คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้จัก Google search console

คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้จัก Google search console

การทำเว็บไซต์ตามระบบ SEO หรือ search engine optimization จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้ Google search console เพื่อที่จะปรับปรุงคุณภาพของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับ SEO ที่ Google กำหนดได้ดียิ่งขึ้น เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Google search console มาฝากกันดังนี้

ความหมายของ Google search console

Google search console หรือเดิมเรียกว่า Google webmaster tools เป็นเครื่องมือที่ Google บริการแก่ผู้ทำเว็บไซต์ทุกคน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในการที่จะตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะมีค่าตัวเลขผลวิเคราะห์ด้านต่าง ๆ ที่จำเป็น ช่วยชี้ให้เห็นจุดอ่อน ข้อบกพร่อง หรือสิ่งที่สามารถพัฒนาเพิ่มได้อีก เพื่อให้เจ้าของกิจการออนไลน์ได้ปรับปรุงได้อย่างตรงจุดต่อไป

ประโยชน์ของการทำ Google search console

การทำ SEO จะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าผู้ทำเว็บไซต์จะทำด้วยตัวเองหรือการจ้างงานผ่านบริษัทรับทำ SEO เพราะตัวดัชนีชี้วัดต่าง ๆ จะเป็นสิ่งที่ระบบคำนวณและสร้างกราฟออกมาอย่างอัตโนมัติ ทำให้แก้ไขเว็บไซต์ได้ตรงจุด หรือ ช่วยในการตรวจสอบผลการจ้างทำ SEO ได้ดียิ่งขึ้น

การติดตั้ง Google search console

ขั้นตอนติดตั้ง ทำได้ไม่ยาก เพียงคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ของ Google search console กด start ก็สามารถใส่ค่าโดเมนของเว็บไซต์ของคุณลงไปได้ทันที หลังจากนั้น ทำการใส่ URL address เพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นเจ้าของเว็บไซต์จริง และทำการติดตั้งให้เรียบร้อยโดยใช้ไฟล์ html หรือ ใช้ปลั๊กอิน yoast SEO ก็ได้เช่นกันความหมายของ Google search console

สิ่งที่ Google search console สามารถแสดงผลแก่เจ้าของเว็บไซต์ได้ มีดังนี้

Performance เป็นกราฟคู่กับตัวเลขที่แสดงประสิทธิภาพในการทำงานของเว็บไซต์ โดยจะเป็นผลย้อนหลังตลอดระยะเวลา 16 เดือน และมีข้อมูลที่สำคัญ เช่น จำนวนคนที่คลิกเข้ามา ภูมิลำเนาของผู้ชมเว็บไซต์ เป็นต้น

URL inspection จะแสดงว่า Google มาสำรวจข้อมูลของเว็บไซต์คุณล่าสุดในวันเดือนปีใด และจะแสดงให้เห็นถึงจุดบกพร่องของเว็บไซต์ที่ Google ตรวจพบด้วย เพื่อให้ทำการแก้ไขได้อย่างตรงจุด (เป็นฟังก์ชันใหม่ที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ทำเว็บไซต์อย่างมาก)

Sitemap เป็นการแจ้งให้รู้ว่าในเว็บไซต์ของคุณมี URL อะไรที่เชื่อมต่อกันอยู่และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง

Mobile usability จะแสดงผลลัพธ์ ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นใช้ได้ดีกับเครื่องมือพกติดตัวอย่างโทรศัพท์มือถือเพียงใด หากมีผลลัพธ์ที่ดีก็คือสามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น (โอกาสในการขายสินค้าก็จะเพิ่มตามนั่นเอง)

Security จะแสดงว่ามีไวรัสหรือ malware อยู่ส่วนใดของเว็บไซต์หรือไม่ เพื่อจะได้รีบแก้ไขได้ทันท่วงที หากมีจะทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลหรือทำให้เว็บไซต์ได้รับความเสียหายได้

จะเห็นได้ว่า Google search console เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในระบบของ Google ที่ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์ในระบบ SEO ควรศึกษาวิธีการใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อนำค่าตัวเลขต่าง ๆ ที่แสดงมาแปรผลสำหรับการปรับปรุงเว็บไซต์ต่อไป เพื่อให้การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น

ทำไมธุรกิจการโรงแรมถึงต้องทำเว็บไซต์ SEO

การทำธุรกิจการโรงแรมในปัจจุบันนั้น มีการแข่งขันที่สูงมาก เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากภาวะขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนและยังมีปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ที่กระทบต่อบรรยากาศในการท่องเที่ยวอีกด้วย

การทำธุรกิจการโรงแรมในเว็บไซต์ออนไลน์ จึงต้องทำ SEO ให้เพื่อกระตุ้นให้สถานที่พักของคุณเป็นที่รู้จักและจดจำของผู้คนให้ได้มากที่สุดทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อที่เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO ให้แก่ธุรกิจการโรงแรม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-Page SEO

ได้แก่ การทำโครงสร้างของเว็บไซต์ให้ดูสวยงาม มีความเป็นทางการควบคู่กับความเป็นมิตร ผสมผสานให้ลงตัวอย่างเหมาะสม โดยใช้สี โลโก้ ที่เป็นเอกลักษณ์และสื่อสารถึงความเป็นแบรนด์ให้ชัดเจน เช่น ควรจะใช้สีชมพูสีฟ้า สีเขียว สีน้ำตาล ประจำเว็บไซต์ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายเบาสบาย เห็นแล้วอยากมาพักผ่อนที่โรงแรมของคุณ

นอกจากนี้ การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมในการผลิตบทความในหน้าเพจของโรงแรม ควรจะต้องมีการวิจัยคัดเลือก Keyword SEO ที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่คุณต้องการให้บริการอย่างเจาะจง หรือ ที่เรียกว่า Niche Market

เช่น สถานที่ของคุณเป็นโรงแรมที่อยู่ริมทะเล และสามารถให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าได้ คุณก็ควรที่จะใช้ Keyword ว่า “รีสอร์ท ริมทะเล พัทยา หมา แมว เข้าได้” เป็นต้นเพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะนิยมพาสัตว์เลี้ยงไปท่องเที่ยวด้วย สามารถที่จะหาเว็บไซต์ของคุณเจอเป็นอันดับต้น ๆ จะทำให้มีโอกาสได้รับการจองห้องพักโรงแรมมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

2. Off-Page SEO

เป็นการขยายกลุ่มลูกค้า ให้โรงแรมของคุณเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น โดยการที่คุณไปสมัครเป็นสมาชิกในกลุ่มคนรักการท่องเที่ยว คนรักสัตว์เลี้ยง ฯลฯ เพื่อให้ข้อมูลที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ของ จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะพัทยา เพื่อให้มีคนสนใจหรือสอบถามหาที่พักในละแวกใกล้เคียง

คุณก็สามารถให้ลิงก์เว็บไซต์ของโรงแรมคุณ เพื่อการชมภาพสถานที่และสอบถามเกี่ยวกับราคาและข้อมูลอื่น ๆ ได้ เป็นต้น เทคนิคนี้จะทำให้เพิ่มปริมาณของผู้คนเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งทำให้อันดับ SEO จากการวิเคราะห์ด้วย AI ของ Search Engine สูงขึ้น และที่สำคัญคือ ทำให้โรงแรมของคุณมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเวลาอันสั้น

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้เว็บไซต์ด้านการโรงแรม สามารถช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและเติบโตได้ในระยะยาว เพียงเลือก Keyword SEO ที่เหมาะสมกับลูกค้านักท่องเที่ยวเป้าหมาย ผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้อันดับ SEO ของคุณดีขึ้น มีโอกาสปรากฏแก่สายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งทำให้เพิ่มยอดจองห้องพักได้มากขึ้นตลอดทั้งปี

การทำ SEO ให้แก่ธุรกิจการโรงแรม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน

การตลาดแบบ SEO และ SEM แตกต่างกันอย่างไร

การตลาดแบบ SEO และ SEM แตกต่างกันอย่างไร

การทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์ที่กูรูทางการตลาดแนะนำให้นักธุรกิจยุคใหม่ศึกษา เพื่อเลือกใช้ให้ถูกต้องตามสถานการณ์ และยังเป็นการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ให้มีความน่าเชื่อถือเป็นมืออาชีพ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาวด้วย ซึ่งการทำ SEO และ SEM มีข้อแตกต่างกันดังต่อไปนี้

SEO หรือ Search Engine Optimization

เป็นการพัฒนาเว็บไซต์อย่างรอบด้าน เพื่อให้มีอันดับในการแสดงผลในหน้าต่างการสืบค้นที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google แต่อย่างใด โดยประกอบด้วย 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO ได้แก่

On-Page SEO- การใช้ Keyword ที่เหมาะสม ในการเขียนหัวข้อ สร้างบทความที่มีคุณภาพ ตั้งชื่อรูปภาพ ฯลฯ ซึ่งยิ่งมี Keyword มากก็จะทำให้มีโอกาสถูกสืบค้นเจอได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ควรมากเกินกว่า 2-3 Keyword ต่อบทความ และไม่ซ้ำเกิน Keyword ละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ถูกวิเคราะห์จากระบบ AI อัจฉริยะของ Search Engine ว่าเป็นเพจขยะหรือสแปม ซึ่งจะส่งผลให้ถูกลดทอนอันดับ SEO ลงไป

Off-Page SEO- สร้าง Backlink เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์หลาย ๆ แห่งเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ วิธีที่ได้ผลดีคือ การแสดงความคิดเห็นที่เป็นข้อเท็จจริงตรงไปตรงมา ตามห้องสนทนาในโซเชียลต่าง ๆ เมื่อมีผู้ที่สนใจสินค้าหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณจึงแปะลิงก์เพื่อให้คนบุคคลเหล่านั้นคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ วิธีการนี้เป็นเทคนิคขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้ และทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ดีขึ้นด้วย

การทำ SEO ทั้งสองส่วนเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้

SEM หรือ Search Engine Marketing

จะเป็นการทำการตลาดแบบโฆษณา ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายให้กับ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ซึ่งจะมีการประมูลพื้นที่โฆษณาระหว่างคุณและบริษัทคู่แข่งที่เลือกใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน

ผู้ที่จ่ายเงินในการประมูลสูงก็จะได้ตำแหน่งที่ดีในการโฆษณาไป และต้องมีการจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแบบ Pay Per Click หรือ PPC คือ เมื่อมีผู้คลิกเข้าไปในชมข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณตามที่โฆษณา จะต้องจ่ายเงินให้แก่ Search Engine ทุกครั้ง

วิธี SEM มีข้อดี คือ การันตีได้ว่าเว็บไซต์คุณจะปรากฏสู่สายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับการทำโปรโมชั่นสินค้า เช่น ช่วงเทศกาลวันปีใหม่ หรือคริสต์มาส ที่จะมีคนมองหาสินค้าเพื่อเป็นของขวัญ หากใช้วิธีการ SEO อย่างเดียว จะต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนา ซึ่งจะไม่สามารถสร้างอันดับในผลการค้นหาที่สูงขึ้นให้ทันต่อเทศกาลในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO และ SEM มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถทำร่วมกันได้ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า การวางแผนและเป้าหมายของการทำเว็บไซต์ที่ต้องพิจารณาอย่างเหมาะสม

SEO หรือ Search Engine Optimization

เงินทุนน้อยก็ทำการตลาดออนไลน์ SEO ได้

มาตรฐานของ Search Engine

การตลาดออนไลน์เป็นช่องทางการขายสินค้าและบริการที่สำคัญในยุคปัจจุบันเนื่องจากคนส่วนใหญ่นิยมใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อค้นหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบรวดเร็ว 4G ในปัจจุบัน ก็ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายทั่วโลกติดต่อกันได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย

สำหรับผู้ที่มีเงินทุนน้อยอาจจะกังวลว่าการทำการตลาดออนไลน์จะเป็นเรื่องที่ทำให้สร้างภาระค่าใช้จ่าย เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ มักจะต้องใช้เงินทุนสูง อย่างไรก็ตาม การตลาดแบบ SEO ซึ่งย่อมาจาก Search Engine Optimization มีความแตกต่างจากเทคนิคการตลาดทั่วไป เพราะไม่ต้องใช้เงินจ่ายให้ Search Engine อย่าง Yahoo, Bing, Google เพียงแต่ต้องมีความสม่ำเสมอในการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ Search Engine ที่กำหนดไว้ และต้องไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์

ตัวอย่างเช่น

การทำเนื้อหาในบทความ ต้องมีความสดใหม่ อัพเดตประจำทุกวัน

การทำคลิปประกอบเพื่อดึงดูดผู้ชม ซึ่งทำให้เพิ่มเวลาในการใช้หน้าจอ ทำให้ผลการจัดอันดับของเว็บไซต์ดียิ่งขึ้น

เลือกใช้ Keyword ในบทความและหัวข้อ Title ที่ตรงกับคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้

การจัดหมวดหมู่องค์ประกอบของหน้าจอเว็บไซต์ให้หาปุ่มต่าง ๆ ง่าย มีการแยกกลุ่มสินค้าชัดเจน เช่น หากทำเว็บไซต์ขายเสื้อผ้าออนไลน์ ต้องแยกเป็นหมวดเสื้อ กางเกง รองเท้า เครื่องประดับ ทั้งของเพศชายและหญิง เป็นต้น

มีธีมของสีและรูปแบบเว็บไซต์ที่สวยงาม และเป็นที่จดจำ ควรใช้สีหลักไม่เกิน 2-3 สี เพื่อให้ดูหรูหราทันสมัย รวมไปถึงการเลือกฟอนต์ที่สวยงาม ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์

พัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งหน้าจอมือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์การใช้งานเทคโนโลยี เพื่อให้มีโอกาสรับออเดอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เงินทุนน้อยก็ทำการตลาดออนไลน์ SEO ได้

นอกจากการพัฒนาภายในของเว็บไซต์แล้ว การทำ SEO ยังรวมไปถึงการเชื่อมโยงลิงค์กับเว็บไซต์ภายนอก เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น เช่น การตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าออร์แกนิกในเว็บไซต์สุขภาพ หรือห้องแชทที่รวมผู้ที่สนใจดูแลสุขภาพเข้าด้วยกัน หรืออาจตั้งกลุ่มใน Facebook ขึ้นมาใหม่ให้คนที่สนใจสินค้าออร์แกนิกมารวมตัวกันก็ได้ ที่สำคัญ คือการแจ้ง Link เข้าเว็บไซต์หลักของคุณไว้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจติดตามหรือสอบถามเพิ่มเติมติดต่อได้สะดวก จะทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่กล่าวถึงแพร่หลายมากขึ้น ทำให้มียอดการคลิกเข้ามาชม หรือ Traffic มากขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำการตลาดออนไลน์แบบ SEO ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินทุนสูงอย่างที่หลายคนคิด สามารถเริ่มทำด้วยตัวของคุณเองได้ ขอเพียงใส่ใจในคุณภาพและมีความสม่ำเสมอในการทำ การทำ SEO ก็จะเป็นเทคนิคที่ทำให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างแน่นอน

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ SEO

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ SEO

การขายสินค้าออนไลน์จะต้องมีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ซึ่งวิธีที่นิยมมากในปัจจุบัน คือการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้เว็บไซต์มีอันดับการสืบค้นที่ดี ซึ่ง SEO แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ

1. Off-page SEO หรือ การสร้างลิงก์จากเว็บไซต์ภายนอกเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า

2. On-page SEO คือ การทำบทความที่มีคุณภาพให้ประโยชน์สาระแก่ผู้อ่าน

ในส่วนของการทำบทความ SEO จะต้องใช้คีย์เวิร์ด (keyword) ที่เหมาะสม เพื่อดึงดูดใจผู้อ่านและทำให้การจัดอันดับดีขึ้น ซึ่งเราสามารถแบ่งคีย์เวิร์ดออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. Niche Keyword เป็นคีย์เวิร์ดที่เป็นคำเฉพาะ เช่น รุ่นและยี่ห้อของโทรศัพท์มือถือ เช่น Huawei P Series ถ้าคุณทำธุรกิจออนไลน์เป็นร้านจำหน่ายคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์อื่น ๆ ก็ควรจะระบุรุ่นของสินค้าให้ชัดเจน

เช่น Notebook รุ่น Acer Switch One 10 SW110-1CT เพื่อทำให้ลูกค้าที่สนใจในสินค้าในรุ่นนั้น ๆ อยู่สามารถเจอเว็บไซต์คุณและคลิกเข้ามาดูข้อมูลสินค้าแบบละเอียดได้จะทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้น

2. Mass Keyword เป็นคีย์เวิร์ดแบบคำกว้าง ๆ ที่ไม่ได้ระบุรุ่นสินค้าอย่างเช่นแบบแรก เช่น คำว่าโทรศัพท์ โทรทัศน์ อุปกรณ์ก่อสร้าง ผ้าม่าน ผ้าห่ม ของใช้สำหรับเด็ก ดอกไม้ เป็นต้น คีย์เวิร์ดแบบนี้จะมีการใช้แพร่หลาย ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับยากกว่าแบบ Niche Keyword

Mass Keyword เหมาะกับการทำบทความแนวทั่วไปให้ผู้ที่สนใจเข้ามาอ่านข้อมูล เช่น ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์มือสอง แต่ไม่รู้วิธีการเลือกก็สามารถหาอ่านบทความเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถมือสองที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปใช้พิจารณารถก่อนซื้อ เป็นต้น

3. Keyword ที่มาจากการสะกดคำผิด ตัวอย่างเช่นคำว่า เว็บไซต์ ถ้าพิมพ์เป็นภาษาไทย อาจมีการสะกดผิดได้หลายแบบ ซึ่งมีการนำไปใช้เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่สนใจหาข้อมูลแต่สะกดคำผิด ให้ยังสามารถหาข้อมูลในเว็บไซต์ได้เช่นเดียวกัน

4. Long-Tail Keywords เป็นการใช้คีย์เวิร์ดที่มีความยาวมากขึ้น จากการศึกษาด้วย Google Search หาคำข้างเคียงที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมักจะพิมพ์หาในช่องการสืบค้น เช่น เลือกรองเท้า+วิ่งมาราธอน แล้วนำคำนี้ไปเขียนเป็นบทความในหัวข้อต่าง ๆ เช่น วิธีเลือกรองเท้าที่ถูกต้องสำหรับการวิ่งมาราธอน เลือกรองเท้าวิ่งมาราธอนแบบไหนดีที่สุด ฯลฯ

การใช้ Long-Tail Keywords จะทำให้เพิ่มโอกาสในการขายได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากและจะช่วยเพิ่มอันดับในหน้าต่างการสืบค้นได้ดีขึ้นด้วย

การทำบทความ SEO ให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ดี จึงควรที่จะศึกษาข้อมูล โดยเฉพาะที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายค้นหาและต้องเหมาะกับธุรกิจออนไลน์ที่ทำ ซึ่งเจ้าของธุรกิจจะเขียนบทความเองหรือจะจ้างนักเขียนบทความ SEO ที่มีประสบการณ์ก็ได้

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ

ทำไมนักการตลาดออนไลน์จึงแนะนำเทคนิค SEO

ทำไมนักการตลาดออนไลน์จึงแนะนำเทคนิค SEO สำหรับทุกเว็บไซต์

เทคนิค SEO เป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะมีคนทั่วโลกค้นหาสินค้าและบริการผ่านมือถือและคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ถ้าสามารถทำเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตามแนวทางของ search engine เช่น Google , yahoo ได้ ก็จะทำให้ถูกจัดอันดับในการสืบค้นได้ดี มีโอกาสในการแสดงในหน้าต่างการสืบค้นของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มาก จึงเพิ่มยอดขายและจำนวนของผู้ติดตามและลูกค้าในระยะสั้นและระยะยาวได้เป็นอย่างดี

SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่นักการตลาดแนะนำว่า เจ้าของกิจการเว็บไซต์ออนไลน์ ควรพิจารณาในประเด็นดังนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการประชาสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

1. กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

ควรพิจารณารายละเอียดกลุ่มเป้าหมายทั้งด้านเพศ อายุ ทำเลที่อยู่อาศัย ภาษาที่ใช้ในการค้นหา ฯลฯ ไม่ควรสนใจ เพียงแค่การเพิ่มค่า Traffic หรือผู้เข้าชมเว็บไซต์ เพราะถ้าผู้เข้าชมไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสินค้าก็จะมีโอกาสในการขายสินค้าได้น้อย

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้ทำเว็บไซต์ SEO ควรใช้ Google Analytics เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจคุณได้ชัดเจนขึ้น

2. พัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ดีบนอุปกรณ์หลายชนิด

ควรทำเว็บไซต์ให้สวยงามและใช้งานได้ดี ทั้งหน้าจอโทรศัพท์มือถือและเว็บไซต์ เพื่อให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะเลือกใช้บริการซื้อสินค้าและบริการของเว็บไซต์คุณมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ว่าจะสืบค้นด้วยอุปกรณ์ชนิดใดก็จะปรากฏ website คุณอยู่เสมอ

3. การใช้ keyword ที่ดี

การใช้ keyword ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรศึกษาจาก Google Search ทั้ง Long-tail Keyword และ Short-tail Keyword ไม่ควรคิดว่าในบทความจะใส่ keyword อะไรก็ได้ เพราะอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการค้นหา

ขณะเดียวกัน Keyword ก็ใช้เพื่อทำ URL Address  ชื่อบทความ หรือ Title และสื่อมัลติมีเดียประกอบในเว็บไซต์ได้ด้วย

4. การเลือกใช้บริการจ้างงาน

ควรเลือกทีมพัฒนาเว็บไซต์ SEO และนักเขียนบทความ SEO ที่มีคุณภาพ ไม่เน้นที่ราคาถูก เพราะเสี่ยงต่อการได้ผลงานที่มีคุณภาพต่ำ และการพัฒนาเว็บไซต์อาจมีปัญหาที่ต้องแก้ไขในระยะยาว

นอกจากนี้ ควรเลือกทีมพัฒนาเว็บไซต์ที่สามารถติดต่อโทรศัพท์หรือ LINE ได้ตลอดเวลา เพราะจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที เช่น เมื่อเว็บไซต์ล่ม หรือส่งผ่านข้อมูลไม่ได้ เป็นต้น

5. การทำลิงค์ให้กับเว็บไซต์

5หรือที่เรียกว่า Backlink จะทำให้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ เพิ่ม Traffic และก็เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่าการทำเว็บไซต์ SEO มีหลายส่วน ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองหรือเลือกจ้างบริษัทที่มีความชำนาญ ที่สำคัญคือการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เว็บไซต์มีอันดับการสืบค้นที่ดี

หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ได้เห็นประโยชน์ของการทำ SEO และตั้งใจพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณภาพต่อไป

ทำไมนักการตลาดออนไลน์จึงแนะนำเทคนิค SEO สำหรับทุกเว็บไซต์

อยากคุ้มค่า ต้องอ่านก่อนจ้าง เว็บไซต์ SEO

อยากคุ้มค่า ต้องอ่านก่อนจ้างทำเว็บไซต์ SEO

การทำเว็บไซต์ให้สามารถถูกลูกค้าเป้าหมายสืบค้นได้เป็นอันดับต้น ๆ ใน search engine นั้น จำเป็นต้องมีการทำ SEO หรือ search engine optimization ซึ่งสามารถทำด้วยตัวเจ้าของกิจการเอง หรือจะจ้างบุคคลภายนอกทำให้ก็ได้ แต่จะมีวิธีการเลือกผู้รับจ้างทำเว็บไซต์ SEO อย่างไรจึงจะเหมาะสมและไม่เสียค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น ในบทความนี้จึงขอนำเสนอประเด็นที่ท่านควรทราบก่อนการจ้างทำ SEO ให้เว็บไซต์เพื่อความคุ้มค่าอย่างที่สุด ดังนี้

อยากคุ้มค่า ต้องอ่านก่อนจ้างทำเว็บไซต์

ผู้รับจ้างทำเว็บไซต์ SEO มีกี่แบบ

ในยุค 2019 ผู้ที่รับจ้างทำเว็บไซต์ SEO มีมากมายนับไม่ถ้วน แต่สามารถจัดแบ่งเข้าเป็นสามประเภท คือ

1. บุคคลทั่วไปที่มีความชำนาญในการทำ SEO มักเป็นพนักงานประจำที่ทุกวันมีหน้าที่งานเกี่ยวข้องกับการทำ SEO อยู่แล้ว โดยมารับงานเป็น freelance นอกเวลา มีข้อดีที่ราคาจะไม่แพง และสามารถพูดคุยอย่างละเอียดได้ มีความยืดหยุ่นสูงในการทำงาน แต่ข้อเสียคืออาจมีผู้แอบอ้างรับงานโดยที่ความสามารถต่ำกว่าเกณฑ์ได้

2. บริษัทที่จดทะเบียนเพื่อรับงาน SEO โดยเฉพาะ เป็นกลุ่มทีมงานที่มีความชำนาญอย่างแน่นอนในงาน SEO มีรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน ติดต่อได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายในการจ้างงานที่สูงกว่าบุคคลทั่วไป

3. บริษัทที่มี software และทีมงานที่พัฒนาเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง จะมีทีมวิเคราะห์ และโปรแกรมเมอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการทำงาน SEO มีความทันสมัยในข้อมูล และเทคนิคมากกว่าสองแบบแรก แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ามากด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ผู้จ้างควรมีความรู้พื้นฐานในการทำ SEO มาบ้างแล้ว เพื่อให้การพูดคุยปรึกษากันมีความรวดเร็วคล่องตัวยิ่งขึ้น

สิ่งที่ควรมองหาในผู้รับจ้างทำ SEO

การจ้างผู้ใดก็ตามเพื่อให้รับหน้าที่ในการพัฒนาเว็บไซต์ SEO ควรพิจารณาความสามารถ และการมีดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ดังนี้

1. สามารถแสดงแผนการปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรมได้ชัดเจน มี timeline ในการทำงานแน่ชัด

2. ให้โอกาสเต็มที่แก่เจ้าของเว็บไซต์ในการเรียนรู้การทำเว็บไซต์ SEO ร่วมกัน

3. สามารถสื่อสารกับผู้ว่าจ้าง (เจ้าของเว็บไซต์) ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพท์เฉพาะที่ต้องมีการตีความอันอาจเข้าใจผิดพลาดได้

4. ผู้รับจ้างต้องมีการทำรายงานผลปฏิบัติงานรายวันให้ผู้จ้าง

5. มีการรับประกันผลการทำงาน SEO ได้อย่างมีความเป็นไปได้จริงไม่มีการโอ้อวดจนเกินไป

6. มีการแจกแจงราคาค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน โดยระบุในสัญญาอย่างเปิดเผย ไม่มีการคิดรายจ่ายเพิ่มเติมในภายหลัง

อยากคุ้มค่า ต้องอ่านก่อนจ้างทำเว็บไซต์ SEO

จะเห็นได้ว่าการพิจารณาเลือกจ้างผู้ใดทำเว็บไซต์ SEO ให้เจ้าของแบรนด์ ควรมีการเปรียบเทียบราคาและคุณสมบัติของแต่ละราย ทั้งนี้ควรมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ SEO มาก่อนแล้วบ้าง จะลดโอกาสถูกหลอกลวงหรือเสียค่าใช้จ่ายมากเกินกว่าที่ควร และยังทำให้สามารถหวังผลได้อย่างเหมาะสมตามที่ควรจะเป็นด้วย

เว็บไซต์ออนไลน์ทำ SEO ในปี 2019 ต่อไปดีไหม

เว็บไซต์ออนไลน์ทำ SEO ในปี 2019 ต่อไปดีไหม

การทำ SEO เป็นสิ่งที่ทำเว็บไซต์ของคุณถูกสืบค้นได้ง่ายจากเว็บไซต์ search engine ชื่อดังอย่าง yahoo google ดังที่หลายท่านได้พิสูจน์ด้วยการปรับปรุงเว็บไซต์มาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีอีกหลายท่านที่ยังข้องใจว่าในปี 2019 การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ยังจำเป็นต้องทำ SEO หรือไม่ เราจึงได้รวบรวมคำตอบมาให้เพื่อพิจารณากัน ดังนี้

เว็บไซต์ออนไลน์ทำ SEO ในปี 2019

เป้าหมายของการทำ SEO คืออะไร

การทำ SEO จำเป็นต้องตอบตัวเองให้ได้เสียก่อนว่าเป็นการลงทุนเพื่อเป้าหมายตามchecklists ต่อไปนี้หรือไม่

1. ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ติดตามหรือผู้เข้าชมข้อมูลในเว็บไซต์ เพิ่มเสริมสร้างโอกาสในการขายสินค้าและบริการ

2. ทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถค้นเจอเว็บไซต์ของคุณด้วยความรวดเร็วผ่าน search engine

3. อยากให้แบรนด์ติดตลาด โดยเฉพาะแบรนด์น้องใหม่ที่ต้องการสร้างเป็นที่สนใจจากกลุ่มคนรุ่น millennium อายุ 25-35 ปี

4. ต้องการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับสินค้าแบรนด์ดังของต่างประเทศ หรือต้องการ go inter

5. มุ่งมั่นที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและมีความน่าเชื่อถือให้แบรนด์หรือบริษัท

หากเป้าหมายของคุณ คือ ทั้ง 5 ข้อที่เรากล่าวมา ขอแนะนำว่าคุณควรทำ SEO ต่อไป ในปี 2019

สิ่งที่คุณต้องทำกับเว็บไซต์ออนไลน์ให้เข้าสู่ระบบ SEO

การทำเว็บไซต์ SEO ให้ประสบความสำเร็จบรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่กล่าวไว้ข้างต้น ควรคำนึงถึงการปรับเปลี่ยนต่อไปนี้

1. การปรับส่วนON-PAGE เช่น ส่วนเนื้อหาบทความ รูปภาพ และคลิปวิดีโอ ที่มีความสัมพันธ์กับสินค้า เช่น ความจำเป็นที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ควรทำคลิปที่สื่อถึงความสำคัญในการบริโภคสินค้าปลอดสารพิษ เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีตกค้างที่เป็นโทษต่อร่างกายในระยะยาว

2. การใช้โปรแกรมช่วยเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงกับสินค้าและบริการของคุณที่มีความทันสมัย (update) เพื่อนำมาเป็นแก่นในการเขียนบทความ และการตั้งชื่อส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ เช่น URL address และชื่อภาพ

3. การปรับส่วน off-page เช่น การเชื่อมโยงลิ้งค์ backlink ที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มยอดการเข้าชมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หรือ traffic อย่างรวดเร็ว

4. การทำ SEO อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะระบบ algorithm ของ search engine มีการวิเคราะห์สดใหม่แบบ real-time (การทำสัญญาจ้างทำ SEO กับบริษัทเอกชน จึงมีอายุสัญญาเป็นรายหกเดือนถึงหนึ่งปี)

5. การเลือก hosting ที่มี software และ server ที่มีคุณสมบัติเชิงเทคนิคเหมาะสมกับ ขนาดและประเภทธุรกิจของคุณ เพื่อลดปัญหาการสืบค้น error การใช้เวลานานในการ download ข้อมูล ซึ่งส่งผลต่อความประทับใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้

ว็บไซต์ออนไลน์ทำ-SEO

การทำเว็บไซต์ออนไลน์ให้เป็นรูปแบบ SEO จึงเป็นสิ่งที่ยังจำเป็นและสำคัญต่อยอดขายสินค้าและบริการของคุณในปี 2019 หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านมีความมั่นใจยิ่งขึ้นในการทำเว็บไซต์ทางธุรกิจที่มีคุณภาพต่อไป

8 เหตุ ที่อันดับไม่ขึ้น แม้จะทำ content SEO แล้ว

8 เหตุ ที่อันดับไม่ขึ้น แม้จะทำ content SEO แล้ว

หนึ่งในองค์ประกอบหลักของเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการทางออนไลน์คือ การทำบทความ SEO ซึ่งหลายคนได้พยายามทำด้วยตัวเอง โดยอาศัยการใส่คีย์เวิร์ดลงไปตามที่มีคนแนะนำ แต่ก็ยังพบปัญหาว่าอันดับของเว็บไซต์จากการสืบค้นยังไม่เป็นที่น่าพอใจและยอดขายก็ยังไม่เพิ่มขึ้น เราจึงได้รวบรวมสาเหตุที่ส่งผลทำให้อันดับเว็บไซต์ SEO ยังไม่ขึ้น เพื่อการสำรวจหาจุดอ่อน ดังนี้

content-SEO

1. เนื้อหาภายในบทความ SEO มีความซ้ำ หรือเป็นการก๊อปปี้จากแหล่งอื่น ซึ่งระบบวิเคราะห์ดาต้าของ search engine สามารถประเมินออกมาได้ และทำให้ผลการจัดอันดับเว็บไซต์ในการสืบค้นต่ำลง

2. ความช้าของ hosting ที่ดูแลเว็บไซต์ หากเคยมีประสบการณ์การเข้าใช้บริการผ่าน server บางแห่งจะทราบว่ามีปัญหาเกิด error ง่าย กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจก็เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่อยากเสียเวลาคลิกเข้ามาในเว็บไซต์อีก และทำให้ลดความสำเร็จในการสืบค้นและการจัดอันดับไปด้วยแน่นอน

3. การใส่คีย์เวิร์ด SEO ที่ไม่เหมาะสมในส่วนของ description และเนื้อหา เช่น ใส่คีย์เวิร์ดซ้ำหรือหลายคำเกินไป จนเป็นการยัดเยียดเนื้อหา ทำให้ผู้อ่านรู้สึกรำคาญในความไม่เป็นธรรมชาติและไม่เข้ามาในเว็บไซต์อีก ความนิยมอ่านบทความ SEO ของกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจจึงลดลง อันดับการสืบค้นก็จะตกลงไปด้วยเช่นกัน

4. ตัวเว็บไซต์ที่ทำ SEO ไม่มีความหลากหลายต่ออุปกรณ์ กล่าวคือ ขาดรูปแบบที่รองรับการใช้งานของ smartphone ทั้งที่เป็นอุปกรณ์ไอทีพกพาที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการสืบค้นดาต้าได้ทุกที่ทุกเวลา จึงทำให้อันดับในการสืบค้นไม่สูงเท่าที่ควร

content

5. คีย์เวิร์ดในบทความ SEO ไม่ตอบโจทย์หรือไม่อัพเดตตามเทรนด์การสืบค้นของกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากขาดการวิจัยคีย์เวิร์ด ซึ่งจุดนี้แก้ได้ด้วยการใช้โปรแกรมวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่มีให้ดาวน์โหลด แต่ต้องหมั่นอัพเดตเสมอด้วยเช่นกัน

6. บทความ SEO ดีแล้ว แต่ขาดการปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับที่ search engine กำหนด เช่น ขาดคีย์เวิร์ดในหัวเรื่องหลัก หัวเรื่องรอง รูปภาพ และการแท็กต่าง ๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการจัดอันดับสืบค้น

7. ขนาดไฟล์ภาพ SEO ก็มีความสำคัญ เพราะทำให้ใช้เวลาในการอัพโหลดหรือดูภาพประกอบยาวนานขึ้น หากเป็นภาพใหญ่เกินจำเป็นก็ต้องแก้ไขเพื่อให้การเช็ค sitespeed ของเว็บไซต์ได้ผลลัพธ์ที่ดี ทำให้อันดับเว็บไซต์สูงขึ้นได้

8. ที่อยู่ของเว็บไซต์หรือ URL address มีการตั้งชื่อเป็นภาษาไทยและขาดคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม ทำให้การตรวจสอบลิ้งค์หรือบทความ SEO จาก search engine เกิดข้อผิดพลาดง่ายและทำให้อันดับเพจตกลงไปด้วย

อันดับไม่ขึ้น แม้จะทำ content SEO แล้ว

จาก 8 สาเหตุที่กล่าวมา หวังว่าจะเป็นการชี้จุดอ่อนในการทำเว็บไซต์ SEO ที่สามารถแก้ไขได้ทั้งสิ้น เพื่อให้การจัดอันดับเว็บไซต์ได้ผลดีและทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรุ่งเรืองต่อไป

เทคนิคการทำ SEO

วิธีเขียนอธิบายสินค้าด้วยเทคนิคการทำ SEO

ปัจจุบันผู้บริโภครุ่นใหม่หันมาซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น เพราะความสะดวกในการค้นหาผลิตภัณฑ์ คุณเป็นผู้ประกอบร้านค้าออนไลน์จะมีวิธีเขียนอธิบายนิยายของสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างไร เรื่องนี้สำคัญ การทำ SEO เข้ามามีบทบาทเพื่อให้ลูกค้าค้นหาเว็บไซต์พบเป็นอันดับแรก จากนั้นสามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ออนไลน์กับร้านค้าอื่น ๆ บนอินเทอร์เน็ตได้ง่าย คำอธิบายที่ตรงใจและมีเอกลักษณ์ ไม่ได้คัดลอกใคร จึงจะทำให้ระบบอัลกอริทึ่มของ Google ค้นหาเว็บและเชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ดที่ผู้บริโภคค้นหาอย่างรวดเร็ว คุณควรเรียนรู้วิธีเขียนเนื้อหาที่ดีที่สุด อ่านง่าย เข้าใจได้ทันที สามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้ค้นหามากเท่าไร ก็มีโอกาสได้ใจลูกค้าและปิดการขายง่ายขึ้นเท่านั้น

ทำไมการเขียนคำอธิบายผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องทำ SEO เนื่องจากเครื่องมือค้นหาอย่าง Google ทำงานเหมือนไดเร็กทอรีเว็บซึ่งติดตาม เว็บไซต์ หลายพันเว็บ มักจะประเมินเอกลักษณ์และความเกี่ยวข้องของหน้าเว็บ ดังนั้น หากคุณต้องการให้ธุรกิจของคุณค้นพบง่ายที่สุด คำอธิบายสินค้าต้องทำ SEO ด้วย มีหลักการง่ายๆ ดังนี้

หลักการทำ SEO ให้ธุรกิจเป็นที่รู้จัก

1.เน้นคุณสมบัติสำคัญ

เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซมักเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ผู้ขายจำเป็นต้องเน้นคุณลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน แม้ว่าจะเขียนบทความดีแค่ไหน แต่ถ้าสินค้าไม่มีประโยชน์หรือข้อดีเหนือกว่าคู่แข่ง ผู้ซื้อออนไลน์มักจะมองข้ามไป การเน้นคุณสมบัติสำคัญในคำอธิบายจะช่วยดึงดูดความสนใจมากขึ้น

วิธีเขียนอธิบายสินค้าด้วยเทคนิคการทำ SEO

2.ทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ของตนเอง

หากไม่เข้าใจผลิตภัณฑ์ของคุณอย่างครบถ้วน คุณอาจไม่สามารถพูดถึงคุณลักษณะที่ผู้ใช้กำลังมองหาได้อย่างตรงใจ ผู้ประกอบการต้องรู้ว่าสินค้ามีดีอะไร เปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้วมีจุดเด่นกว่าตรงไหน ที่สำคัญคือรู้ว่าลูกค้าเป้าหมายกำลังมองอะไร คำอธิบายที่ทำ SEO จะช่วยให้ผู้ค้นหาเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น อาจเขียนบทความแนะนำและนำเสนอจุดขายที่ไม่ซ้ำใคร

3.กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ

ทุกผลิตภัณฑ์ต้องขายออกไป เจ้าของกิจการรู้จักสินค้าของตนเองแล้ว ต้องรู้ด้วยว่าใครกำลังมองหาของสิ่งนั้นอยู่ กำหนดลูกค้าเป้าหมายเพื่อให้การเขียนบทความ เขียนคำโฆษณา และการทำ SEO ทำได้ตรงประเด็นที่สุด เพื่อให้ผู้เข้าชมสนใจในผลิตภัณฑ์ของคุณและตัดสินใจซื้อในที่สุด

4.ใช้ภาษาที่เหมาะสม

การเลือกคำสำหรับคำอธิบายผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งสำคัญ ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย ถ้าลูกค้าเป็นบุคคลทั่วไปอาจใช้ภาษาธรรมดาที่เรียบง่าย แต่ถ้าเป็นสินค้าเฉพาะทาง เช่น อุปกรณ์การแพทย์ ต้องใช้คำศัพท์เทคนิคซึ่งอาจแตกต่างจากคำศัพท์อื่น ๆ หรือลูกค้าวัยรุ่นควรหลีกเลี่ยงการใช้คำฟุ่มเฟือย เขียนกระชับ อ่านง่าย เพราะเป็นเรื่องปกติของวัยนี้ที่ไม่คุ้นกับการอ่านข้อความยาว ๆ

การเขียนแนะนำสินค้าควรเน้นการให้ข้อมูล เนื่องจาก Google ตรวจสอบข้อมูลอันเป็นเท็จเสมอ อย่าให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เกินจริง เลี่ยงคำว่า ขายดีที่สุด ติดอันดับสูงสุด อาจเป็นอันตรายต่อแบรนด์ของคุณและทำให้เว็บถูกลงโทษก็ได้ พฤติกรรมของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ไม่ชอบค้นหาอะไรนาน ๆ ควรใช้เพียงไม่กี่ประโยคง่าย ๆ และเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว

เขียนอธิบายสินค้าด้วยเทคนิคการทำ SEO