การทำ SEO ด้วยกลยุทธ์ Backlink แบบไหนเสี่ยงโดนแบน

การทำ SEO ด้วยกลยุทธ์ Backlink แบบไหนเสี่ยงโดนแบน

การทำ Backlink เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกในการจัดอันดับของ Google ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ดึงดูดผู้ชมเข้ามาเยี่ยมเว็บไซต์มากขึ้น อีกนัยหนึ่งการทำ Backlink ยังสะท้อนความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ว่าได้รับการยอมรับจากเว็บไซต์อื่น ๆ ซึ่งทาง Google ให้ความสำคัญในการจัดอันดับ แต่วิธีการต้องไม่ผิดกฎด้วยไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงโดนแบนได้เหมือนกัน

ลิงค์แบบไหนที่เรียกว่าผิดกฎอาจเสี่ยงโดนแบน จริงอยู่ที่ Backlink เป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญและใช้เป็นตัวชี้วัดความนิยมแต่ถ้ามุ่งเน้นเฉพาะจำนวนเว็บไซต์อาจถูกจับจ้องจาก Google ได้ว่าเป็นการทำ SEO ที่ไม่ถูกต้อง เมื่อต้องสงสัยว่าเว็บไซต์ทำลิงก์ปริมาณมากเพื่อให้มีผลต่อการจัดอันดับ ระบบอัลกอริทึ่มจะตรวจคัดกรองทันที ถ้าพบลิงก์ที่ไม่มีคุณภาพอาจทำให้เว็บไซต์ถูกขึ้นบัญชีดำแลถถูกแบนหายไปจากหน้าการค้นหาได้ มาดูกันว่าวิธีการทำ SEO รูปแบบไหนทำได้ แบบไหนไม่ควรทำ

ก่อนอื่นดูว่า Backlink ที่มีคุณภาพเป็นอย่างไร อันดับแรกคือ ลิงค์ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือซึ่งมีความสำคัญมากที่สุด การที่เว็บไซต์มีชื่อเสียงจะยอมรับการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของเราได้จำเป็นต้องสร้างคอนเทนท์ที่มีคุณภาพและเนื้อหามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เว็บไซต์ที่ดีมีคุณภาพจะตอบโจทย์สิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการได้เป็นอย่างดีทำให้มีจำนวนผู้เข้าชมมาและกลับมาใช้งานซ้ำ ถือเป็นตัวชี้วัดคุณภาพและความนิยมของเว็บเราและยังทำให้เว็บไซต์อื่น ๆ ยินยอมอ้างอิงและส่งลิงค์ให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ สำหรับการเช่าพื้นที่เว็บไซต์เพื่อสร้าง Backlink กลับมาที่เว็บไซต์ของเราก็ทำได้เหมือนกันแต่ต้องไม่ลืมเรื่องคุณภาพและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน

วิธีการสร้าง Backlink จะใช้การเชื่อมโยงจากเว็บไซต์หนึ่งไปอีกเว็บไซต์หนึ่ง โดยลิงก์ไปหน้าสินค้าและบริการ หรือลิงก์กับรูปภาพและวิดีโอก็ได้ การใช้รูปภาพและวิดีโอเป็นการอธิบายเนื้อหาที่เข้าใจง่ายในเวลาอันจำกัด ควรเลือกรูปภาพประกอบที่สวยงามและดึงดูดความสนใจ ส่วนวิดีโอควรทำเป็นคลิปที่กระชับเข้าใจง่าย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่นิยมดูคลิปวิดีโอที่ยาวเกินไป หากการสร้างลิงก์ทำให้คนเข้าดูเว็บไซต์ของเราเพิ่มขึ้นถือเป็น Backlink ที่มีคุณภาพและส่งผลดีต่ออันดับในการทำคะแนน SEO ให้ได้ผลสำเร็จเร็วขึ้นด้วย 

ต่อเป็นจะอธิบายว่าวิธีการทำ Backlink แบบไหนควรหลีกเลี่ยง การสร้างลิงค์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติช่วยให้การค้นหาและเชื่อมโยงลิงก์จำนวนมากเข้ามาที่เว็บไซต์อย่างรวดเร็ว แต่เป็นวิธีที่ล้าสมัยและ5^dห้ามตามกฎกติกาของ Google อีกเหตึผลสำคัญคือเว็บไซต์ที่ลิงก์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติไม่ผ่านการคัดกรองคุณภาพ ไม่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ไม่ไม่ส่งผลดีกับ SEO อันดับไม่ดีขึ้นเลย นอกจากนี้ยังทำลายความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ อาจถูกมองว่าเป็นสแปมและยังเสี่ยงถูกแบนอีกด้วย อธิบายเพียงเท่านั้นคงพอเข้าใจว่าอะไรทำแล้วดี หรืออะไรทำแล้วส่งผลเสียกับ SEO ควรหลีกเลี่ยง

SEO มีความสำคัญต่อการทำเว็บไซต์มากแค่ไหน?

SEO มีความสำคัญต่อการทำเว็บไซต์มากแค่ไหน?

SEO กลายมาเป็นหัวใจหลักสำคัญของการทำเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ที่ต้องการให้คอนเท้นต์ของตัวเองไปเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก เพราะถือว่าเป็นเทคนิคสำคัญที่จะช่วยทำให้เกิดตลาดออนไลน์ที่มีความคึกคัก ทำให้ธุรกิจออนไลน์ทั่วไปสามารถที่จะผลักดันตัวเองให้ไปสู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างถูกจุด โดยจะเป็นการใช้กับกลุ่มเว็บ Search Engine ซึ่งเว็บในด้านนี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดต้องยกให้กับทาง Google ที่ถือว่าเป็นเจ้าใหญ่แห่งวงการ ดังนั้นการทำ seo จึงมีความสำคัญอย่างมากในธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่

การทำ SEO หรือที่ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า Search Engine Optimization คือ การทำตลาดออนไลน์ในรูปแบบที่ยั่งยืนและไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสูงมากเกินไป ยิ่งถ้าคุณมีความรู้ด้านนี้มาโดยเฉพาะและเข้าใจถึงแก่นของความเป็น seo อย่างชัดเจน คุณไม่จำเป็นต้องจ้างให้ผู้เชี่ยวชาญมาทำจนเสียเงินจำนวนมากเลยแม้แต่น้อย เพราะการทำ seo สามารถเริ่มต้นทำได้ตั้งแต่ตัวเจ้าของเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ได้เลย แม้แต่เจ้าของร้านค้าออนไลน์ก็สามารถทำ seo ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งความสำคัญของการทำ seo นั้นจะมีด้วยกัน 2 ส่วน คือ seo off page และ seo on page ที่จะเป็นตัวช่วยผลักดันให้เว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ถูกประมวลผลไปอยู่หน้าต้น ๆ ของ Google และติดอันดับอย่างยาวนาน

แต่ทั้งนี้การทำ seo ที่ถูกต้องจะช่วยทำให้การติดอันดับมีความยั่งยืนมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งการทำอย่างถูกต้องนั้นจำเป็นจะต้องใช้หลักการในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของ Content, ความยาว, การใช้ Content ที่เชื่อมต่อกับเว็บไซต์, การสร้าง Keyword ที่เหมาะสมต่องาน Content, การทำ Backlinks และการใส่ปัจจัยต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดเป็น seo Ranking ที่นอกจากจะทำให้ Keyword ของคุณถูกใจ Google จนไปอยู่หน้าแรกแล้ว ยังจะทำให้คุณติดอันดับของธุรกิจที่ Google ให้ความสนใจสูงจนติดหน้าแรกไปอีกยาวนาน

นอกจากนี้คุณยังสามารถทำการลงโฆษณา Google Ads เพื่อไปติดหน้าแรกได้เช่นกัน แต่เชื่อได้เลยว่าการทำ seo นั้นย่อมมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า เพราะเมื่อโฆษณาที่คุณซื้อหมดวาระลง เว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ของคุณก็จะหายไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันที่ seo Ranking นั้นจะอยู่ได้ยาวนานกว่า ยิ่งมีคนเข้าใช้งานสื่อออนไลน์ของคุณมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่ม Traffic ที่มากขึ้นและกลายเป็นการส่งเสริมให้ติดบนหน้าแรกของ Google ไปได้อีกยาวนาน โดยที่คุณแทบไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว ซึ่งการทำ SEO ในแต่ละครั้งจะอยู่ได้ยาวนานกว่า 1 ปี

ถ้าคุณต้องการทำให้ SEO มีคุณภาพ คุณควรศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ให้ชัดเจน พร้อมทำทุก Content ออกมาอย่างมีคุณภาพและสอดคล้องกับเว็บไซต์หรือสื่อออนไลน์ของคุณให้มากที่สุด ทำให้ผู้อื่นรู้สึกอยากอ่านหรืออยากติดตามเรื่องราวมากกว่าการใช้วิธีสแปมหรือใช้บทความที่ไม่ถูกต้อง เพื่อทำให้สื่อออนไลน์ของคุณมีคุณภาพ พร้อมที่จะให้บริการด้านต่าง ๆ​ ​แก่ลูกค้า​ และกลายเป็นเงินกำไรกลับมาอย่างมหาศาล ดังนั้นจึงสามารถบอกได้เลยว่า​ SEO​ มีความสำคัญต่อตลาดออนไลน์อย่างมาก

ทำความรู้จักหลักการทำงานของ Google Algorithm 2021 ที่จะช่วยให้การทำ SEO ง่ายขึ้น

ทำความรู้จักหลักการทำงานของ Google Algorithm 2021 ที่จะช่วยให้การทำ SEO ง่ายขึ้น

ในปี 2021 ทาง Google ได้มีการอัปเดตการทำงานของระบบ Algorithm เพื่อปรับปรุงการจัดอันดับเว็บไซต์ต่าง ๆ บนหน้าแสดงผลการค้นหาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้การทำ SEO ที่อิงอยู่กับหลักเกณฑ์การให้คะแนนของระบบ Algorithm แบบเก่า อาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไป ฉะนั้น หากผู้สร้างเว็บไซต์ไม่ปรับปรุงเนื้อหาหรือคอนเทนต์ในเว็บไซต์ให้อัปเดตตามระบบ Algorithm แล้ว ก็อาจส่งผลให้หลุดจากการจัดอันดับเว็บไซต์ได้ง่าย ๆ วันนี้เราจึงจะพาไปทำความรู้จักหลักการทำงานของ Google Algorithm 2021 ที่จะช่วยให้การทำ SEO ง่ายขึ้น

1.ต้องรองรับการเข้าถึงโดยสมาร์ทโฟน
ปัจจุบัน Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่ออกแบบหน้าเว็บให้รองรับการเข้าถึงโดยสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอย่างมาก ถึงขั้นที่มีการพัฒนา Algorithm ที่ชื่อว่า “Mobile Friendly” ซึ่งทำหน้าที่คอยตรวจจับและให้คะแนนเว็บไซต์ที่รองรับการเข้าถึงผ่านสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะ ฉะนั้น ใครที่กำลังคิดจะทำ SEO จึงควรพิจารณาในข้อนี้เป็นอันดับแรก เช่น ตัวหนังสือไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป สามารถอ่านในสมาร์ทโฟนได้แบบสบายตา หรือการจัดหน้าเว็บไซต์ที่ไม่ซับซ้อน สามารถเข้าสู่หน้าอื่น ๆ บนเว็บได้ง่าย เป็นต้น

2.เวลาที่ใช้โหลดหน้าเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่ใช้เวลาโหลดหน้าเว็บนานเกินไป อาจทำให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมรู้สึกรอนานจนออกจากหน้าเว็บไปก่อนที่จะโหลดเสร็จ ซึ่งนี่เป็นสัญญาณเตือนว่า เว็บไซต์ของคุณจะเสียคะแนนเมื่อมีการจัดอันดับเว็บไซต์โดย Algorithm ของ Google ซึ่งส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณหลุดจากหน้าแรกได้ง่าย ๆ

3.การตอบสนอง
การตอบสนองของหน้าเว็บไซต์ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการคลิก หรือการเลื่อนขึ้น-ลง ที่ควรมีความเสถียร ไม่ช้าเกินไป หรือมีอาการค้าง เพราะหากเว็บไซต์มีการตอบสนองช้าเกินไปหรือไม่มีความเสถียร ระบบ Algorithm ของ Google ก็อาจมองว่าเว็บไซต์ของคุณไม่เป็นมิตรและสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อผู้ใช้งาน ซึ่งก็อาจทำให้เว็บไซต์ของคุณเสียอันดับดี ๆ ที่เคยมีได้นั่นเอง

4.ความเสถียรรูปภาพ และเนื้อหา
รูปภาพและข้อความต่าง ๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ควรมีความเสถียร ไม่ควรใช้เวลาโหลดนานเกินไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้งานมีประสบการณ์ที่ดีตลอดการเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยรูปภาพและข้อความต่าง ๆ ควรใช้เวลาโหลดไม่เกิน 3 วินาที เพราะหากนานกว่านั้น ระบบ Algorithm ของ Google ก็อาจมองว่าเว็บไซต์ของคุณไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เสียคะแนนการจัดอันดับได้

5.โครงสร้างเว็บไซต์
โครงสร้างเว็บไซต์ควรมีระเบียบ ไม่ซับซ้อน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ง่าย ยิ่งออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกระตุ้นให้ผู้ใช้งานอยากอยู่เยี่ยมชมในหน้าเว็บไซต์นานขึ้นเท่านั้น และเมื่อเว็บไซต์ของคุณมีผู้ใช้งานค้างอยู่ในหน้าเว็บเป็นเวลานาน ๆ ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะได้รับการจัดอันดับดี ๆ จาก ระบบ Algorithm ของ Google นั่นเอง

6.การคัดลอกเนื้อหา
เจ้าของเว็บไซต์บางคนน่าจะคุ้นเคยกับเทคนิคการทำ SEO ให้ติดอันดับด้วยการ “คัดลอก” บทความจากเว็บไซต์ที่ติดอันดับอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งหากเป็นเมื่อสิบปีก่อน วิธีนี้ถือว่าได้ผลอย่างมาก แต่สำหรับปี 2021 ทาง Google ได้พัฒนา Algorithm ที่ชื่อว่า “Panda” ที่จะคอยตรวจจับการคัดเลือกเนื้อหาของเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ แถมเจ้าหมีตัวนี้ยังฉลาดมากซะด้วย เพราะฉะนั้นอย่าคิดลองดีกับมันด้วยการกด Ctrl+C และ Ctrl+V แบบเด็กมัธยมเด็ดขาด แล้วจะหาว่าไม่เตือน!

ถ้าคุณสงสัยว่าอัลกอริทึมต่าง ๆ นั้นทำงานอย่างไร ก็บอกไว้เลยว่า Google เก็บเป็นความลับ ดังนั้น เอาเวลาที่จะหาช่องโหว่ของระบบไปพัฒนาเว็บไซต์และเนื้อหาให้ผู้อ่านได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด จะส่งผลดีต่อ SEO ได้ในที่สุด

4 เคล็ดลับ เพิ่มผู้ติดตาม Facebook Fanpage ด้วย SEO

4 เคล็ดลับ เพิ่มผู้ติดตาม Facebook Fanpage ด้วย SEO

Facebook เป็น Social media ที่มีจำนวน Users อันดับ 1 ของโลก ทำให้ การสร้าง Facebook Fanpage กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่เหล่า Online Marketing และ Online Product ใช้ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ แต่สำหรับผู้ใช้ใหม่ที่ต้องการใช้พื้นที่ Fanpage ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย​ แนะนำให้อ่าน 4 เคล็ดลับทำ SEO บน Fanpage ต่อไปนี้จะทำให้มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

1.ให้ความสำคัญกับการเลือกรูป Logo และภาพปก
แม้ว่าการตั้งชื่อแฟนเพจจะมีความสำคัญในการทำ SEO แต่หากตั้งชื่อด้วย Keyword (คำค้นหา) เพียงอย่างเดียวแต่ละเลยความสำคัญของโลโก้และรูปปกก็ทำให้กลุ่มเป้าหมายหมดความสนใจได้ การให้ความสำคัญกับการทำโลโก้และรูปปกที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการทำเพจจะช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า​ รวมถึงช่วยในการตัดสินใจกดปุ่มติดตามด้วย

2.สร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจแต่ไม่ต้องยาว
ว่าจะเป็นการเขียนคำอธิบายแฟนเพจหรือการสร้างคอนเทนต์บนแฟนเพจควรนำเทคนิค SEO พื้นฐานมาใช้ คือ การแทรกเนื้อหาด้วยคีย์เวิร์ดที่มีคุณภาพและผ่านการวิเคราะห์มาแล้วและไม่ควรมีความยาวมากเกินกว่า 300 คำ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ใช้งาน Facebook โดยส่วนใหญ่มักใช้ Facebook เพื่อฆ่าเวลา ดังนั้นการสร้างคอนเทนต์ที่มีความยาวมากเกินไปก็ทำให้ Fanpage หมดความน่าสนใจได้ นอกจากนี้การให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอบ่อย ๆ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ Fanpage มีความน่าสนใจและเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นได้

3.ทุกครั้งที่โพสต์รูปลง Fanpage ต้องแก้ไขคำอธิบายภาพทุกครั้ง
ในปี ค.ศ.2021 Facebook มีการปรับลูกเล่นบน Fanpage ให้มีความคล้ายคลึงกับการทำเว็บไซต์มากขึ้น​ ทำให้การโพสต์ภาพลงแฟนเพจในปัจจุบันจึงเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ Facebook เพิ่มขึ้นมาเพื่อรองรับการแสดงผลบน Search Engine มากขึ้น โดยเราสามารถเพิ่มปริมาณการเข้าถึงของกลุ่มเป้าหมายได้ด้วยการแก้ไขคำอธิบายภาพด้วยการแทรกคีย์เวิร์ดที่ต้องการ

4.โพสต์คอนเทนต์ในช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายออนไลน์
แม้ว่าคนยุคใหม่จะมีพฤติกรรมในการออนไลน์บน Social media เกือบตลอดเวลา แต่เพื่อให้การโพสต์คอนเทนต์เกิดประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด การให้ความสำคัญกับช่วงเวลาในการโพสต์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เช่น หากทำเพจเกี่ยวกับอาชีพเสริมสำหรับพนักงานประจำก็ควรเลือกโพสต์คอนเทนต์ในช่วงเวลาพักกลางวันหรือเวลาเลิกงาน เป็นต้น เนื่องจากการโพสต์ถูกเวลาจะทำให้กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสเห็นโพสต์ของเราได้มากกว่า

ไม่ว่าจะต้องการทำการตลาดบน Platform ไหนก็ตาม การนำความรู้เกี่ยวกับ Search Engine Optimization หรือ SEO ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงของกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น ดังนั้นการหมั่นอัปเดตเทรนด์การทำ SEO บน Platform ต่าง ๆ เพื่อหาวิธีที่มีประสิทธิภาพและทันยุคสมัย​ จะทำให้มีจำนวนผู้ติดตามเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ให้กับหน้าเพจบน Facebook

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ให้กับหน้าเพจบน Facebook

การเปิดเพจใน Facebook เพื่อขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่นิยมมาก เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายอย่างการจดโดเมนและเช่าโฮสติ้งเว็บไซต์ปีละนับพันบาท แถมคนไทยจำนวนหลายล้านคนก็มีบัญชี Facebook สำหรับการหาข้อมูลต่าง ๆ และการซื้อสินค้าและบริการเป็นประจำด้วย การทำ SEO ให้กับเพจร้านค้าบน Facebook จึงเป็นช่องทางที่ช่วยให้เพจของคุณถูกค้นเจอง่ายและได้รับยอดสั่งซื้อตามมามากขึ้น เรามาดูกันว่ามีประเด็นใดบ้างที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ให้หน้าเพจบน Facebook

1.SEO ของ Facebook และ Google ไม่เหมือนกัน
กล่าวได้ว่า ระบบ algorithm ของ Google และ Facebook มีความแตกต่างกันตามแนวทางของทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังในการพัฒนาระบบ และทั้งสองยังเป็นคู่แข่งทางธุรกิจระดับโลกด้วย การทำเพจบนเฟซบุ๊กจึงต้องศึกษาแนวทางอย่างละเอียด ว่าระบบอัลกอริทึมมีการเก็บข้อมูลแบบใดบ้าง และทำ SEO ใน Facebook อย่างจริงจังอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

2.หา keyword SEO ให้กับหน้าเพจบน Facebook
การใช้ keyword SEO ใน Facebook ต้องเลือกจากคำที่มีคนนิยมพิมพ์ค้นหาผ่านทางแอปพลิเคชัน ซึ่งมีการวิจัยพบว่า การใช้คีย์เวิร์ดที่มีความยาวมาก มีรายละเอียดเฉพาะเจาะจง เช่น ระบุแบรนด์ สีสัน ราคา เพศผู้ใช้ ของสินค้านั้น ๆ จะทำให้ได้รับความนิยมสั่งซื้อมากกว่าการตั้งคีย์เวิร์ดแบบกว้าง ๆ

3.สร้างลิงก์เชื่อมโยงบ่อย ๆ
คุณต้องเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงลิงก์เข้ามาที่หน้าเพจ Facebook บ่อย ๆ ด้วยการเข้าร่วมกลุ่มที่มีคนรวมตัวกันจำนวนมาก ๆ เช่น คุณขายเสื้อผ้าของใช้ทารก ก็ควรสมัครเข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มแม่และเด็ก คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ร้านขายสินค้าเพื่อสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนนับร้อยกลุ่มบน Facebook เพื่อเกิดการปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ต่าง ๆ และเป็นการประชาสัมพันธ์เพจของคุณไปในตัวด้วย หากมีลูกค้าสนใจ ก็สามารถที่จะแนบลิงก์แนะนำเพจคุณได้ หากไม่ผิดกฎกติกาของกลุ่ม

4.อัปเดตบทความใหม่ ๆ เสมอ
การนำเสนอบทความ SEO ใหม่ ๆ เป็นประจำ โดยใส่คีย์เวิร์ด SEO หรือติด tag ยอดนิยมแทรกระหว่างบทความ เป็นเทคนิคสำคัญที่ทุกเพจ Facebook ต้องทำ หากจะรักษาอันดับ SEO ให้ดี เพราะดีต่อการเก็บข้อมูลของอัลกอริทึม และยังแสดงถึงการใส่ใจทำเพจขายสินค้าอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจในการเข้ามาสั่งซื้อสินค้าจากเพจของคุณมากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้กับแฟนเพจบน Facebook เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาอยู่หลายประการ และสามารถทำควบคู่กับการซื้อพื้นที่โฆษณาบน facebook ที่จ่ายเป็นรายครั้งได้ อย่างไรก็ตาม หากทำ SEO ได้อย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาใน Facebook ลงไปได้ เนื่องจากระบบการแสดงผลตาม algorithm จะเป็นแบบออแกนิค เพจที่มีคุณภาพสูงจะถูกนำเสนอชื่ออยู่ในอันดับแรก ๆ เกือบตลอดเวลาอยู่แล้ว

รวมเหตุที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรทำ SEO

รวมเหตุที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรทำ SEO

เชื่อว่าในยุคนี้ไม่มีใครไม่รู้จักการทำ SEO เพราะนี่คือเทรนด์การตลาดออนไลน์ที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ทำให้หลายธุรกิจที่ไม่เคยคิดทำ SEO กลับต้องหันมาทำการตลาดออนไลน์วิธีนี้ดูบ้าง โดยเฉพาะยุคที่มีการแข่งขันในทุกธุรกิจ และสำหรับใครที่ยังไม่รู้จักว่าการทำ SEO คืออะไร ลองมาดูความหมายพร้อมเหตุผลที่เจ้าของธุรกิจควรทำ SEO เพื่อความสำเร็จระยะยาว

SEO คืออะไร
หากจะให้อธิบายแบบง่าย ๆ ต้องบอกว่า SEO คือการทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นมาอยู่อันดับต้น ๆ ของ Search Engine โดยเฉพาะ Search Engine ยอดนิยมอย่าง Google, Yahoo หรือ Bing ซึ่งแน่นอนว่าหากลูกค้ากดค้นหาและเจอเว็บไซต์ธุรกิจคุณอยู่อันดับต้น ๆ หรือติดอันดับในหน้าแรกจะมีข้อดีตามมาหลายอย่างอย่างแน่นอน

เหตุผลที่เจ้าของธุรกิจควรทำ SEO

  • ธุรกิจเป็นที่รู้จัก
    การทำ SEO นั้น แน่นอนว่าเจ้าของธุรกิจทุกคนต้องคาดหวังให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักในวงกว้างและมีผู้คลิกเข้าชมเว็บไซต์มากกว่าเดิม ซึ่งการทำ SEO ย่อมเป็นตัวช่วยตอบโจทย์นี้ได้ เพราะเมื่อวันหนึ่งเว็บไซต์ติดหน้าแรกของ Search Engine โอกาสการมองเห็นจะเพิ่มขึ้นและเมื่อผู้ใช้งานเห็นเว็บไซต์คุณบ่อย ๆ ย่อมทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแน่นอน
  • เว็บไซต์น่าเชื่อถือ
    ลองคิดตามว่าหากลูกค้าค้นหาสินค้าหรือบริการและเจอเว็บไซต์คุณติดอันดับต้น ๆ ของ Search Engine นอกจากจะช่วยเพิ่มจำนวนคลิกแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่าเว็บไซต์ของคุณได้รับความนิยมและมีความน่าเชื่อถือจนทำให้ติดหน้าแรก ยิ่งหากคลิกเข้าสู่เว็บไซต์แล้วเจอคอนเทนต์ดี ๆ และบริการที่มีประโยชน์ ยิ่งเพิ่มความมั่นใจได้อีกเท่าตัว
  • จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น
    พฤติกรรมของผู้ใช้ Search Engine มักคลิกไปยังเว็บไซต์ที่ปรากฏอันดับต้น ๆ เสมอ เนื่องจากไม่อยากคลิกหน้าถัดไปให้เสียเวลา เพราะฉะนั้นการที่เว็บไซต์ติดอับดับแรก ๆ นอกจากเพิ่มความน่าเชื่อถือแล้ว ยังเพิ่มจำนวนคลิก เป็นผลทำให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น และหากผู้ใช้งานอยู่ในเว็บไซต์ของคุณนาน ๆ ยังช่วยเพิ่มคะแนนจาก Search Engine ได้อีกด้วย
  • ประหยัดค่าโฆษณา
    แม้ว่าการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ถึงอย่างนั้นก็นับเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการซื้อโฆษณารวมถึงใช้งบประมาณน้อยกว่าการทำ SEM ที่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณากับ Search Engine อีกทั้งการซื้อโฆษณาอาจให้ผลลัพธ์ระยะสั้น ในขณะที่การทำ SEO กลับให้ผลลัพธ์ระยะยาว

สำหรับธุรกิจใดที่ยังไม่ได้ทำ SEO บอกเลยว่าห้ามมองข้ามการทำการตลาดออนไลน์วิธีนี้เด็ดขาด เพราะจะช่วยให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักระยะยาวและมีโอกาสปั้นธุรกิจให้เติบโต นอกจากนี้ อย่าลืมทำ SEO ร่วมกับการทำการตลาดออนไลน์วิธีอื่นควบคู่ไปด้วย เพื่อผลลัพธ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง

เคล็ดลับทำ SEO ปรับปรุงเนื้อหาอย่างไรดึงดูดผู้ใช้มากขึ้น

เคล็ดลับทำ SEO ปรับปรุงเนื้อหาอย่างไรดึงดูดผู้ใช้มากขึ้น

การทำ SEO หมายถึงกระบวนการทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักรวดเร็ว มีผู้ใช้งานจำนวนมาก และเว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหาบนเสิร์ชเอนจิ้นอย่าง Google เคล็ดลับการทำ SEO ส่วนใหญ่มีคำแนะนำมากมาย เช่น “เขียนเนื้อหาที่มีคุณภาพ” และ “ใช้คีย์เวิร์ดยอดฮิต” รวมทั้ง “ปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้” หลายเว็บไซต์แนะนำให้เห็นความผิดพลาดที่เคยทำมาก่อน ช่วยหาหนทางที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพที่สุด ที่สำคัญคือนำไปใช้ได้จริง โดยเรามีเคล็ดลับดี ๆ มาฝากกันดังนี้

1.ปรับปรุงเนื้อหาใส่คีย์เวิร์ดในตำแหน่งเหมาะ การเขียนเนื้อหาบทความส่วนใหญ่ไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ฉบับร่าง จะต้องมีการใส่คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม ปริมาณไม่มากเกินไป เริ่มจากการใส่คีย์เวิร์ดหลักลงในชื่อ URL ของเว็บไซต์ 2-3 หน้า รวมทั้งในชื่อบทความและพารากราฟแรกเพื่อให้ติดอับดับในแต่ละหน้านั้น การแทรกคีย์เวิร์ดในตำแหน่งหลัก ๆ ต้องไม่พลาดใส่คำสำคัญครอบคลุมหัวข้อย่อยของบทความด้วยจะช่วยปรับปรุงการจัดอันดับคีย์เวิร์ดหลักทำให้ Google เห็นว่าหน้าเว็บนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

2.ส่งอีเมลและสร้างลิงก์ถึงทุกคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้า การสร้างแบ็กลิงก์ย้อนกลับเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับของเสิร์ชเอนจิ้น แม้จะเป็นงานน่าเบื่อแต่จำเป็น เพราะการสร้างลิงก์คุณภาพทำให้มีโอกาสดึงดูดผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าในอนาคตได้ง่ายขึ้น โดยค้นหาจากอีเมลแสวงหาลูกค้าเป้าหมายแล้วโน้มน้าวให้เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ แนะนำว่าไม่ควรเขียนขอลิงก์ในอีเมล แต่แจ้งข่าวความเคลื่อนไหวและโปรโมทบทความให้ลูกค้าเข้ามาอ่าน หากบทความเขียนได้ดีเนื้อหามีเอกลักษณ์ ผู้อ่านจะชื่นชมและแชร์ออกไป ทำให้มีผู้เยี่ยมชมมากขึ้น

3.เพิ่มลิงก์ภายในจากหน้าหนึ่งในเว็บไซต์ไปยังอีกหน้าหนึ่ง ช่วยนำทางให้ผู้เยี่ยมชมเข้าไปอ่านเนื้อหาในหน้าต่าง ๆ กระจายทั่วเว็บไซต์ เป็นการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดี ใช้งานง่าย เป็นที่พอใจของลูกค้า เจ้าของเว็บไซต์ควรกำหนดอันดับ URL ของแต่ละเพจเพื่อจัดลำดับความสำคัญของแต่ละหน้าและเพิ่มลิงก์ภายในจากเพจสำคัญที่สุดไปยังเพจย่อยอื่น ๆ

4.ตรวจสอบเนื้อหาประจำปีเพื่อปรับปรุงใหม่ บางบทความอาจใช้เนื้อหาเดิมได้แต่ควรปรับเปลี่ยนคีย์เวิร์ดที่ทันสมัยมากขึ้น วิเคราะห์หน้าเพจทั้งหมดในเว็บไซต์เพื่อดูว่าควรเก็บเพจไหนเอาไว้ เพจไหนดีอยู่แล้ว และเพจไหนควรอัปเดตข้อมูลใหม่ ควรประเมินไปทีละหน้าเพจ หน้าสำคัญต้องเก็บไว้แม้ว่าจะมีผลต่อการทำ SEO เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยก็ตาม จากนั้นลบเพจที่ไม่ต้องการแล้วออกไป การปรับปรุงโครงสร้างและเนื้อหา จะทำให้ผู้ใช้งานพอใจเว็บไซต์มากขึ้นแน่นอน

5.เปลี่ยนบล็อกโพสต์เป็นวิดีโอ ทุกวันนี้คนอ่านหนังสือน้อยลง บ้างก็ชอบรูปแบบเนื้อหาที่แตกต่างกัน ควรปรับปรุงใหม่ให้ตรงกับความชอบของลูกค้าในวงกว้าง หากโพสต์บทความไหนมีผู้เข้าชมจำนวนมาก อาจฝังวิดีโอเพิ่มเติมเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้เข้าชมมากขึ้น

สิ่งสำคัญนอกเหนือจากเทคนิคที่กล่าวมาคือ ทำ SEO ต้องทำเพื่อประสบการณ์ของผู้ใช้ แล้วทุกอย่างจึงจะครบองค์ประกอบทำให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้

เหตุผลที่ธุรกิจควรทำ SEO ให้เว็บไซต์เติบโต กระตุ้นยอดขายต่อเนื่อง

เหตุผลที่ธุรกิจควรทำ SEO ให้เว็บไซต์เติบโต กระตุ้นยอดขายต่อเนื่อง

ทุกวันนี้เจ้าของธุรกิจจัดทำเว็บไซต์โดยปรับแต่งให้สอดคล้องกับเครื่องมือค้นหาหรือ SEO ทำให้กิจการเป็นที่รู้จักแพร่หลาย สามารถเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายมากขึ้นและกระตุ้นยอดขายเพิ่มขึ้น นั่นคือเหตุผลหลักที่ควรทำ SEO ด้วยการจ้างทีมงานมืออาชีพเข้ามาปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับบนเครื่องมือการค้นหาหลัก เช่น Google, Yahoo, Bing เป็นต้น แม้ว่า SEO จะต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ให้ประโยชน์คุ้มค่า ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดในระยะยาว

เหตุผลแรกที่ธุรกิจควรทำ SEO คือปรับปรุงเว็บไซต์ให้เป็นประโยชน์กับผู้ใช้ เพราะเข้าใจว่าผู้ใช้ต้องการอะไรจึงออกแบบโครงสร้างเว็บเพจที่ใช้ง่าย ผู้ใช้งานไม่สับสน สามารถค้นเจอข้อมูลที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของผู้ใช้เป็นสิ่งสำคัญ ลองนึกว่าตนเองเข้าเว็บไซต์แล้วไม่พบสิ่งที่ต้องการหรือต้องเสียเวลามาก ก็มักจะออกจากเว็บไซต์และไม่กลับมาใช้งานอีก Google ติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา ถ้าลูกค้าเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์เพียงช่วงสั้น ๆ จะถูกประเมินว่าได้รับประสบการณ์ที่ไม่น่าพอใจเท่าที่ควร แต่ถ้ามีการใช้งานซ้ำอีกบ่อย ๆ หมายถึงเว็บไซต์เป็นมิตรกับผู้ใช้และสร้างความพอใจ ซึ่งจะทำให้ได้รับการจัดลำดับที่ดีขึ้น

การทำ SEO ไม่เพียงทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักเท่านั้น แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือด้วย ซึ่งการยอมรับจากลูกค้านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ถ้าเว็บไซต์ใช้ง่ายและมีผู้เข้าชมจำนวนมากเข้าใช้บริการอย่างต่อเนื่องย่อมการันตีความน่าเชื่อถือและมีแนวโน้มที่จะขายได้มากขึ้น

อีกเหตุผลคือการทำ SEO ช่วยกำหนดเป้าหมายกลุ่มลูกค้าที่เฉพาะเจาะจง รู้ว่าต้องการอะไรและกำลังค้นหาข้อมูลแบบไหน จากนั้นกำหนดคีย์เวิร์ดให้ตรงจุดจากการค้นหาเทรนด์ของสินค้ายอดนิยม สิ่งที่น่าสนใจ ตลอดจนสถิติคำค้นหาที่ใช้กันมากเพื่อวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่มีประสิทธิภาพ ทั้งคำหลักและคำรองที่เชื่อมโยงไปยังข้อมูลที่เกี่ยวข้องซึ่งจะให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ผู้ใช้งานค้นหาสิ่งที่พอใจได้มากที่สุด นั่นเท่ากับว่าวางแผนกลยุทธ์ SEO ได้ถูกต้องและเพิ่มโอกาสในการขายง่ายขึ้น

อีกเหตุผลที่สนับสนุนการทำ SEO คือช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางดึงดูดลูกค้าท้องถิ่นมากขึ้น โดยปรับเนื้อหาของเว็บไซต์เพื่อตอบคำถามที่ตรงความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น อาจใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์ระหว่าง 6-12 เดือนนับจากวันที่เริ่มปรับปรุงเว็บไซต์ ซึ่งเกิดประโยชน์ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ข้อมูลเหล่านี้เป็นเหตุผลหลักที่ต้องลงทุนทำ SEO ให้เว็บไซต์มีประโยชน์ต่อลูกค้าและสร้างความพอใจสูงสุดเพื่อเพิ่มยอดคนเข้าใช้และเพิ่มปริมาณยอดขายโดยรวม ช่วยให้ธุรกิจขยายตัวไปอย่างต่อเนื่อง

การทำ SEO เป็นกลยุทธ์ระยะยาวซึ่งเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการโฆษณาผ่านสื่อกระแสหลัก นับเป็นหนึ่งในประโยชน์สูงสุดของการทำ SEO โดยเฉพาะต่อธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้นจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ จะช่วยลดต้นทุนโฆษณาด้วยการจ้างทีมงานมืออาชีพเข้ามาดูแล SEO เรียกว่าลงทุนไม่สูงเท่าโฆษณาทางตรง แต่ได้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว

5 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ SEO

5 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ SEO

การทำ SEO เป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในปี 2020 สำหรับนักธุรกิจออนไลน์มือเก่าและใหม่ให้มีอำนาจแข่งขันทางการตลาดสูงขึ้นในช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาด ทั้งนี้ มี 5 เรื่องสำคัญที่เราได้รวบรวมมาฝากกันเกี่ยวกับ SEO ดังนี้

1.SEO ทำเองได้
การทำ SEO ให้เว็บไซต์ออนไลน์หรือเพสในเฟซบุ๊ก สามารถเรียนรู้ได้เองจากเว็บไซต์ให้ความรู้และคลิปยูทูปมากมายที่ผู้เชี่ยวชาญผลิตออกมาในช่วงไวรัสโควิดระบาด หากคุณต้องการประหยัดก็สามารถศึกษาด้วยตนเองได้ แต่ก็ต้องยอมแลกกับเวลาที่ต้องทุ่มเทกับการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน

2.การจ้างทำ SEO
บริษัทรับทำ SEO มีอยู่มากมาย ไม่ควรเลือกที่ราคาถูกเท่านั้น ต้องพิจารณาจากประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในการทำ SEO และบริการหลังการขาย เช่น การรักษาผลอันดับ SEO ได้นานอีก 1-3 เดือนหลังหมดสัญญา การทำรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ ฯลฯ จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการจ้างงานคุ้มค่าและป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงได้

3.ทำ SEO สายขาว
การทำ SEO สายขาว คือ การทำตามแนวทางที่ Google กำหนด เช่น การทำโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งกับระบบคอมพิวเตอร์และมือถือ การมีระบบอีคอมเมิร์ซที่รัดกุมและรักษาความลับลูกค้าได้อย่างดี การมีบทความที่ไม่ได้คัดลอกมาจากแหล่งอื่น ให้ความรู้และประโยชน์แก่ผู้อ่าน การมีคลิปเพื่อสนับสนุนการขายโดยไม่นำภาพหรือวิดีโอที่ตัดต่อบางส่วนจากคลิปผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น

4.ค่าใช้จ่ายในการทำ SEO
หากทำ SEO เอง ก็เรียกได้ว่าแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเลย แต่หากจ้างบริษัททำ จะมีการคิดค่าใช้จ่ายตาม keyword กล่าวคือ หากเป็นคำที่มีการสืบค้นมากและมีคู่แข่งธุรกิจจำนวนมากที่ต้องการใช้คำนี้ จะมีการเรียกค่าใช้จ่ายที่สูงมากขึ้นตามไปด้วย และหากต้องการให้ผลการสืบค้นผ่าน Google พบเว็บไซต์คุณเป็นอันดับต่างกัน ก็มีผลต่อราคาด้วย เช่น ต้องการให้ติดอันดับ 1 ใน 3 ก็จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นราวเดือนละสามหมื่นบาท ส่วนอันดับ 1 ใน 10 จะมีค่าใช้จ่ายที่ 4,000-5,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น

5.ทำคู่กับ SEM ได้
การทำ SEO สามารถทำคู่กับ SEM หรือการโฆษณาผ่านเสิร์ชเอ็นจิ้นได้ หากต้องการให้มีลูกค้าอุดหนุนตลอดปี โดยเน้นเร่งการขายในช่วงเทศกาลก็สามารถซื้อพื้นที่โฆษณาเสริมได้ เช่น ช่วงเทศกาลคนโสด วันที่ 11 เดือน 11 ก็สามารถทำโปรโมชันพิเศษ และเร่งประชาสัมพันธ์รับออเดอร์ได้ โดยไม่ละทิ้งการทำ SEO เพื่อให้ลูกค้าที่ค้นหาสินค้าผ่านคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ยังเห็นแบรนด์สินค้าหรือเว็บไซต์ของคุณอยู่เสมอ

การทำ SEO เป็นสิ่งสำคัญที่นักธุรกิจยุคใหม่ต้องสนใจ เพื่อเพิ่มยอดขาย สร้างความจดจำแบรนด์ และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากเดิม ทำให้มีอำนาจในการแข่งขันกับคู่แข่งมือเก่าและใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนการทำเองหรือจ้างทำ SEO เพื่อให้คุ้มค่ากับเวลาและค่าใช้จ่ายมากที่สุด

3 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนการทำ SEO แบบต้นทุนน้อยในปี 2020

3 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนการทำ SEO แบบต้นทุนน้อยในปี 2020

การทำการตลาดมีด้วยกันหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Facebook, Twitter หรือ Instagram แต่สิ่งที่คนขาดไม่ได้เลยและมีมานาน 10 – 20 ปี คือการทำ SEO ที่มี search engine โดยในประเทศไทยที่ใช้กันอยู่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จะเป็น Google จุดประสงค์เพื่อให้อยู่ในผลการค้นหาหน้าแรกของ Google เพราะน้อยมากที่จะมีผู้คนเข้าไปดูในหน้าที่สอง จนทำให้ผู้คนได้กล่าวไว้ว่า ถ้ามีคนเข้าเว็บไซต์เมื่อไหร่ก็จะทำเงินได้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอก 3 สิ่งที่ควรรู้ก่อนการทำ SEO แบบต้นทุนน้อยในปี 2020 ดังต่อไปนี้

1.เว็บไซต์จะต้องรองรับมือถือ

การทำ SEO แบบต้นทุนต่ำ เริ่มต้นจะต้องเช็คว่าเว็บไซต์รองรับโทรศัพท์มือถือได้หรือไม่ ด้วยการเข้ามาที่เว็บไซต์ https://search.google.com/test/mobile-friendly จากนั้นให้ป้อนเว็บไซต์ของคุณแล้วกดปุ่ม “URL ทดสอบ” เมื่อตรวจสอบว่ารองรับมือถือแล้ว ก็สามารถทำ SEO ในขั้นตอนอื่น ๆ ต่อไปได้เลย

2.การทำ SEO มี 2 แบบ

แบบที่หนึ่ง Off page SEO เป็นการสร้าง Backlink ซึ่งเป็นลิงก์ที่เชื่อมโยงกลับมายังเว็บไซต์ สำหรับวิธีการก็จะเป็นการโพสต์เว็บบอร์ด โพสต์ Blog และแลกลิงก์กับเว็บไซต์อื่น ๆ ส่วนแบบที่สอง On page SEO เป็นปัจจัยภายในหรือการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ตรงกับข้อกำหนดของ Google โดยแต่ละหน้าเว็บเพจจะมีคีย์เวิร์ดหลักประมาณ 3 – 5 คำ ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษให้ติด Google เช่น คีย์เวิร์ดชื่อเรื่อง คีย์เวิร์ดขึ้นต้นบทความ หรือจัดอยู่ในช่วงบรรทัดแรก โดยความยาวของบทความอยู่ที่ประมาณ 500 คำขึ้นไป การทำลิงก์ภายในไปยังหน้าบทความอื่น ๆ ด้วยคีย์เวิร์ดของบทความ การใส่ชื่อที่รูปภาพ, ค่า Alt (alternate text) และใส่ชื่อ Title ที่ภาพด้วย ถ้ามีมากกว่า 1 รูป เป็นต้น

3.การทำ SEO เพิ่มผู้เข้าชมเว็บในระยะยาว

การติดอันดับในหน้าแรก Google จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพิ่มผู้เข้าชมเว็บในระยะยาว ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีผลค่อนข้างมาก ที่สำคัญเป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่ใช้ต้นทุนน้อยหรือไม่ต้องเสียค่าโฆษณาทางตรง และเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เพิ่มลูกค้า และช่วยเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นเพราะฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการทำ SEO ซึ่งจะรวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับมือถือ มีความรวดเร็วในการโหลดข้อมูลตัวอักษร ภาพ หรือวิดีโอ มีคุณภาพของบทความในส่วนหัวข้อและเนื้อหา โดยเฉพาะคีย์เวิร์ดสำคัญที่ต้องค้นคว้าและเน้นลงในแต่ละหน้าเว็บเพจ

การทำ SEO (Search Engine Optimization) เป็นกระบวนการระยะยาว และครอบคลุมทุกองค์ประกอบในการทำเว็บไซต์ หากทำได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง ก็จะช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ของธุรกิจมีผู้ชมเข้ามาเยี่ยมชมในปริมาณมาก ลดต้นทุนการประชาสัมพันธ์ และมีโอกาสสร้างยอดขายให้เติบโตได้