิร์ดเชิงลบ หรือคีย์เวิร์ดที่ไม่เกี่ยวข้องลงในแคมเปญ จะช่วยให้การยิงโฆษณามีความแม่นยำมากขึ้น
  • ลดค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณา เนื่องจากการจำกัดขอบเขตของกลุ่มเป้าหมายแคบลงและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการแสดงผลโฆษณาได้มากขึ้น
  • ช่วยปิดกั้นการค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้อง เมื่อมีการจำกัดกลุ่มเป้าหมายที่มีความเฉพาะเจาะจงด้วยการตั้งค่าคีย์เวิร์ดเชิงลบ จะทำให้โฆษณาไม่แสดงไปยังการค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน

ตัวอย่างคีย์เวิร์ดเชิงลบ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือคำว่า ฟรี เพราะในอินเทอร์เน็ตมีการค้นหาที่ประกอบด้วยคำว่าฟรี จำนวนมาก สมมติว่าคุณให้บริการชมภาพยนตร์เก็บค่าบริการ และไม่มีบริการฟรี เวลาตั้งค่าในแคมเปญ ก็ใส่คำว่า ฟรี ในหมวดคีย์เวิร์ดเชิงลบ เมื่อมีคนค้นหาคำว่า ดูหนังออนไลน์ฟรี โฆษณาของคุณจะไม่ถูกนำขึ้นแสดง เพราะคุณตั้งค่าให้ยกเว้นคำว่า ฟรี เอาไว้นั่นเอง ทำนองเดียวกัน หากคุณขายสินค้าที่เจาะจง เพศ วัย ก็สามารถตั้งคีย์เวิร์ดเชิงลบได้ ซึ่งก็เป็นคำที่คุณไม่ต้องการ เช่น ถ้าขายเสื้อผ้าเจาะกลุ่มผู้หญิง แต่คุณต้องการกำหนดคีย์เวิร์ดว่า เสื้อยืดสีขาว คุณก็ควรตั้งคำว่า ผู้ชาย หรือ ชาย อยู่ในคีย์เวิร์ดเชิงลบ เมื่อมีคนค้นหาว่า เสื้อยืดสีขาว ผู้ชาย โฆษณาของคุณก็จะไม่แสดง ส่งผลดีคือโฆษณาของคุณจะถูกแสดงได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

วิธีเพิ่มคีย์เวิร์ดเชิงลบ

เมื่อทราบถึงประโยคและตัวอย่างการใส่คีย์เวิร์ดเชิงลบลงในแคมเปญโฆษณาแล้ว หลายคนอยากรู้วิธีการเพิ่มคีย์เวิร์ดประเภทนี้ลงในแคมเปญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระค่าใช้จ่ายในการยิงโฆษณา โดยขั้นตอนในการเพิ่มคีย์เวิร์ดเชิงลบ มีดังนี้

  • เข้าสู่บัญชี Google Ads โดยใส่คีย์เวิร์ด Google Ads ลงในช่องค้นหาบน Google search และทำการลงชื่อเข้าสู่ระบบ
  • คลิกที่เมนู Keyword โดยตำแหน่งของเมนูนี้อยู่ที่บริเวณด้านบนซ้ายมือ จากนั้นเลือกตั้งค่าเพื่อเพิ่มคีย์เวิร์ดเชิงลบลงไป และหากต้องการเปลี่ยนแปลงคีย์เวิร์ดเชิงลบในภายหลัง ก็สามารถทำได้ผ่านเมนูนี้เช่นกัน
  • เลือก Ads ที่ต้องการใช้คีย์เวิร์ดเชิงลบ จากนั้นใส่ข้อมูลให้เรียบร้อย เช่น การเพิ่มคีย์เวิร์ดเชิงลบ หรือแก้ไขคำ เป็นต้น แล้วบันทึกการเปลี่ยนแปลง

เพื่อให้การยิงโฆษณามีประสิทธิภาพและลดภาระค่าใช้จ่าย แสดงผลตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ ควรหมั่นอัปเดตข้อมูลคีย์เวิร์ดเชิงลบ และตรวจสอบค่าสถิติต่าง ๆ อยู่เสมอ

วิธีค้นหาคีย์เวิร์ดที่เหมาะกับการทำ SEO

วิธีค้นหาคีย์เวิร์ดที่เหมาะกับการทำ SEO

การค้นหาคีย์เวิร์ดที่ดีเป็นกุญแจสำคัญของการทำ SEO เพราะคำค้นหาเป็นเครื่องมือดึงผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์โดยไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณา ธุรกิจที่มีเว็บไซต์ของตนเองจึงสนใจเทคนิคการค้นหาคีย์เวิร์ดที่นำมาใช้กับการทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เว็บไซต์มีโอกาสที่จะไปอยู่ในหน้าแรกๆ ของผลการค้นหาบน Google

แม้ว่าเทรนด์การทำ SEO จะปรับเปลี่ยนไปอย่างไร การวิจัยคีย์เวิร์ดที่ดียังคงมาเป็นอันดับแรกและสำคัญที่สุดเสมอ ก่อนที่จะเริ่มเขียนเนื้อหาบทความสำหรับลงบนเว็บไซต์ จำเป็นต้องระบุคำคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดที่ดีและมีปริมาณเหมาะสมด้วย วิธีการค้นหาคีย์เวิร์ดจะเลือกด้วยตัวเองหรือใช้เครื่องมือค้นหาคีย์เวิร์ดหลักก็ได้ มีคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดง่ายขึ้นมาฝากกัน

รู้จุดแข็งของตัวเอง

หากต้องการทราบว่าคีย์เวิร์ดไหนดีที่สุดและเหมาะที่จะเพิ่มประสิทธิภาพหน้าเว็บไซต์ของคุณ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเรียนรู้จุดแข็งของตนเอง ลองดูคีย์เวิร์ดจากเว็บไซต์คู่แข่งและมองแนวคิดนอกกรอบเพื่อที่จะค้นพบมุมมองใหม่ๆ ค้นหาเอกลักษณ์เฉพาะที่ทำให้แบรนด์สินค้าหรือบริการแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นเพื่อนำมาใส่ในเนื้อหาบทความ

การมองจากแง่มุมของคนอื่นช่วยให้ง่ายต่อการสร้างกลยุทธ์การตลาดและการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะมุมมองจากลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ลองแชทพูดคุยกับลูกค้าปัจจุบัน สอบถามทำไมถึงตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ของคุณ หรือสนใจบริการใดเป็นพิเศษเพื่อทําความรู้จักกับลูกค้าให้ดีขึ้น เก็บเล็กผสมน้อยความเห็นเหล่านี้นำมาใช้กำหนดคีย์เวิร์ดในการอธิบายเกี่ยวกับแบรนด์บริษัท สินค้า หรือบริการได้เป็นอย่างดี

สร้างคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรอง

เมื่อกำหนดคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องแล้ว นำคำเหล่านั้นมาประกอบกับเป็นคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรอง แบ่งคำหลักออกเป็นหัวข้อย่อยต่างๆ ผสมกันให้เป็นคีย์เวิร์ดแบบยาว (Long tail keywords) ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง มุ่งเป้าไปที่ผู้อ่านที่มีโอกาสเป็นลูกค้าของแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ซึ่งจะพิมพ์คำค้นหาสิ่งที่ต้องการใน Google ยกตัวอย่าง คำว่า วิเคราะห์บอลคืนนี้ ก็ควรทำทั้ง วิเคราะห์บอลแม่นๆ วิเคราะห์ผลบอล ทีเด็ดบอลวันนี้ ซึ่งช่วยให้จำกัดทิศทางของคำค้นหาได้อย่างถูกต้อง

ค้นข้อมูลคู่แข่งเพื่อหาช่องว่างและโอกาส

เมื่อพบคีย์เวิร์ดหลักที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของตนเองแล้ว หลังจากนั้นควรค้นด้วยว่าคู่แข่งทำอย่างไร ถ้าคีย์เวิร์ดของคู่แข่งแตกต่างไป เปรียบเทียบดูว่าคีย์เวิร์ดแบบไหนดีต่อการจัดอันดับเพื่อมองหาช่องว่างและโอกาสที่จะทำคอนเทนต์ให้ดีกว่าคู่แข่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการทำ SEO มากขึ้น แม้จะไม่ได้เชี่ยวชาญการทำ SEO มาก่อน แต่คำแนะนำข้างต้นเป็นวิธีง่ายๆ ช่วยให้เข้าใจวิธีการค้นหาคีย์เวิร์ดที่ดีเพื่อนำมาสร้างเนื้อหาสำหรับการเขียนคอนเทนต์ที่มีประโยชน์และมีประสิทธิภาพในการทำส่งเสริมยอดขายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

การทำ SEO ให้ธุรกิจติดอันดับการค้นหาส่งผลดีอย่างไร

การทำ SEO ให้ธุรกิจติดอันดับการค้นหาส่งผลดีอย่างไร

ธุรกิจที่เริ่มมีเว็บไซต์ของตัวเองอยากเป็นที่รู้จักมากขึ้นควรศึกษาการตลาดออนไลน์ที่เรียกว่า SEO หรือ Search Engine Optimization คือการโปรโมทเว็บไซต์ให้คนเห็นมากขึ้น โดยใช้วิธีการปรับแต่งเนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์ที่ช่วยให้ง่ายต่อการค้นหาบนระบบการค้นหายอดฮิตอย่าง Google ทำอย่างไรให้เว็บไซต์มีอันดับที่ดีขึ้นมาดูกันเลย

คุณสมบัติของเว็บไซต์ต้องเป็นอย่างไรจึงอยู่ในเกณฑ์การจัดอันดับของ Google สิ่งนั้นประกอบด้วยคุณภาพของเนื้อหาที่อ่านง่าย มีประโยชน์ และทันยุคสมัย ประกอบกับประสิทธิภาพของเว็บไซต์ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ค้นหาสิ่งที่ต้องการง่าย มีลิงก์เชื่อมโยงหน้าต่าง ๆ ความเร็วในการโหลด ความปลอดภัยของเว็บไซต์ และแสดงผลบนมือถืออย่างเหมาะสมสนองตอบความต้องการของผู้ค้นหาได้เป็นอย่างดี ประสบการณ์และความพึงพอใจของผู้ใช้งานถือเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ใช้งานเป็นเวลานานและกลับมาใช้งานซ้ำอีกซึ่งส่งผลต่อการจัดอันดับ SEO ด้วย

การทำ SEO ไม่ได้เน้นเฉพาะการสร้างโอกาสให้ผู้ใช้งานเห็นเว็บไซต์มากที่สุดทำให้มีโอกาสอ่านเนื้อหาบทความในเว็บไซต์ คุณภาพของเนื้อหาบทความจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน เนื้อหาที่น่าอ่าน รวมไปถึงการจัดทำรูปภาพและคลิปวิดีโอที่ช่วยอธิบายเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น จำเป็นต่อการทำเว็บไซต์เพื่อโปรโมทแบรนด์ธุรกิจให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และช่วยเพิ่มโอกาสปิดยอดขายสินค้าหรือบริการเร็วขึ้น

กลยุทธ์ SEO ส่งผลให้มีคนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ผลลัพธ์การค้นหาที่น่าพอใจและเนื้อหาที่มีประโยชน์ช่วยให้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย ถือเป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มยอดติดตาม และลดต้นทุนการโฆษณาในระยะยาว หากเว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับอยู่ในหน้าแรกๆ ของ Google แสดงให้เห็นว่าได้รับการยอมรับและสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น

เนื้อหาบทความที่มีคุณภาพ แสดงข้อมูลในเชิงลึก มีความละเอียดและตรงประเด็นทำให้เห็นว่าธุรกิจมีความเชี่ยวชาญในสินค้าหรือบริการนั้นจริงๆ จะทำให้เจาะใจลูกค้าเป้าหมายได้ดีขึ้น ก่อนเขียนบทความควรวางแผนให้ดีว่าจะเขียนให้ลูกค้ากลุ่มไหนอ่าน เพื่อให้เนื้อหาและกลวิธีการเขียนถูกใจกลุ่มเป้าหมาย เรื่องความยาวของบทความไม่ใช่ปัจจัยหลักทำให้ติดอันดับ แต่ถ้าบทความสั้นเกินไปก็ขาดความละเอียด หรือบทความยาวเกินไปก็ขาดความน่าสนใจ ลองศึกษาจากพฤติกรรมผู้ใช้แล้วเลือกความยาวที่เหมาะสม อาจจะอยู่ระหว่าง 500-700 คำ หรือบางเนื้อหาอาจต้องการข้อมูลที่มีความละเอียดระหว่าง 1,500-3,000 คำ

สำหรับคีย์เวิร์ดที่เป็นส่วนสำคัญทำให้การทำ SEO ติดอันดับง่ายขึ้น ควรเป็นคีย์เวิร์ดที่ตอบโจทย์ความต้องการและจุดประสงค์ของผู้ค้นหาได้ดีที่สุด หากยังใหม่ต่อการทำ SEO ลองศึกษาจากเว็บไซต์คู่แข่งและพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้งานว่าใช้คำใดบ่อย ๆ วิเคราะห์แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับเว็บไซต์จะเพิ่มโอกาสดึงที่มีแนวโน้มจะมาเป็นลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้นด้วย บทความที่เขียนดี ตอบโจทย์ให้ผู้อ่าน ทำให้กลับมาใช้ซ้ำและบอกต่อเพื่อทำให้ยอดเข้าชมเพิ่มขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อยอดขายในอนาคต

เช็กเครื่องมือปั้น SEO ให้ปัง ประจำปี 2022

เช็กเครื่องมือปั้น SEO ให้ปัง ประจำปี 2022

หากพูดถึงวิธีการทำการตลาดออนไลน์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าหลายคนจะต้องนึกถึงการทำ SEO หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า Search Engine Optimization โดยการทำ SEO คือการออกแบบเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกบน Search Engine เพื่อเพิ่มโอกาสเจาะกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่เว็บไซต์ ซึ่งนักการตลาดออนไลน์ต่างทราบดีอยู่แล้วว่าการทำ SEO มีเครื่องมือสนับสนุนหลายอย่าง เพื่อให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และในปี 2022 ลองมาดูกันว่าจะมีเครื่องมืออะไรใหม่หรือมีเครื่องมือใดที่ยังขาดไม่ได้ แม้จะถูกใช้งานมานานแล้วก็ตาม

เครื่องมือปั้น SEO ให้ปัง ประจำปี 2022

1. Exploding Topics

แม้เครื่องมือนี้จะไม่ใช่เครื่องมือที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2022 แต่ถึงอย่างนั้นนักการตลาดยังคงให้ความสนใจ โดย Exploding Topics เป็นเครื่องมือเกี่ยวกับการค้นหาคีย์เวิร์ดเพื่อทำคอนเทนต์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคอนเทนต์ที่ดีย่อมมีส่วนผลักดันให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งเครื่องมือนี้จะช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดที่กำลังอยู่ในความสนใจรวมถึงคีย์เวิร์ดที่อาจจะได้รับความนิยมในอนาคต นักการตลาดออนไลน์สามารถนำข้อมูลจากเครื่องมือนี้มาใช้ออกแบบคอนเทนต์หรือคิดหัวข้อให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายได้

2. Contenteum

เพราะคอนเทนต์คือหนึ่งในหัวใจของการทำ SEO และนี่คือเครื่องมือสำคัญเพื่อการบริหารคอนเทนต์ได้อย่างมืออาชีพ เริ่มตั้งแต่การออกแบบเนื้อหาให้ตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มเป้าหมายไปจนถึงการอัปเดตคอนเทนต์แบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะการเผยแพร่คอนเทนต์ผ่าน WordPress ก็สามารถทำได้ภายในคลิกเดียว ทำให้การจัดสรรคอนเทนต์เป็นไปอย่างง่ายดาย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเว็บไซต์ที่มีปริมาณคอนเทนต์จำนวนมากและต้องการให้ง่ายต่อการจัดสรรและแสดงผล

3. Google Analytics

อีกหนึ่งเครื่องมือที่เชื่อว่านักการตลาดออนไลน์น่าจะรู้จักและได้ยินชื่อมานานแล้ว แม้จะไม่ใช่เครื่องมือใหม่เอี่ยม แต่ถึงอย่างนั้นยังเป็นเครื่องมือยอดนิยมที่ถูกเลือกใช้งานอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ในปี 2022 สำหรับเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือจาก Google หรือ Search Engine ยักษ์ใหญ่ที่รู้จักเป็นอย่างดี ทำหน้าที่เก็บพฤติกรรมลูกค้า เก็บสถิติจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยข้อมูลเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์ต่อนักการตลาดออนไลน์เป็นอย่างมาก เพราะสามารถนำสถิติมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้ นี่จึงเป็นเครื่องมือที่นักการตลาดออนไลน์ทุกคนต้องมี

นอกจากเป้าหมายของนักการตลาดออนไลน์จะต้องการปั้นเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกใน Search Engine แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งหนึ่งที่นักการตลาดออนไลน์ควรจับตาอยู่เสมอคือการพัฒนาระบบหลังบ้านของ Search Engine รวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากสำหรับนักการตลาดออนไลน์ ส่งผลให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพและยังตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นอีกด้วย

เหตุผลที่ควรทำ SEO ช่วยให้ธุรกิจไปรอด

เหตุผลที่ควรทำ SEO ช่วยให้ธุรกิจไปรอด

เจ้าของธุรกิจทุกวันนี้ยอมรับว่าการทำ SEO เพื่อให้แบรนด์ธุรกิจเป็นที่รู้จักมากขึ้นกำลังเป็นทางรอดภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ฉุดธุรกิจการค้าซบเซามานานกว่า 2 ปี ถ้าอยากให้ธุรกิจไปต่อไปควรผลักดันการขายทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และการทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาอยู่ในหน้าแรก ๆ ของเสิร์จเอนจินช่วยโปรโมทธุรกิจและเพิ่มโอกาสปิดยอดขายง่ายขึ้นด้วย มาดูกันว่ายังประโยชน์ของการทำ SEO ช่วยธุรกิจด้านใดได้อีกบ้าง

1.แบรนด์ใหม่มีโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากขึ้นเมื่อใช้กลยุทธ์การทำ SEO ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด ไม่ต้องอาศัยงบประมาณก้อนโตในการโฆษณาเหมือนกับสมัยก่อน แนวทางการทำ SEO ยุคนี้กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้แคบลง ง่ายต่อการทำความเข้าใจและเข้าถึงลูกค้า ในขณะที่โลกเผชิญกับวิกฤตโรคระบาด ความต้องการจับจ่ายใช้สอยไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย เพียงแต่ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมมาซื้อของทางออนไลน์เพื่อเลี่ยงการออกไปในสถานที่แออัดหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส ธุรกิจน้อยใหญ่จึงปรับรูปแบบมาเป็นการขายทางออนไลน์ ซึ่งการทำ SEO สามารถสร้างยอดขายได้ชัดเจน เพราะคนค้นหาเห็นเว็บไซต์ใดก่อนย่อมจะคลิกเข้าดูก่อน เป็นโอกาสที่จะขายได้ก่อน

2.เมื่อการทำ SEO ส่งผลให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับที่ดีในเสิร์จเอนจิน ผู้ใช้มีโอกาสมองเห็นเว็บไซต์ง่ายขึ้น แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือแบรนด์ใหม่แต่ถ้าใช้คีย์เวิร์ดค้นหาแล้วแสดงผลให้หน้าแรก ๆ ของเสิร์จเอนจินย่อมมีโอกาสขายได้เร็ว และโอกาสการขายไม่ได้ด้อยไปกว่าเว็บไซต์ของแบรนด์ยักษ์เลย ทุกวันนี้ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อความสะดวก แม้แต่ธุรกิจยักษ์ยังเห็นความจำเป็นต้องเร่งปรับตัวก้าวสู่ยุคดิจิทัล ส่งผลให้ความต้องการทำ SEO มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเมื่อบริษัทขนาดใหญ่ยังใช้กลยุทธ์นี้เพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ให้มองเห็นง่ายขึ้นและประสิทธิภาพโดยรวมของเว็บไซต์ดีขึ้น แล้วจะมีเหตุผลใดที่ธุรกิจขนาดเล็กจะไม่ต้องการทำ SEO เพื่อพัฒนาแบรนด์ของตนให้ก้าวหน้าไปอีกระดับ

3.การทำ SEO ต้องมีความต่อเนื่องเป็นเพราะการปรับกฎเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพของเว็บไซต์ได้เปลี่ยนไปตามความเหมาะสม ธุรกิจที่ใช้บริการทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO โดยเฉพาะย่อมมีความได้เปรียบและมีความพิเศษเหนือคู่แข่ง สามารถทำ SEO ได้ถูกต้อง มีความปลอดภัยไม่ผิดกฎ การทำงานหนักส่งผลดีผลักดันอันดับเว็บไซต์ ไม่เพียงเพิ่มช่องทางเข้าถึงสินค้าและบริการ แต่ยังเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมและยอดขายได้เงินเต็มที่ ส่งผลต่อกำไรของธุรกิจให้สูงขึ้นตามไปด้วย

การเริ่มสร้างธุรกิจซื้อขายออนไลน์ควรเห็นการทำ SEO เป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด เพราะนับเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์แบรนด์อย่างหนึ่ง เปิดช่องทางเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชัดเจนสามารถเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายมาเป็นลูกค้าทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นตามมา  ช่วยสร้างความสำเร็จให้ธุรกิจแข็งแกร่งได้ในระยะยาว

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ SEO ของเว็บไซต์ออนไลน์

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ SEO ของเว็บไซต์ออนไลน์

SEO เป็นกลยุทธ์สำคัญของการตลาดออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขาย ยอดวิว และชื่อเสียงของแบรนด์ สำหรับคนที่เพิ่งเป็นมือใหม่ในวงการเว็บไซต์ อาจยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำ SEO หรือทำแล้วจะดีอย่างไรบ้าง เราจึงรวมเรื่องที่คุณควรรู้ของ SEO สำหรับเว็บไซต์ออนไลน์มาฝากกัน ดังนี้

การหาคีย์เวิร์ดที่ตรงกับการค้นหาสำคัญมาก

คีย์เวิร์ดที่ดีเป็นแก่นของบทความในเว็บไซต์ที่สำคัญ มีการกล่าวว่าเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จย่อมาจากขั้นพื้นฐานคือเลือกคีย์เวิร์ดที่ดีก่อน เพราะผู้คนจะค้นพบเว็บไซต์คุณจาก google ได้เมื่อพิมพ์คำเหล่านั้นในช่อง search แล้วระบบอัลกอริทึ่มแสดงผลออกมา ความจริงแล้ว ในแต่ละประเภทธุรกิจย่อมมีเว็บไซต์ที่แข่งกันหาคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม และเพิ่มการผลิตเนื้อหาสาระจากคีย์เวิร์ดนั้นอยู่ตลอดเวลา หากคุณไม่ให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดก็จะไม่สามารถแข่งขันได้

นอกจากคีย์เวิร์ดยังมีอีกหลายอย่างสำหรับการทำ SEO

หลายคนเข้าใจว่า การทำ SEO คือการกำหนดคีย์เวิร์ดแล้วให้เขียนบทความให้เข้ากัน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่แค่นั้น ยังรวมถึงการตั้งชื่อเรื่องที่เหมาะสม การกำหนดหัวข้อย่อย h1 h2 ในบทความ การตั้งค่า meta-description สำหรับอธิบายเนื้อหาอย่างย่อ การผลิตรูปที่มีคุณภาพและไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นต้น

Plug-In ที่ต้องดาวน์โหลด ก็ต้องศึกษาด้วย

หากทำเว็บ ผลบอล ก็ควรมีปลั๊กอินผลบอลเอาไว้ การปรับและพัฒนาโครงสร้างและการจัดเรียงหมวดหมู่สินค้าและบริการต่าง ๆ ให้เว็บไซต์ดูน่าใช้งาน จำเป็นต้องดาวน์โหลด plug-In มาใช้งานบน wordpress ซึ่งมีทั้งฟรีและที่คิดค่าบริการ หากจะให้มีระบบการซื้อขายบนเว็บด้วย คุณก็ต้องมีการดาวน์โหลด plug-In ที่จำเป็น เช่น Woo-commerce เพื่ออำนวยประโยชน์ให้สูงสุดและสร้างความประทับใจแก่ผู้ใช้งาน

ลูกค้ามั่นใจเมื่อเว็บติดอันดับต้น

Google เป็น Search Engine ที่คนไทยใช้ในการค้นหาข้อมูลมากที่สุด หากเว็บไซต์คุณทำ SEO อย่างดี จอแสดงผลอยู่อันดับ 1-5 ของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ ย่อมได้รับความไว้วางใจอย่างมากทั้งด้านเนื้่อหาสาระที่ไม่ผิดพลาด และสินค้าที่ขายก็เป็นของดีมีคุณภาพ ไม่ใช่มิจฉาชีพอย่างแน่นอน

SEO ช่วยควบคุมต้นทุนการทำธุรกิจในระยะยาว

เรามักได้ยินว่า ถ้าอยากให้ของขายดีต้องโฆษณาหรือที่เรียกว่า SEM (Search Engine Marketing) อย่างไรก็ตาม หากเราทำ SEO ให้เว็บไซต์มาอย่างต่อเนื่องย่อมทำให้เว็บไซต์ปรากฏอยู่ในอันดับต้น ๆ ได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินโฆษณาเลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าใช้ระยะเวลาที่นานกว่าการซื้อพื้นที่โฆษณา

แม้ว่าการทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จด้วย SEO ต้องใช้ทั้งระยะเวลาและความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจชนิดที่หาคู่แข่งได้ยาก ก็จำเป็นต้องอดทนและทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในไม่ช้าย่อมเข้าถึงเป้าหมายได้อย่างแน่นอน

สุดยอดเครื่องมือที่ช่วยให้หา keyword ทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดยอดเครื่องมือที่ช่วยให้หา keyword ทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคนี้ใคร ๆ ก็อยากให้คนเห็นผลงานของเรา ผ่านสื่อออนไลน์ที่เราลงชิ้นงานหนึ่ง ๆ ไว้ SEO หรือ Search Engine Optimization จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญ หากเราเข้าใจเรื่อง SEO มากเท่าไร ก็จะช่วยทำให้ เกิดการเข้าถึงเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

SEO ทำงานอย่างไร

SEO เกี่ยวข้องกับการใช้คำค้นหาผ่านหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงสินค้าและบริการ ด้วยเหตุนี้ คีย์เวิร์ด (keyword) กับ SEO จึงมีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง แม้จริงอยู่ที่ในยุคปัจจุบันมีสื่อออนไลน์มากมายมาช่วยให้ผู้คนรู้จักเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การพิมพ์ประโยคหนึ่ง ๆ เพื่อค้นหาสินค้าและบริการผ่านช่องทางต่าง ๆ ก็ยังคงเป็นวิธีการที่นิยมมากที่สุด ดังนั้น หากอยากให้ลูกค้าพบหน้าเว็บไซต์ เพจ หรือสื่อของเราได้เป็นอันดับแรก ๆ ต้องใส่ใจเลือกใช้ Keyword ที่เหมาะสม

เครื่องมือสำหรับหา Keyword ที่ดีอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

1.Google Keyword Planner
เครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราค้นหา Keyword ได้เร็ว และช่วยแสดงผลว่าแต่ละคำที่เราจะเลือกใช้ มีประสิทธิภาพทาง SEO มากน้อยเพียงใด เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ทั่วไปคือ ให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลัก ตลอดจนเพิ่มโอกาสรับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่เป็นคนทั่วไปได้ตรงจุด ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องมือชิ้นนี้ยังช่วยให้เว็บไซต์ของเราเข้าถึงกลุ่มคนที่อยากจะลงโฆษณาผ่าน Google Ads ได้อีกด้วย

2.Ubersuggest
นี่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจ เพราะ Ubersuggest สามารถช่วยเราเลือกอันดับ Keyword ที่ติด 1 ใน 10 คำที่นิยมใช้กัน ณ เวลานั้น ๆ ได้ เพียงแค่พิมพ์ keyword ลงไปในช่องค้นหา เครื่องมือชิ้นนี้ก็จะทำการประมวลผล จากนั้นหน้าเว็บไซต์ก็จะแสดงผลคำที่ติดอันดับยอดนิยมให้เราเลือกใช้ได้ ซึ่งเราสามารถนำคำเหล่านั้นมาปรับใช้ในสินค้า สื่อโฆษณาหรือที่หน้าเว็บไซต์ของเราได้เลย

3.Ahrefs
เป็นเครื่องมือยอดนิยมที่หลายคนให้ความสนใจ เนื่องจาก Ahrefs สามารถตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มตลาดที่เราสนใจได้อย่างเจาะจงขึ้น ทั้งยังช่วยเราออกแบบกลยุทธ์ในการรับมือกับคู่แข่งได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยวิเคราะห์เทียบ Backlink ของคู่แข่งเว็บไซต์เราได้อย่างชัดเจน ความหลากหลายในการช่วยวิเคราะห์ทั้งหมดนี้ จึงทำให้เราประหยัดเวลาในการทำข้อมูลได้มาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนมากมายตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือชิ้นนี้

ทั้งสามข้อที่กล่าวมา คือ สุดยอดเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO ผ่านการสร้าง Keyword แบบง่าย ๆ แต่ได้ประสิทธิภาพที่เรานำมาฝากกัน อย่างไรก็ตาม ยังมีเครื่องมืออีกมากมายที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้เราสร้าง Keyword ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถทดลองใช้ตามความพอใจและเลือกวิธีที่ถนัดที่สุดในการทำเว็บไซต์ SEO ที่มีคุณภาพต่อไป

การทำ SEO ด้วยกลยุทธ์ Backlink แบบไหนเสี่ยงโดนแบน

การทำ SEO ด้วยกลยุทธ์ Backlink แบบไหนเสี่ยงโดนแบน

การทำ Backlink เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกในการจัดอันดับของ Google ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ดึงดูดผู้ชมเข้ามาเยี่ยมเว็บไซต์มากขึ้น อีกนัยหนึ่งการทำ Backlink ยังสะท้อนความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ว่าได้รับการยอมรับจากเว็บไซต์อื่น ๆ ซึ่งทาง Google ให้ความสำคัญในการจัดอันดับ แต่วิธีการต้องไม่ผิดกฎด้วยไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงโดนแบนได้เหมือนกัน

ลิงค์แบบไหนที่เรียกว่าผิดกฎอาจเสี่ยงโดนแบน จริงอยู่ที่ Backlink เป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญและใช้เป็นตัวชี้วัดความนิยมแต่ถ้ามุ่งเน้นเฉพาะจำนวนเว็บไซต์อาจถูกจับจ้องจาก Google ได้ว่าเป็นการทำ SEO ที่ไม่ถูกต้อง เมื่อต้องสงสัยว่าเว็บไซต์ทำลิงก์ปริมาณมากเพื่อให้มีผลต่อการจัดอันดับ ระบบอัลกอริทึ่มจะตรวจคัดกรองทันที ถ้าพบลิงก์ที่ไม่มีคุณภาพอาจทำให้เว็บไซต์ถูกขึ้นบัญชีดำแลถถูกแบนหายไปจากหน้าการค้นหาได้ มาดูกันว่าวิธีการทำ SEO รูปแบบไหนทำได้ แบบไหนไม่ควรทำ

ก่อนอื่นดูว่า Backlink ที่มีคุณภาพเป็นอย่างไร อันดับแรกคือ ลิงค์ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือซึ่งมีความสำคัญมากที่สุด การที่เว็บไซต์มีชื่อเสียงจะยอมรับการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของเราได้จำเป็นต้องสร้างคอนเทนท์ที่มีคุณภาพและเนื้อหามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เว็บไซต์ที่ดีมีคุณภาพจะตอบโจทย์สิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการได้เป็นอย่างดีทำให้มีจำนวนผู้เข้าชมมาและกลับมาใช้งานซ้ำ ถือเป็นตัวชี้วัดคุณภาพและความนิยมของเว็บเราและยังทำให้เว็บไซต์อื่น ๆ ยินยอมอ้างอิงและส่งลิงค์ให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ สำหรับการเช่าพื้นที่เว็บไซต์เพื่อสร้าง Backlink กลับมาที่เว็บไซต์ของเราก็ทำได้เหมือนกันแต่ต้องไม่ลืมเรื่องคุณภาพและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน

วิธีการสร้าง Backlink จะใช้การเชื่อมโยงจากเว็บไซต์หนึ่งไปอีกเว็บไซต์หนึ่ง โดยลิงก์ไปหน้าสินค้าและบริการ หรือลิงก์กับรูปภาพและวิดีโอก็ได้ การใช้รูปภาพและวิดีโอเป็นการอธิบายเนื้อหาที่เข้าใจง่ายในเวลาอันจำกัด ควรเลือกรูปภาพประกอบที่สวยงามและดึงดูดความสนใจ ส่วนวิดีโอควรทำเป็นคลิปที่กระชับเข้าใจง่าย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่นิยมดูคลิปวิดีโอที่ยาวเกินไป หากการสร้างลิงก์ทำให้คนเข้าดูเว็บไซต์ของเราเพิ่มขึ้นถือเป็น Backlink ที่มีคุณภาพและส่งผลดีต่ออันดับในการทำคะแนน SEO ให้ได้ผลสำเร็จเร็วขึ้นด้วย 

ต่อเป็นจะอธิบายว่าวิธีการทำ Backlink แบบไหนควรหลีกเลี่ยง การสร้างลิงค์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติช่วยให้การค้นหาและเชื่อมโยงลิงก์จำนวนมากเข้ามาที่เว็บไซต์อย่างรวดเร็ว แต่เป็นวิธีที่ล้าสมัยและ5^dห้ามตามกฎกติกาของ Google อีกเหตึผลสำคัญคือเว็บไซต์ที่ลิงก์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติไม่ผ่านการคัดกรองคุณภาพ ไม่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ไม่ไม่ส่งผลดีกับ SEO อันดับไม่ดีขึ้นเลย นอกจากนี้ยังทำลายความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ อาจถูกมองว่าเป็นสแปมและยังเสี่ยงถูกแบนอีกด้วย อธิบายเพียงเท่านั้นคงพอเข้าใจว่าอะไรทำแล้วดี หรืออะไรทำแล้วส่งผลเสียกับ SEO ควรหลีกเลี่ยง