ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ SEO

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ SEO

การขายสินค้าออนไลน์จะต้องมีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ซึ่งวิธีที่นิยมมากในปัจจุบัน คือการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้เว็บไซต์มีอันดับการสืบค้นที่ดี ซึ่ง SEO แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ

1. Off-page SEO หรือ การสร้างลิงก์จากเว็บไซต์ภายนอกเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า

2. On-page SEO คือ การทำบทความที่มีคุณภาพให้ประโยชน์สาระแก่ผู้อ่าน

ในส่วนของการทำบทความ SEO จะต้องใช้คีย์เวิร์ด (keyword) ที่เหมาะสม เพื่อดึงดูดใจผู้อ่านและทำให้การจัดอันดับดีขึ้น ซึ่งเราสามารถแบ่งคีย์เวิร์ดออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. Niche Keyword เป็นคีย์เวิร์ดที่เป็นคำเฉพาะ เช่น รุ่นและยี่ห้อของโทรศัพท์มือถือ เช่น Huawei P Series ถ้าคุณทำธุรกิจออนไลน์เป็นร้านจำหน่ายคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์อื่น ๆ ก็ควรจะระบุรุ่นของสินค้าให้ชัดเจน

เช่น Notebook รุ่น Acer Switch One 10 SW110-1CT เพื่อทำให้ลูกค้าที่สนใจในสินค้าในรุ่นนั้น ๆ อยู่สามารถเจอเว็บไซต์คุณและคลิกเข้ามาดูข้อมูลสินค้าแบบละเอียดได้จะทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้น

2. Mass Keyword เป็นคีย์เวิร์ดแบบคำกว้าง ๆ ที่ไม่ได้ระบุรุ่นสินค้าอย่างเช่นแบบแรก เช่น คำว่าโทรศัพท์ โทรทัศน์ อุปกรณ์ก่อสร้าง ผ้าม่าน ผ้าห่ม ของใช้สำหรับเด็ก ดอกไม้ เป็นต้น คีย์เวิร์ดแบบนี้จะมีการใช้แพร่หลาย ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับยากกว่าแบบ Niche Keyword

Mass Keyword เหมาะกับการทำบทความแนวทั่วไปให้ผู้ที่สนใจเข้ามาอ่านข้อมูล เช่น ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์มือสอง แต่ไม่รู้วิธีการเลือกก็สามารถหาอ่านบทความเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถมือสองที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปใช้พิจารณารถก่อนซื้อ เป็นต้น

3. Keyword ที่มาจากการสะกดคำผิด ตัวอย่างเช่นคำว่า เว็บไซต์ ถ้าพิมพ์เป็นภาษาไทย อาจมีการสะกดผิดได้หลายแบบ ซึ่งมีการนำไปใช้เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่สนใจหาข้อมูลแต่สะกดคำผิด ให้ยังสามารถหาข้อมูลในเว็บไซต์ได้เช่นเดียวกัน

4. Long-Tail Keywords เป็นการใช้คีย์เวิร์ดที่มีความยาวมากขึ้น จากการศึกษาด้วย Google Search หาคำข้างเคียงที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมักจะพิมพ์หาในช่องการสืบค้น เช่น เลือกรองเท้า+วิ่งมาราธอน แล้วนำคำนี้ไปเขียนเป็นบทความในหัวข้อต่าง ๆ เช่น วิธีเลือกรองเท้าที่ถูกต้องสำหรับการวิ่งมาราธอน เลือกรองเท้าวิ่งมาราธอนแบบไหนดีที่สุด ฯลฯ

การใช้ Long-Tail Keywords จะทำให้เพิ่มโอกาสในการขายได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากและจะช่วยเพิ่มอันดับในหน้าต่างการสืบค้นได้ดีขึ้นด้วย

การทำบทความ SEO ให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ดี จึงควรที่จะศึกษาข้อมูล โดยเฉพาะที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายค้นหาและต้องเหมาะกับธุรกิจออนไลน์ที่ทำ ซึ่งเจ้าของธุรกิจจะเขียนบทความเองหรือจะจ้างนักเขียนบทความ SEO ที่มีประสบการณ์ก็ได้

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ

ทำไมนักการตลาดออนไลน์จึงแนะนำเทคนิค SEO

ทำไมนักการตลาดออนไลน์จึงแนะนำเทคนิค SEO สำหรับทุกเว็บไซต์

เทคนิค SEO เป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะมีคนทั่วโลกค้นหาสินค้าและบริการผ่านมือถือและคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ถ้าสามารถทำเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตามแนวทางของ search engine เช่น Google , yahoo ได้ ก็จะทำให้ถูกจัดอันดับในการสืบค้นได้ดี มีโอกาสในการแสดงในหน้าต่างการสืบค้นของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มาก จึงเพิ่มยอดขายและจำนวนของผู้ติดตามและลูกค้าในระยะสั้นและระยะยาวได้เป็นอย่างดี

SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่นักการตลาดแนะนำว่า เจ้าของกิจการเว็บไซต์ออนไลน์ ควรพิจารณาในประเด็นดังนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการประชาสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

1. กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

ควรพิจารณารายละเอียดกลุ่มเป้าหมายทั้งด้านเพศ อายุ ทำเลที่อยู่อาศัย ภาษาที่ใช้ในการค้นหา ฯลฯ ไม่ควรสนใจ เพียงแค่การเพิ่มค่า Traffic หรือผู้เข้าชมเว็บไซต์ เพราะถ้าผู้เข้าชมไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสินค้าก็จะมีโอกาสในการขายสินค้าได้น้อย

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้ทำเว็บไซต์ SEO ควรใช้ Google Analytics เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจคุณได้ชัดเจนขึ้น

2. พัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ดีบนอุปกรณ์หลายชนิด

ควรทำเว็บไซต์ให้สวยงามและใช้งานได้ดี ทั้งหน้าจอโทรศัพท์มือถือและเว็บไซต์ เพื่อให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะเลือกใช้บริการซื้อสินค้าและบริการของเว็บไซต์คุณมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ว่าจะสืบค้นด้วยอุปกรณ์ชนิดใดก็จะปรากฏ website คุณอยู่เสมอ

3. การใช้ keyword ที่ดี

การใช้ keyword ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรศึกษาจาก Google Search ทั้ง Long-tail Keyword และ Short-tail Keyword ไม่ควรคิดว่าในบทความจะใส่ keyword อะไรก็ได้ เพราะอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการค้นหา

ขณะเดียวกัน Keyword ก็ใช้เพื่อทำ URL Address  ชื่อบทความ หรือ Title และสื่อมัลติมีเดียประกอบในเว็บไซต์ได้ด้วย

4. การเลือกใช้บริการจ้างงาน

ควรเลือกทีมพัฒนาเว็บไซต์ SEO และนักเขียนบทความ SEO ที่มีคุณภาพ ไม่เน้นที่ราคาถูก เพราะเสี่ยงต่อการได้ผลงานที่มีคุณภาพต่ำ และการพัฒนาเว็บไซต์อาจมีปัญหาที่ต้องแก้ไขในระยะยาว

นอกจากนี้ ควรเลือกทีมพัฒนาเว็บไซต์ที่สามารถติดต่อโทรศัพท์หรือ LINE ได้ตลอดเวลา เพราะจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที เช่น เมื่อเว็บไซต์ล่ม หรือส่งผ่านข้อมูลไม่ได้ เป็นต้น

5. การทำลิงค์ให้กับเว็บไซต์

5หรือที่เรียกว่า Backlink จะทำให้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ เพิ่ม Traffic และก็เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่าการทำเว็บไซต์ SEO มีหลายส่วน ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองหรือเลือกจ้างบริษัทที่มีความชำนาญ ที่สำคัญคือการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เว็บไซต์มีอันดับการสืบค้นที่ดี

หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ได้เห็นประโยชน์ของการทำ SEO และตั้งใจพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณภาพต่อไป

ทำไมนักการตลาดออนไลน์จึงแนะนำเทคนิค SEO สำหรับทุกเว็บไซต์

อยากคุ้มค่า ต้องอ่านก่อนจ้าง เว็บไซต์ SEO

อยากคุ้มค่า ต้องอ่านก่อนจ้างทำเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ให้สามารถถูกลูกค้าเป้าหมายสืบค้นได้เป็นอันดับต้น ๆ ใน search engine นั้น จำเป็นต้องมีการทำ SEO หรือ search engine optimization ซึ่งสามารถทำด้วยตัวเจ้าของกิจการเอง หรือจะจ้างบุคคลภายนอกทำให้ก็ได้ แต่จะมีวิธีการเลือกผู้รับจ้างทำเว็บไซต์ SEO อย่างไรจึงจะเหมาะสมและไม่เสียค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น ในบทความนี้จึงขอนำเสนอประเด็นที่ท่านควรทราบก่อนการจ้างทำ SEO ให้เว็บไซต์เพื่อความคุ้มค่าอย่างที่สุด ดังนี้

อยากคุ้มค่า ต้องอ่านก่อนจ้างทำเว็บไซต์

ผู้รับจ้างทำเว็บไซต์ SEO มีกี่แบบ

ในยุค 2019 ผู้ที่รับจ้างทำเว็บไซต์ SEO มีมากมายนับไม่ถ้วน แต่สามารถจัดแบ่งเข้าเป็นสามประเภท คือ

1. บุคคลทั่วไปที่มีความชำนาญในการทำ SEO มักเป็นพนักงานประจำที่ทุกวันมีหน้าที่งานเกี่ยวข้องกับการทำ SEO อยู่แล้ว โดยมารับงานเป็น freelance นอกเวลา มีข้อดีที่ราคาจะไม่แพง และสามารถพูดคุยอย่างละเอียดได้ มีความยืดหยุ่นสูงในการทำงาน แต่ข้อเสียคืออาจมีผู้แอบอ้างรับงานโดยที่ความสามารถต่ำกว่าเกณฑ์ได้

2. บริษัทที่จดทะเบียนเพื่อรับงาน SEO โดยเฉพาะ เป็นกลุ่มทีมงานที่มีความชำนาญอย่างแน่นอนในงาน SEO มีรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน ติดต่อได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายในการจ้างงานที่สูงกว่าบุคคลทั่วไป

3. บริษัทที่มี software และทีมงานที่พัฒนาเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง จะมีทีมวิเคราะห์ และโปรแกรมเมอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการทำงาน SEO มีความทันสมัยในข้อมูล และเทคนิคมากกว่าสองแบบแรก แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ามากด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ผู้จ้างควรมีความรู้พื้นฐานในการทำ SEO มาบ้างแล้ว เพื่อให้การพูดคุยปรึกษากันมีความรวดเร็วคล่องตัวยิ่งขึ้น

สิ่งที่ควรมองหาในผู้รับจ้างทำ SEO

การจ้างผู้ใดก็ตามเพื่อให้รับหน้าที่ในการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ควรพิจารณาความสามารถ และการมีดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ดังนี้

1. สามารถแสดงแผนการปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรมได้ชัดเจน มี timeline ในการทำงานแน่ชัด

2. ให้โอกาสเต็มที่แก่เจ้าของเว็บไซต์ในการเรียนรู้การทำเว็บไซต์ SEO ร่วมกัน

3. สามารถสื่อสารกับผู้ว่าจ้าง (เจ้าของเว็บไซต์) ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพท์เฉพาะที่ต้องมีการตีความอันอาจเข้าใจผิดพลาดได้

4. ผู้รับจ้างต้องมีการทำรายงานผลปฏิบัติงานรายวันให้ผู้จ้าง

5. มีการรับประกันผลการทำงาน SEO ได้อย่างมีความเป็นไปได้จริงไม่มีการโอ้อวดจนเกินไป

6. มีการแจกแจงราคาค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน โดยระบุในสัญญาอย่างเปิดเผย ไม่มีการคิดรายจ่ายเพิ่มเติมในภายหลัง

อยากคุ้มค่า ต้องอ่านก่อนจ้างทำเว็บไซต์ SEO

จะเห็นได้ว่าการพิจารณาเลือกจ้างผู้ใดทำเว็บไซต์ SEO ให้เจ้าของแบรนด์ ควรมีการเปรียบเทียบราคาและคุณสมบัติของแต่ละราย ทั้งนี้ควรมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ SEO มาก่อนแล้วบ้าง จะลดโอกาสถูกหลอกลวงหรือเสียค่าใช้จ่ายมากเกินกว่าที่ควร และยังทำให้สามารถหวังผลได้อย่างเหมาะสมตามที่ควรจะเป็นด้วย

เว็บไซต์ออนไลน์ทำ SEO ในปี 2019 ต่อไปดีไหม

เว็บไซต์ออนไลน์ทำ SEO ในปี 2019 ต่อไปดีไหม

การทำ SEO เป็นสิ่งที่ทำเว็บไซต์ของคุณถูกสืบค้นได้ง่ายจากเว็บไซต์ search engine ชื่อดังอย่าง yahoo google ดังที่หลายท่านได้พิสูจน์ด้วยการปรับปรุงเว็บไซต์มาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีอีกหลายท่านที่ยังข้องใจว่าในปี 2019 การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ยังจำเป็นต้องทำ SEO หรือไม่ เราจึงได้รวบรวมคำตอบมาให้เพื่อพิจารณากัน ดังนี้

เว็บไซต์ออนไลน์ทำ SEO ในปี 2019

เป้าหมายของการทำ SEO คืออะไร

การทำ SEO จำเป็นต้องตอบตัวเองให้ได้เสียก่อนว่าเป็นการลงทุนเพื่อเป้าหมายตามchecklists ต่อไปนี้หรือไม่

1. ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ติดตามหรือผู้เข้าชมข้อมูลในเว็บไซต์ เพิ่มเสริมสร้างโอกาสในการขายสินค้าและบริการ

2. ทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถค้นเจอเว็บไซต์ของคุณด้วยความรวดเร็วผ่าน search engine

3. อยากให้แบรนด์ติดตลาด โดยเฉพาะแบรนด์น้องใหม่ที่ต้องการสร้างเป็นที่สนใจจากกลุ่มคนรุ่น millennium อายุ 25-35 ปี

4. ต้องการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับสินค้าแบรนด์ดังของต่างประเทศ หรือต้องการ go inter

5. มุ่งมั่นที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและมีความน่าเชื่อถือให้แบรนด์หรือบริษัท

หากเป้าหมายของคุณ คือ ทั้ง 5 ข้อที่เรากล่าวมา ขอแนะนำว่าคุณควรทำ SEO ต่อไป ในปี 2019

สิ่งที่คุณต้องทำกับเว็บไซต์ออนไลน์ให้เข้าสู่ระบบ SEO

การทำเว็บไซต์ SEO ให้ประสบความสำเร็จบรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่กล่าวไว้ข้างต้น ควรคำนึงถึงการปรับเปลี่ยนต่อไปนี้

1. การปรับส่วนON-PAGE เช่น ส่วนเนื้อหาบทความ รูปภาพ และคลิปวิดีโอ ที่มีความสัมพันธ์กับสินค้า เช่น ความจำเป็นที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ควรทำคลิปที่สื่อถึงความสำคัญในการบริโภคสินค้าปลอดสารพิษ เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีตกค้างที่เป็นโทษต่อร่างกายในระยะยาว

2. การใช้โปรแกรมช่วยเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงกับสินค้าและบริการของคุณที่มีความทันสมัย (update) เพื่อนำมาเป็นแก่นในการเขียนบทความ และการตั้งชื่อส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ เช่น URL address และชื่อภาพ

3. การปรับส่วน off-page เช่น การเชื่อมโยงลิ้งค์ backlink ที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มยอดการเข้าชมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หรือ traffic อย่างรวดเร็ว

4. การทำ SEO อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะระบบ algorithm ของ search engine มีการวิเคราะห์สดใหม่แบบ real-time (การทำสัญญาจ้างทำ SEO กับบริษัทเอกชน จึงมีอายุสัญญาเป็นรายหกเดือนถึงหนึ่งปี)

5. การเลือก hosting ที่มี software และ server ที่มีคุณสมบัติเชิงเทคนิคเหมาะสมกับ ขนาดและประเภทธุรกิจของคุณ เพื่อลดปัญหาการสืบค้น error การใช้เวลานานในการ download ข้อมูล ซึ่งส่งผลต่อความประทับใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้

ว็บไซต์ออนไลน์ทำ-SEO

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ให้เป็นรูปแบบ SEO จึงเป็นสิ่งที่ยังจำเป็นและสำคัญต่อยอดขายสินค้าและบริการของคุณในปี 2019 หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านมีความมั่นใจยิ่งขึ้นในการทำเว็บไซต์ทางธุรกิจที่มีคุณภาพต่อไป

8 เหตุ ที่อันดับไม่ขึ้น แม้จะทำ content SEO แล้ว

8 เหตุ ที่อันดับไม่ขึ้น แม้จะทำ content SEO แล้ว

หนึ่งในองค์ประกอบหลักของเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการทางออนไลน์คือ การทำบทความ SEO ซึ่งหลายคนได้พยายามทำด้วยตัวเอง โดยอาศัยการใส่คีย์เวิร์ดลงไปตามที่มีคนแนะนำ แต่ก็ยังพบปัญหาว่าอันดับของเว็บไซต์จากการสืบค้นยังไม่เป็นที่น่าพอใจและยอดขายก็ยังไม่เพิ่มขึ้น เราจึงได้รวบรวมสาเหตุที่ส่งผลทำให้อันดับเว็บไซต์ SEO ยังไม่ขึ้น เพื่อการสำรวจหาจุดอ่อน ดังนี้

content-SEO

1. เนื้อหาภายในบทความ SEO มีความซ้ำ หรือเป็นการก๊อปปี้จากแหล่งอื่น ซึ่งระบบวิเคราะห์ดาต้าของ search engine สามารถประเมินออกมาได้ และทำให้ผลการจัดอันดับเว็บไซต์ในการสืบค้นต่ำลง

2. ความช้าของ hosting ที่ดูแลเว็บไซต์ หากเคยมีประสบการณ์การเข้าใช้บริการผ่าน server บางแห่งจะทราบว่ามีปัญหาเกิด error ง่าย กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจก็เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่อยากเสียเวลาคลิกเข้ามาในเว็บไซต์อีก และทำให้ลดความสำเร็จในการสืบค้นและการจัดอันดับไปด้วยแน่นอน

3. การใส่คีย์เวิร์ด SEO ที่ไม่เหมาะสมในส่วนของ description และเนื้อหา เช่น ใส่คีย์เวิร์ดซ้ำหรือหลายคำเกินไป จนเป็นการยัดเยียดเนื้อหา ทำให้ผู้อ่านรู้สึกรำคาญในความไม่เป็นธรรมชาติและไม่เข้ามาในเว็บไซต์อีก ความนิยมอ่านบทความ SEO ของกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจจึงลดลง อันดับการสืบค้นก็จะตกลงไปด้วยเช่นกัน

4. ตัวเว็บไซต์ที่ทำ SEO ไม่มีความหลากหลายต่ออุปกรณ์ กล่าวคือ ขาดรูปแบบที่รองรับการใช้งานของ smartphone ทั้งที่เป็นอุปกรณ์ไอทีพกพาที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการสืบค้นดาต้าได้ทุกที่ทุกเวลา จึงทำให้อันดับในการสืบค้นไม่สูงเท่าที่ควร

content

5. คีย์เวิร์ดในบทความ SEO ไม่ตอบโจทย์หรือไม่อัพเดตตามเทรนด์การสืบค้นของกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากขาดการวิจัยคีย์เวิร์ด ซึ่งจุดนี้แก้ได้ด้วยการใช้โปรแกรมวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่มีให้ดาวน์โหลด แต่ต้องหมั่นอัพเดตเสมอด้วยเช่นกัน

6. บทความ SEO ดีแล้ว แต่ขาดการปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับที่ search engine กำหนด เช่น ขาดคีย์เวิร์ดในหัวเรื่องหลัก หัวเรื่องรอง รูปภาพ และการแท็กต่าง ๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการจัดอันดับสืบค้น

7. ขนาดไฟล์ภาพ SEO ก็มีความสำคัญ เพราะทำให้ใช้เวลาในการอัพโหลดหรือดูภาพประกอบยาวนานขึ้น หากเป็นภาพใหญ่เกินจำเป็นก็ต้องแก้ไขเพื่อให้การเช็ค sitespeed ของเว็บไซต์ได้ผลลัพธ์ที่ดี ทำให้อันดับเว็บไซต์สูงขึ้นได้

8. ที่อยู่ของเว็บไซต์หรือ URL address มีการตั้งชื่อเป็นภาษาไทยและขาดคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม ทำให้การตรวจสอบลิ้งค์หรือบทความ SEO จาก search engine เกิดข้อผิดพลาดง่ายและทำให้อันดับเพจตกลงไปด้วย

อันดับไม่ขึ้น แม้จะทำ content SEO แล้ว

จาก 8 สาเหตุที่กล่าวมา หวังว่าจะเป็นการชี้จุดอ่อนในการทำเว็บไซต์ SEO ที่สามารถแก้ไขได้ทั้งสิ้น เพื่อให้การจัดอันดับเว็บไซต์ได้ผลดีและทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรุ่งเรืองต่อไป

ยอดหายลดฮวบ

เหตุผลที่ทำให้ยอดขายไม่พุ่ง แม้ปรับเว็บดีแทบตาย

การทำงานขายสินค้าและบริการออนไลน์ในปัจจุบันจำเป็นต้องใช้ระบบ SEO เพื่อให้สามารถเพิ่มอำนาจการแข่งขันและยกระดับยอดขายให้สูงขึ้นตามไปด้วย แต่หลายคนก็ยังประสบปัญหาแม้จะทำเว็บไซต์ให้เข้าสู่ระบบนี้แล้ว ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทั้งยอดขายและกำไร เรามาดูกันว่ามีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง

1. มีเนื้อหาบทความที่คัดลอกมาจากที่อื่น นอกจากเสี่ยงต่อการถูกแบนหรือถูกร่นอันดับให้ตกลงในการสืบค้น ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์บริษัท ทำให้ขาดความน่าเชื่อถืออย่างมาก ลองเปรียบเทียบง่าย ๆ หากเป็นการซื้อสินค้าที่มีหน้าตาคล้ายกันมาก แต่ตัวหนึ่งเป็นของต้นแบบ อีกตัวหนึ่งเป็นสินค้าก๊อปปี้ คุณจะเลือกซื้อสินค้าเจ้าไหน การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและใช้บริการจากกลุ่มเป้าหมายก็มีลักษณะเดียวกัน

2. การเข้าถึงเนื้อหาเว็บไซต์ SEO ยาก เพราะมีอัตราเร็วในการส่งหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงเทคนิคต่ำ หรือที่เรียกว่าโหลดช้า ทำให้เสียโอกาสในการขาย หากมีหลายเว็บไซต์ที่ขายสินค้าและบริการอย่างเดียวกัน กลุ่มเป้าหมายย่อมเลือกอ่านบทความและคลิกซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ที่ให้ผล download ข้อมูลเร็ว ฉับไวกว่าแน่นอน เรียกได้ว่านอกจากทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจแล้ว ยังทำให้เสียลูกค้าในระยะยาว แถมยังถูกลดอันดับการสืบค้นจาก search engine ได้เช่นเดียวกับข้อแรก ในจุดนี้ต้องแก้ไขที่ hosting หรือ server ที่เว็บไซต์ไปเช่าพื้นที่ขายออนไลน์ (ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบงาน hosting ของเราได้เลย)

3. การไม่อัพเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้การจัดอันดับสืบค้นถอยลงไปอยู่ตำแหน่งล่างเพราะถูกคู่แข่งทางการค้าเจ้าอื่นที่มีความสม่ำเสมอกว่าชิงตำแหน่งท็อปไป

4. การไม่แก้ไขจุดบกพร่องของโค้ดหรือลิ้งค์ที่ผิดพลาด ปล่อยให้ลิ้งค์ที่เสียยังค้างในฐานข้อมูลส่งผลให้การจัดอันดับตกลง ทำให้เสียโอกาสในการนำเสนอเว็บไซต์ต่อกลุ่มเป้าหมายไปโดยปริยาย

5. การทำเว็บไซต์ SEO ไม่ตอบโจทย์ด้านความคล่องตัวในการใช้งานเนื่องจากคนส่วนใหญ่ยุคมิลเลนเนียมนิยมสั่งซื้อสินค้าและบริการ เช่น การจองตั๋วเครื่องบิน การจองห้องพักตามแหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ ผ่านทางระบบมือถือมากกว่า 6 ใน 10 คน การทำเว็บไซต์ที่ใช้ได้เฉพาะคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ จึงทำให้เสียลูกค้าส่วนนี้ไป

6. คีย์เวิร์ดที่ใช้ทำ SEO ขาดความอัพเดต เช่น ไม่ใช้โปรแกรมวิจัยที่ทันสมัยในการวิเคราะห์คำที่กลุ่มเป้าหมายนิยมใช้สืบค้นสินค้าและบริการในแนวทางธุรกิจของคุณ ทำให้การเขียนบทความและการทำรูปหรือสื่อมัลติมีเดียประกอบไม่จูงใจผู้อ่าน ทั้งยังส่งผลต่อภาพลักษณ์บริษัทที่ล้าหลัง โอกาสขายสินค้าและบริการได้ก็จะน้อยตามลงไปด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 6 สาเหตุที่ทำให้ยอดขายไม่พุ่งแม้จะปรับเว็บไซต์ให้เป็นระบบ SEO แล้วก็ตาม หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์จุดอ่อน เสริมจุดแข็งแก่ธุรกิจออนไลน์ของคุณได้ไม่มากก็น้อย

ทำไมคนขายของออนไลน์ต้องรู้จัก SEO

ทำไมคนขายของออนไลน์ต้องรู้จัก SEO

ทำไมคนขายของออนไลน์ต้องรู้จัก SEO

SEO เป็นเทคนิคที่ทำให้สินค้าของคุณฮิตติดตลาดได้จากการที่ลูกค้าหรือคนที่ต้องการซื้อสินค้าในแนวของคุณ คีย์ หาด้วย keyword หรือ ชื่อสินค้า ชื่อแบรนด์ที่สนใจ ผ่านทางกูเกิ้ล ยาฮู หรือ บิง ก็สามารถค้นเจอหน้าเว็บไซต์ขอคุณขึ้นมาหราเป็นดันดับต้น ๆ นั่นแปลว่า SEO จะเป็นตัวช่วยสุดเลิศที่ทำให้คุณกับลูกค้าทางออนไลน์ได้เจอหน้ากันนั่นเอง ซึ่งศัพท์เต็ม ๆ ของ SEO คือ “Search Engine Optimization” เป็นคำที่คนขายของออนไลน์ “ไม่รู้จักไม่ได้เด็ดขาด” เพราะเทียบได้กับการเลือกทำเลร้านจริง ๆ คือ หากการมีหน้าร้านติดทำเลถนนหรือมีลูกค้าเดินผ่านไปมามาก ๆ ลองคิดดูว่า ย่านสีลม , สยาม , สำเพ็ง , ปากคลองตลาด , พาหุรัด , ตลาดสี่มุมเมือง ฯลฯ คำเหล่านี้ล้วนเป็นชื่อสถานที่ที่คุณคิดออกเลยว่า อยากหาอะไรต้องไปที่ไหน อย่างอยากหาซื้อเสื้อผ้าวัยรุ่นชิค ๆ แนวใหม่ล่าสุด ต้องไปเดินสยาม อยากหาของกินสไตล์หนุ่มสาวหรูหราต้องเครือเซ็นทรัล-เอ็มควาเทียร์ จะซื้อผลไม้ไปขายต่อแบบขายปลีกหรือขายรถเข็น ต้องตลาดสี่มุมเมือง หรือจะซื้อดอกไม้สดไปจัดช่อใช้งานตามโรงแรมหรืองานแต่งงานทีละเยอะ ๆ ก็มาปากคลองตลาด ฯลฯ

SEO เปรียบเสมือนการเลือกทำเลให้ลูกค้าพิมพ์

ตราบเท่าที่สถานที่เหล่านี้สำคัญในชีวิตจริง เราก็อยากบอกว่าการทำ SEO ก็เปรียบเหมือนการเลือกทำเลให้ลูกค้าพิมพ์แล้วหาคุณเจอง่าย ๆ 1 ใน สาม หน้าแรก จากการค้นหาเท่านั้นที่เขาวิจัยแล้วว่าทำให้ลูกค้าได้เจอร้านคุณและ “คลิกเข้ามาชม” มากที่สุด ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ ไม่ใช่ว่าจะพิมพ์ว่า SEO SEO SEO หรือใส่ว่า ดอกไม้ ดอกไม้ ดอกไม้ ซ้ำ ๆ แบบนี้ มีหวังโดนแบน แถมลูกค้าจะ “block” คุณออกจากสาระบบ เพราะรำคาญใน “ความไร้สาระ” หรือ “ความเวิ่นเว้อ” และที่สำคัญคือ ลูกค้าจะรู้สึกว่า คุณทำให้เขาเสียเวลา เสียค่าเน็ตในการคลิกเข้ามาแล้วอ่านอะไรที่ “ไม่ได้เรื่อง” เท่ากับว่าคุณจะเสียลูกค้าทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการไปโพสต์บอกต่อในแนวว่า “ของห่วย บอกต่อ” ประจานกัน แป๊บเดียว ลูกค้าคุณก็จะหายไปครึ่ง ๆ เลยทีเดียว

จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสินค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะทำตัวเว็บไซต์ เขียนบทความสำหรับโพสต์ลงเว็บไซต์ ทำรูปประกอบในเว็บไซต์ งานถ่ายภาพเพื่อขายไปประกอบบทความในเว็บไซต์ จึงต้องอาศัยหลักทาง SEO และที่เราเพิ่งทำให้คุณเห็น คือ การใช้ SEO ของคีย์เวิร์ดว่า เว็บไซต์ แบบง่าย ๆ ยังไงเล่า เราหวังว่าคุณคงพอจะเข้าใจ ความหมายในทางปฏิบัติของการทำ SEO กันมากขึ้น และเชื่อว่าจะเป็นบันไดไต่ยอดให้นักขายของออนไลน์ใส่ใจพัฒนาการ PR ตัวเองมากขึ้น นอกจากการเน้นที่คุณภาพของสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

SEO เปรียบเสมือนการเลือกทำเลให้ลูกค้าพิมพ์

เทคนิคการทำ SEO

วิธีเขียนอธิบายสินค้าด้วยเทคนิคการทำ SEO

ปัจจุบันผู้บริโภครุ่นใหม่หันมาซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น เพราะความสะดวกในการค้นหาผลิตภัณฑ์ คุณเป็นผู้ประกอบร้านค้าออนไลน์จะมีวิธีเขียนอธิบายนิยายของสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างไร เรื่องนี้สำคัญ การทำ SEO เข้ามามีบทบาทเพื่อให้ลูกค้าค้นหาเว็บไซต์พบเป็นอันดับแรก จากนั้นสามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ออนไลน์กับร้านค้าอื่น ๆ บนอินเทอร์เน็ตได้ง่าย คำอธิบายที่ตรงใจและมีเอกลักษณ์ ไม่ได้คัดลอกใคร จึงจะทำให้ระบบอัลกอริทึ่มของ Google ค้นหาเว็บและเชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ดที่ผู้บริโภคค้นหาอย่างรวดเร็ว คุณควรเรียนรู้วิธีเขียนเนื้อหาที่ดีที่สุด อ่านง่าย เข้าใจได้ทันที สามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้ค้นหามากเท่าไร ก็มีโอกาสได้ใจลูกค้าและปิดการขายง่ายขึ้นเท่านั้น

ทำไมการเขียนคำอธิบายผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องทำ SEO เนื่องจากเครื่องมือค้นหาอย่าง Google ทำงานเหมือนไดเร็กทอรีเว็บซึ่งติดตาม เว็บไซต์ หลายพันเว็บ มักจะประเมินเอกลักษณ์และความเกี่ยวข้องของหน้าเว็บ ดังนั้น หากคุณต้องการให้ธุรกิจของคุณค้นพบง่ายที่สุด คำอธิบายสินค้าต้องทำ SEO ด้วย มีหลักการง่ายๆ ดังนี้

หลักการทำ SEO ให้ธุรกิจเป็นที่รู้จัก

1.เน้นคุณสมบัติสำคัญ

เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซมักเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ผู้ขายจำเป็นต้องเน้นคุณลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน แม้ว่าจะเขียนบทความดีแค่ไหน แต่ถ้าสินค้าไม่มีประโยชน์หรือข้อดีเหนือกว่าคู่แข่ง ผู้ซื้อออนไลน์มักจะมองข้ามไป การเน้นคุณสมบัติสำคัญในคำอธิบายจะช่วยดึงดูดความสนใจมากขึ้น

วิธีเขียนอธิบายสินค้าด้วยเทคนิคการทำ SEO

2.ทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ของตนเอง

หากไม่เข้าใจผลิตภัณฑ์ของคุณอย่างครบถ้วน คุณอาจไม่สามารถพูดถึงคุณลักษณะที่ผู้ใช้กำลังมองหาได้อย่างตรงใจ ผู้ประกอบการต้องรู้ว่าสินค้ามีดีอะไร เปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้วมีจุดเด่นกว่าตรงไหน ที่สำคัญคือรู้ว่าลูกค้าเป้าหมายกำลังมองอะไร คำอธิบายที่ทำ SEO จะช่วยให้ผู้ค้นหาเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น อาจเขียนบทความแนะนำและนำเสนอจุดขายที่ไม่ซ้ำใคร

3.กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ

ทุกผลิตภัณฑ์ต้องขายออกไป เจ้าของกิจการรู้จักสินค้าของตนเองแล้ว ต้องรู้ด้วยว่าใครกำลังมองหาของสิ่งนั้นอยู่ กำหนดลูกค้าเป้าหมายเพื่อให้การเขียนบทความ เขียนคำโฆษณา และการทำ SEO ทำได้ตรงประเด็นที่สุด เพื่อให้ผู้เข้าชมสนใจในผลิตภัณฑ์ของคุณและตัดสินใจซื้อในที่สุด

4.ใช้ภาษาที่เหมาะสม

การเลือกคำสำหรับคำอธิบายผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งสำคัญ ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย ถ้าลูกค้าเป็นบุคคลทั่วไปอาจใช้ภาษาธรรมดาที่เรียบง่าย แต่ถ้าเป็นสินค้าเฉพาะทาง เช่น อุปกรณ์การแพทย์ ต้องใช้คำศัพท์เทคนิคซึ่งอาจแตกต่างจากคำศัพท์อื่น ๆ หรือลูกค้าวัยรุ่นควรหลีกเลี่ยงการใช้คำฟุ่มเฟือย เขียนกระชับ อ่านง่าย เพราะเป็นเรื่องปกติของวัยนี้ที่ไม่คุ้นกับการอ่านข้อความยาว ๆ

การเขียนแนะนำสินค้าควรเน้นการให้ข้อมูล เนื่องจาก Google ตรวจสอบข้อมูลอันเป็นเท็จเสมอ อย่าให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เกินจริง เลี่ยงคำว่า ขายดีที่สุด ติดอันดับสูงสุด อาจเป็นอันตรายต่อแบรนด์ของคุณและทำให้เว็บถูกลงโทษก็ได้ พฤติกรรมของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ไม่ชอบค้นหาอะไรนาน ๆ ควรใช้เพียงไม่กี่ประโยคง่าย ๆ และเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว

เขียนอธิบายสินค้าด้วยเทคนิคการทำ SEO

เว็บไซต์ SEO

SEO ทำตลาดออนไลน์ชัวร์และใช้ทุนไม่มาก

ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจประเภทใด มีหน้าร้านหรือขายทางออนไลน์ ก็จำเป็นต้องโฆษณาและทำตลาดเพื่อให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักและประสบความสำเร็จด้านยอดขาย แรกทีเดียวธุรกิจที่มีเงินทุนไม่มากนัก นิยมใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางขายสินค้าออนไลน์ ถึงไม่มีชื่อเสียงมากแต่สามารถกดไลค์ กดแชร์เพื่อสร้างคอนเนคชั่นไปได้กว้างไกล แต่หลังจากทางเฟซบุ๊กเก็บค่าโฆษณาออนไลน์ Facebook Ads ช่วงแรกราคาเบาๆ ช่วงหลังแพงขึ้น ยิ่งเป็นระบบเก็บเงินจากยอดคลิกหรือยอดโฆษณาแต่ละครั้ง ทำให้รายจ่ายเพิ่มทวีคูณ ต้นทุนสูงมากจนต้องมองข้ามเฟซบุ๊ก ย้อนกลับมาหาเว็บไซต์แบบดั้งเดิมพร้อมกับ การทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาในหน้าแรกๆ ของกูเกิ้ล ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคหน้าใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาอันรวดเร็ว

ทำการตลาดผ่านเว็บไซต์ โดยใช้ต้นทุนน้อย

การทำการตลาดโดยผ่านเว็บไซต์จะใช้ทุนน้อยกว่าการจ่ายโฆษณาทางเฟซบุ๊ก ซึ่งจะคำนวณค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ส่วนการทำ SEO จะมีค่าบริการในครั้งแรกที่สำคัญ ในช่วงหลังต่อไป ถ้าสามารถจัดหาบทความหรือสร้างเนื้อหาเพื่อโฆษณาสินค้าและบริการได้ด้วยตัวเอง อาจจะไม่ต้องจ่ายแพงเหมือนในครั้งแรกหรือไม่ต้องจ่ายอีกเลยก็ได้ หัวใจสำคัญของการโปรโมทเว็บด้วยเนื้อหาบทความจะต้องเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น คำเดียวอย่าง “เครื่องสำอาง” เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง หรือ “เครื่องสำอาง ครีมกันแดด” การใช้คำค้นหายาวจะเข้าถึงความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจงและค่าใช้จ่ายจะถูกลงด้วย เพียงใส่คำค้นหาอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้สามารถเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ลูกค้ามองหาไปยังเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น แนะนำให้เลือกบทความที่มีประโยชน์กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการใช้งานอย่างคุ้มค่าหรือไอเดียต่างๆ ที่น่าสนใจ ตลอดจนเรื่องราวสัพเพเหระที่น่าจะถูกใจลูกค้า เป็นการโปรโมทอย่างแนบเนียนโดยไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าถูกยัดเยียดโฆษณา การที่ผู้ชมเข้ามาเลือกหาสินค้าบ่อยๆ จะมีโอกาสได้จำนวนมากขึ้น

หลายคนซื้อโฆษณาจากเฟซบุ๊ก สินค้าหรือบริการของตนเองเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายในกลุ่มลูกค้า แต่ไม่เห็นว่ายอดขายจะขยับมากขึ้นเท่าไร เป็นไปได้ว่ายังมีจุดบอดในด้านอื่น เช่น สินค้าไม่โดดเด่นพอ ยังคงมีความคล้ายกับคู่แข่ง ทำให้ยากที่จะสร้างยอดขายได้มากและรวดเร็วอย่างที่ตั้งใจ อีกส่วนคือในเพจไม่ได้มีอะไรให้น่าติดตาม เรียกว่าขาดเสน่ห์จูงใจ ในการทำเว็บไซต์จะมีพื้นที่ให้นำเสนอเนื้อหาที่ดึงดูดลูกค้าให้สนใจสินค้าและบริการมากขึ้น มุ่งสร้างยอดขายได้ดีกว่าเดิม การทำ SEO จะเปิดช่องทางให้ลูกค้าใหม่เข้ามา นอกจากจะโปรโมทสินค้าและบริการของเราเองให้เป็นที่รู้จักกว้างขึ้น เราเองจำเป็นต้องพัฒนาบริการที่ดี มีข้อมูลรายละเอียดมาก ยินดีตอบคำถามและมีช่องทางติดต่อสื่อสารหลายช่องทาง ส่งของให้ลูกค้ารวดเร็วและถึงที่หมายเรียบร้อยทุกประการ ถือเป็นอาวุธที่ไม่ควรมองข้ามเพื่อให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นผล อย่าคิดจะหวังพึ่งพา SEO อย่างเดียว

ทำการตลาดผ่านเว็บไซต์

seo สูงขึ้น

Backlinks Dofollow ไม่มี แต่อันดับพุ่งเอาพุ่งเอา

seo สูงขึ้น

ถึงกับเงิบเลยทีเดียว เมื่อเห็นเว็บไซต์ที่ไร้แบคลิ้งค์แบบ Dofollow กลับมีดับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพบเห็นพฤติกรรมแบบนี้ในหลายคีย์เวิร์ดหลักด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคีย์เล็กๆหยุมหยิม หรือเป็นคีย์พนันที่มีคู่แข่งสูง มันเกิดอะไรขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของปัจจัยในส่วนของแบคลิ้งค์ ทำไมเว็บไซต์ที่มีแบคลิ้งค์คุณภาพจำนวนมากจึงไม่สามารถสู้เว็บไซต์ที่ปราศจากลิงค์แบบดูฟอลโล่แม้แต่ลิงเดียวได้เลย

ให้ลองสังเกตุเว็บเหล่านั้น ที่ติดอันดับดีขึ้นส่วนมากจะเป็นเว็บมีทราฟฟิกเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ จริงๆแล้วอย่างที่เรารู้กันดีว่า ณ เวลานี้อันกอริทึ่มตัวล่าสุดสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ได้เอง และพฤติกรรมผู้ใช้ก็จะมีอยู่ในฐานข้อมูล Google อยู่แล้ว อาจจะเป็นจากบริการเซอร์วิสอื่นๆอย่างเช่น Google Analytics พฤติกรรมของเจ้าอัลกอริทึ่มตัวล่าสุด เรียนรู้และพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลอย่างมากให้กับ Website ที่ไม่มีเวลาแต่งแบคลิ้งค์คุณภาพ แต่กลับมีอันดับดีขึ้นและมั่นคง นั่นก็คือเรื่องของ “พฤติกรรมคนเข้าเว็บในรูปแบบ Direct” คือมีการพิมพ์ชื่อเว็บเขาไปตรงๆ ผ่านการค้นหา Google และมีการคลิกไปยังเว็บนั้น รวมไปถึงมีการไปติดโฆษณาแบนเนอร์ตามเว็บไซต์ต่างๆในรูปแบบ Nofollow มีคนคลิกมายังแบนเนอร์นั้นจำนวนมาก ที่สำคัญคือมีการใช้เวลาอยู่ในหน้าเว็บไปทางอย่างยาวนานเพิ่มขึ้นกว่าปกตือีกด้วย

ทำเว็บให้ผู้ใช้อยู่ในเว็บนานๆ อีกหนึ่ง 1 เทคนิค SEO

ทำให้ผูคนอยู่นานๆ

เมื่อมีการคลิกแบนเนอร์มามากขึ้น เมื่อพฤติกรรมคนเข้ามาในเว็บแล้วอยู่เป็นระยะเวลานานพอสมควร มันจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้อันดับเว็บไซต์เรานั้นดีขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา ไม่เชื่อต้องลองทดสอบดู ลองเปิดเว็บไซต์ใหม่ซักหนึ่งเว็บแล้วลองไปหาลงโฆษณาในเว็บที่เกี่ยวข้องที่มีทราฟฟิคเยอะ และเพื่อความชัวร์ว่าไม่เกี่ยวกับ Backlinkให้เราติดในรูปแบบของ Nofollow เอาไว้ เมื่อเป็นแบบนี้ ถ้าเว็บไซต์ของเรามีผู้ชมมาจากแหล่งเว็บที่เราไปติดแบนเนอร์ ผ่านมายังเว็บไซต์ของเรา แล้วมีการใช้เวลาอยู่พอสมควรที่หน้าเว็บไซต์ของเรานี้ แปลว่าเว็บไซต์ของเราตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ ส่งผลให้กับเว็บใหม่ที่เราพึ่งสร้างนั้นมีอันดับดีขึ้นแบบผิดหูผิดตาเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ทริกนี้คงจะใช้ได้ไม่นานนัก ต้องอยู่ที่เจ้าอัลกอริทึมตัวล่าสุดของ Google ว่ามันจะเรียนรู้แล้วปรับปัจจัยต่างๆไปในทิศทางใดอีก