ประโยชน์ของบทความ SEO 5 ข้อที่แบรนด์จะได้มากกว่าที่คุณคิด

ประโยชน์ของบทความ SEO 5 ข้อที่แบรนด์จะได้มากกว่าที่คุณคิด

ประโยชน์ของบทความ SEO 5 ข้อที่แบรนด์จะได้มากกว่าที่คุณคิด

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการทำบทความเพื่อดันอันดับ SEO นั้นมีประโยชน์เพียงแค่เรื่องของการเพิ่ม keyword ให้กับเว็บไซต์อยู่ล่ะก็ คุณอาจยังไม่รู้จัก SEO ดีพอ เพราะบทความ SEO นั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิดเอาไว้หลายข้อเลยทีเดียว ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น อย่ารอช้า เรามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า

1. ไม่เพียงแค่เพิ่ม keyword แต่เป็นการเพิ่มเนื้อหาที่มีคุณค่าให้กับแบรนด์ได้

เนื้อหาที่มีคุณค่าคือเนื้อหาที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจที่ดีแก่ลูกค้า ซึ่งการทำบทความ SEO มีประโยชน์ทั้งต่อแบรนด์ของคุณเอง และยังเป็นประโยชน์กับลูกค้าที่เข้ามาติดตามเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณด้วย

2. ทำให้เว็บไซต์และช่องทางออนไลน์ของคุณมีการอัปเดตตลอดเวลา

เมื่อมีการทำบทความ SEO ขึ้นมา คุณสามารถนำไปโพสต์ตามโซเชียลมีเดียหรือช่องทางที่แบรนด์ของคุณได้สร้างขึ้นมา โดยการทำบทความ SEO นั้นจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการโพสต์บทความแต่ละครั้งนั้น ก็เป็นการทำให้เว็บไซต์ และหรือช่องทางโซเชียลมีเดียของแบรนด์ที่คุณทำอยู่มีการอัปเดตอยู่เสมอ

3. คุณสามารถสร้างมูลค่าของแบรนด์ได้ไปพร้อม ๆ กับการทำบทความ SEO

เมื่อเวลาผ่านไปบทความ SEO และเนื้อหาทั้งหมดที่คุณอัปเดตลงบนเว็บไซต์รวมถึงช่องทางต่าง ๆ จะกลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งหลายแบรนด์สามารถเพิ่มมูลค่าของแบรนด์ได้จากการทำบทความ SEO ซึ่งแน่นอนว่าราคาของสินค้า บริการ รวมถึงมูลค่าของแบรนด์ที่คุณสร้างขึ้นมานั้น จะเพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัวได้แบบไม่ยาก

4. บทความ SEO ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้

ในการทำบทความ SEO คุณเองจะต้องใช้ภาษาและรูปแบบเนื้อหาต่าง ๆ ที่ทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของคุณได้ ฉะนั้นการทำบทความและอัปเดตเนื้อหาลงไปในแต่ละครั้งจึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์แบบเนียน ๆ โดยที่ลูกค้าจะค่อย ๆ ซึมซับเอาสิ่งที่คุณเขียนเข้าไปในใจของพวกเขา

5. เป็นอีกหนึ่งวิธีในการทำการตลาดออนไลน์ที่ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายกว่าเดิม

ในการทำการตลาดออนไลน์ วิธีที่จะเข้าถึงลูกค้าที่หลายคนคิดนั้นอาจเป็นการโฆษณาไปตามสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ แต่การสร้างบทความเป็นการที่ให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาคุณเอง โดยเริ่มจากความสนใจของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งหากเทียบกับการทำโฆษณาแล้ว การทำบทความ SEO ดูมีชั้นเชิงกว่ามาก

พอเห็นประโยชน์ของการทำบทความ SEO หลายข้อขนาดนี้แล้ว จะรอให้แบรนด์อื่นทำไปก่อนได้อย่างไร ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องมาเริ่มจริงจังกับการสร้างเนื้อหาและบทความดี ๆ ให้กับเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อให้อันดับเว็บไซต์มีโอกาสไต่ขึ้นไปบนหน้าแรกของ search engine ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

เคล็ดลับ! เจาะกลุ่มเป้าหมาย Mobile Site ด้วย SEO

เจาะกลุ่มเป้าหมาย Mobile Site ด้วย SEO

Smart Phone เป็นอุปกรณ์สื่อสารที่สามารถอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตในหลายแง่มุมและยังเป็นอุปกรณ์ที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุด ทำให้การตลาดยุคใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการปรับตัวเพื่อเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นหลัก

การเข้าสู่เว็บไซต์ผ่านสมาร์ทโฟนมีความแตกต่างจากการเข้าสู่คอมพิวเตอร์หรือ Laptop เนื่องจากหน้าจอที่มีขนาดเล็กกว่าของสมาร์ทโฟน ทำให้การประมวลผลเว็บไซต์สู่สมาร์ทโฟนจึงต้องมีการปรับสัดส่วนใหม่ ทำให้การทำเว็บไซต์ที่ไม่รองรับการเปิดในสมาร์ทโฟนจะทำให้การแสดงผลเว็บไซต์ไม่สมบูรณ์ นอกจากการทำเว็บไซต์ให้รองรับการเปิดในสมาร์ทโฟนแล้ว การทำ SEO บน Mobile Site เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ใช้งานสมาร์ทโฟนเป็นหลัก

เคล็ดลับทำ SEO บน Mobile Site มีดังนี้

ทำเว็บไซต์ให้โหลดไวที่สุด เนื่องจากพฤติกรรมในการใช้งาน Mobile Site ส่วนใหญ่เป็นการเปิดใช้งานเพื่อฆ่าเวลา โดยคนส่วนใหญ่มักจะกดอ่านข้อมูลที่น่าสนใจผ่านลิงก์ที่แนบไว้บน Social Media ทำให้การโหลดหน้าเว็บไซต์ให้ไวจึงทำให้กลุ่มเป้าหมายที่คลิกเข้ามาอ่านข้อมูลจะได้รับข่าวสารที่เราต้องการสื่อสารได้ดีกว่า เพราะการใช้เวลานานในการโหลดเว็บไซต์อาจทำให้กลุ่มเป้าหมายหมดความสนใจ วิธีง่าย ๆ ที่ทำให้ Mobile Site โหลดไว คือ ไม่ควรนำสื่อจากภายนอกมาแนบลงในหน้าเว็บนั้น เนื่องจาก Smartphone จะต้องใช้เวลานานมากในการดึงข้อมูลจากภายนอกเข้าสู่เว็บไซต์และต้องประมวลผลให้เหมาะกับการแสดงบนสมาร์ทโฟน

ลดการทำโฆษณา Pop–Ups แม้ว่าหลายคนทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อสร้างรายได้จากโฆษณา แต่หากกลุ่มเป้าหมายโดยส่วนใหญ่ของเว็บไซต์ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน การนำลิงก์โฆษณาแบบ Pop-Ups ที่มากเกินไปอาจทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความเบื่อหน่ายได้ ดังนั้นการปรับวิธีการแสดงโฆษณาให้เหมาะกับการใช้งาน Mobile Site จึงเป็นสิ่งสำคัญ

เลือกใช้ Short Keyword ในการทำ Mobile Site เนื่องจากผู้ใช้งานที่ต้องการหาข้อมูลด่วนบน Smart phone อาจมีเวลาไม่มากพอที่จะอ่านข้อมูลทั้งหมดบนเว็บไซต์ได้ การเลือก Keyword ที่กระชับแต่มีจำนวนผู้ค้นหาเยอะมาประยุกต์ใช้กับ Mobile Site จะทำให้กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจได้มากกว่า

ทำสารบัญไปยังหัวข้อที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ หลายคนมีความสามารถในการทำข้อมูลได้มาก แต่ข้อมูลที่เยอะเกินไปอาจทำให้กลุ่มเป้าหมายหมดความสนใจเพราะไม่ใช่หัวข้อที่ต้องการ การทำสารบัญหัวข้อพร้อมแทรกลิงก์เอาไว้จะทำให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเลือกหัวข้อที่สนใจได้ด้วยตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจทั้งหลายที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มมากขึ้น จึงควรปรับเว็บไซต์ให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภค และปรับเว็บไซต์ให้สามารถใช้งานบนมือถือได้ โดย Mobile Site เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในการทำการตลาดที่สามารถสร้างยอดขายของสินค้าและบริการให้เพิ่มมากขึ้นได้

เคล็ดลับทำ SEO บน Mobile Site

เขียนบทความอย่างไร ให้ติดอันดับ SEO บน Google

เขียนบทความอย่างไร ให้ติดอันดับ SEO บน Google

หนึ่งในวิธีที่ทำให้หน้าเว็บของคุณติดอันดับใน Google ได้ง่ายที่สุดนั่นคือ การเขียนบทความ เพราะอย่าลืมว่าเวลาที่ Google จัดอันดับนั้นจะต้องใช้เนื้อหาในเว็บต่าง ๆ เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่าควรเลือกให้เว็บไหนอยู่อันดับเท่าไหร่ แต่การจะเขียนบทความเพื่อให้ติดอันดับ SEO ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงจำเป็นต้องรู้วิธีเขียนอย่างถูกต้องเพื่อให้เว็บของคุณประสบความสำเร็จ โดยขั้นตอนต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องยาก

วิธีเขียนบทความให้ติดอันดับ

คีย์เวิร์ด คือ หัวใจของการทำ SEO ลำดับแรก นักเขียนที่จะทำให้บทความของตนเองติดอันดับ SEO ได้ต้องรู้จักการใช้คีย์เวิร์ดให้เป็นก่อน คีย์เวิร์ด ในที่นี้คือ คำค้นหายอดนิยมที่คนส่วนใหญ่เขานิยมใช้ในการค้นหาสิ่งต่าง ๆ กัน โดยอาจเลือกจากการจัดอันดับความถี่ของการค้นหาคำ ๆ นั้น หรือใช้ความเหมาะสมโดยเทียบตัวเราเป็นคนค้นหาว่าถ้าต้องการค้นเรื่องนี้ควรใช้คีย์เวิร์ดใด เป็นต้น เมื่อมีคีย์เวิร์ดแล้วจะทำให้การเขียนบทความง่ายขึ้น มีจุดประสงค์ชัดเจนว่าจะเขียนถึงเรื่องอะไร

Topic & Description อย่าลืมใส่คีย์เวิร์ดลงไปด้วย หัวข้อและส่วนอธิบายรายละเอียดเบื้องต้น จำเป็นต้องใส่คีย์เวิร์ดที่ใช้ในบทความนั้น ๆ ลงไปด้วย เพื่อให้การค้นหาจากผู้ที่สนใจเข้าถึงหน้าเว็บของคุณง่ายขึ้น และที่สำคัญอีกอย่างคือ ทั้งหัวข้อและรายละเอียดเบื้องต้นต้องไม่ยาวมากจนเกินไป ให้สั้นกระชับ แต่เข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อ

กระจายคีย์เวิร์ดในบทความอย่างเหมาะสม การทำบทความ SEO ไม่ใช่การเขียน ๆ ไปเพื่อให้คนค้นหาง่ายโดยใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปเยอะ ๆ เพราะจะทำให้ Google ตรวจเป็นสแปมและเว็บมีสิทธิ์ตกอันดับได้ทันที แนะนำว่าควรเลือกใส่อย่างเหมาะสมของเนื้อหานั้น ๆ แล้วกระจายออกไปทั่วทั้งบทความ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดอันดับได้ไม่ยาก แต่ก็ต้องเลือกด้วยว่าเป็นคีย์เวิร์ดที่ได้รับความนิยมจริง ๆ

เขียนบทความที่มีสาระและประโยชน์และไม่ก็อปปี้คนอื่นมาเด็ดขาด ข้อนี้สำคัญมาก การเพิ่มบทความลงไปในเว็บไซต์โดยการก็อปปี้เว็บอื่น ๆ แม้จะให้เครดิตก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่เจ้าของบทความนั้นมาเห็นและสั่งรายงาน URL ของหน้าเว็บคุณมีสิทธิ์ตกอันดับทันที และกว่าจะแก้ไขขึ้นมาหรือทำเว็บใหม่ให้ติดเหมือนเดิมต้องใช้เวลาอีกนาน

ความยาวเนื้อหาเหมาะสม เนื้อหาบทความที่ดีควรมีอัตราเหมาะสม เช่น 300 คำ ขึ้นไป เพื่อให้รู้สึกว่ามีเนื้อหาสาระที่พอดี ไม่สั้นจนเกินไปขนาด Google ยังจับไม่ได้ นั่นจะทำให้คุณเสียโอกาสโดยใช่เหตุ

จากข้อมูลที่แนะนำไปข้างต้น จะช่วยทำให้การ เขียนบทความ SEO กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

วิธีเขียนบทความให้ติดอันดับ

Yoast SEO ช่วยส่งเสริมอันดับ SEO ของเว็บไซต์ได้อย่างไร

Yoast SEO ช่วยส่งเสริมอันดับ SEO ของเว็บไซต์ได้อย่างไร

การทำให้เว็บไซต์ออนไลน์ได้รับความนิยมจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในยุค 2019 จำเป็นต้องใช้เทคนิค SEO (search engine optimization) ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามที่ Google กำหนด ทั้งนี้ปลั๊กอิน Yoast SEO เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้อันดับของเว็บไซต์สูงขึ้นได้ ด้วยวิธีการต่อไปนี้

1. ช่วยในการปรับแต่งหัวข้อ (Title) และส่วนสรุปบทความโดยย่อ (Meta Description)

เมื่อลูกค้ามีการสืบค้นด้วย keyword หนึ่งๆ ผลที่ปรากฏออกมาคือสองส่วนนี้ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้คลิก เพิ่มค่า traffic ของลูกค้า และอัตราการคลิกเข้ามาชม หรือ CTR (click through rate) ให้แก่เว็บไซต์ได้ จึงทำให้อันดับ SEO ดีขึ้น โดยการใส่ข้อมูลในช่อง editor ของ ปลั๊กอิน Yoast SEO ระบบก็จะทำการวิเคราะห์เพื่อเสนอแนะการปรับแต่ง โดยจะขึ้นเป็นแถบสีเขียวหากตั้งค่าส่วนต่าง ๆ ได้เหมาะสมตามเกณฑ์ และแสดงส่วนที่ต้องปรับปรุงให้ทราบแบบเรียลไทม์

2. ช่วยในการเลือก keyword ที่เหมาะสม

การเลือก keyword ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะใช้ในการผลิตบทความ SEO และการใส่ในหัวข้อและส่วนสรุปย่อ ซึ่งการหาคีย์เวิร์ดที่มีคุณภาพตรงกับการสืบค้นของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายนั้น ในเบื้องต้นสามารถหาได้จาก Google search console แล้วนำมาปรับแต่งด้วยปลั๊กอิน Yoast SEO ได้ โดยการใส่ keyword ครั้งละ 1 คำ ลงในช่อง Focus keyword เพื่อให้ระบบ plugin ทำการประมวลและแสดงเหตุผลในช่องแนะนำว่าควรปรับเพิ่มความยาวของ keyword อย่างไร ควรใส่ซ้ำในบทความได้กี่ครั้ง คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเนื้อหา (ตามหลักเกณฑ์แล้วไม่ควรเกิน 2.5 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละบทความ) หากแก้ไขปรับ keyword SEO ตามที่ระบบแนะนำก็มีแนวโน้มสูงที่จะทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ดีขึ้นได้

3. ช่วยปรับแต่งโครงสร้างของบทความ

การใส่ความหนาที่ตัวอักษรส่วนหัวข้อ ทำตัวเอียง ไฮไลท์ หรือมีเลขหัวข้อย่อยหรือ ทำเป็น Bullet แทรกด้วยลิงก์วิดีโอหรือไฟล์เสียง จะทำให้ระบบวิเคราะห์ว่าบทความมีคุณภาพสูงขึ้น เมื่อนำมาวิเคราะห์ด้วย ปลั๊กอิน Yoast SEO หากปรากฏไฟเขียว ก็แสดงว่าคุณภาพบทความที่ทำบทนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีศักยภาพในการสื่อสารข้อมูลไปถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และสามารถแข่งขันกับแบรนด์อื่นได้อย่างดี

4. ช่วยในการแบ่งปันข้อมูลไปยังสื่อโซเชียล

คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญของธุรกิจเว็บไซต์ออนไลน์ มักใช้สื่อโซเชียลเช่น Facebook, Twitter ในการสืบค้นข้อมูลและสร้างกระแสแฟชั่นบอกต่อ การใช้ปุ่ม Social Share ในปลั๊กอิน Yoast SEO เพื่อการส่งรูปภาพและเนื้อหา จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงข้อมูลเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้แน่นอน

จะเห็นได้ว่า ปลั๊กอิน Yoast SEO ช่วยส่งเสริมให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ทางธุรกิจดีขึ้นได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดจึงแนะนำการทำ SEO ควบคู่กับการใช้ปลั๊กอิน Yoast SEO อย่างเหมาะสม จะทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและการสร้างแบรนด์ที่ดียิ่งขึ้นได้

ปลั๊กอิน Yoast SEO เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้อันดับ

ทำไมกูรูทางการตลาดแนะนำให้ทำ SEO

ทำไมกูรูทางการตลาดแนะนำให้ทำ SEO

สำหรับมือใหม่ที่เปิดเว็บไซต์ขายของออนไลน์ อาจเคยได้ยินคำแนะนำให้ทำ SEO เพื่อกระตุ้นการขาย รวมถึงท่านที่เปิดเว็บไซต์มารุ่นเก่ากว่า 10 ปี ก็มีการบอกต่อให้ปรับปรุงตามระบบนี้ เพื่อให้เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและเป็นการเพิ่มช่องทางในการขยายฐานลูกค้าให้กว้างยิ่งขึ้นได้

เราจึงรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำ SEO มาฝากกัน ดังนี้

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นกฎเกณฑ์ที่ทาง Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google พิจารณาเห็นว่าเหมาะสมต่อการทำให้เว็บไซต์แข่งขันกันได้ด้วยคุณภาพ ในสองส่วนต่อไปนี้

1. On-Page SEO คือ การออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายและมีรายละเอียดในเว็บไซต์ที่ตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทำให้เกิดความนิยมในการคลิกเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์บ่อย ๆ ตัวอย่างได้แก่

ออกแบบโลโก้ ธีมสีที่สวยงามและอ่านสบายตา

ผลิตบทความจาก Keyword SEO ที่มีคุณภาพผ่านการวิจัยว่าตรงกับการสืบค้นของลูกค้าเป้าหมาย และข้อมูลของบทความมีความทันสมัยและไม่ไปละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการ Copy จากแหล่งอื่น ซึ่งจะทำให้ระบบ Algorithm AI วิเคราะห์ว่าเป็นบทความสแปมได้

สร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายทั้งในโทรศัพท์มือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้จริงของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อในปัจจุบันที่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์จะซื้อขายผ่านโทรศัพท์มือถือ

2. Off-Page SEO คือ การสร้างฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น โดยการแนะนำข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ให้ความรู้แก่ผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ตัวอย่างเช่น คุณจำหน่ายเครื่องกรองน้ำ ก็ควรจะให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการบริโภคน้ำดื่มที่สะอาด รวมถึงวิธีการกรองน้ำที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้น้ำมีคุณภาพที่สุด หากมีผู้สนใจจะสั่งซื้อเครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพ คุณก็สามารถแนะนำ URL Address และนำไปสู่การปิดการขายได้

การสร้างชุมชนออนไลน์หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความรู้และความเห็นต่าง ๆ จะทำให้มีความใกล้ชิดกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สามารถเข้าถึงความต้องการและนำมาพัฒนาสินค้าและบริการได้ดียิ่งขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO เป็นวิธีที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณา เพียงพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์อย่างรอบด้านอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ระบบ Algorithm วิเคราะห์ได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพมากกว่าเว็บไซต์อื่น เมื่อมีการสืบค้นด้วย Keyword ที่คุณใช้ จึงปรากฏในตำแหน่งที่เป็นอันดับต้น ๆ ในหน้าจอการสืบค้นอยู่เสมอ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและเป็นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้ดียิ่งขึ้น

หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกท่านเห็นความสำคัญของการทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ ตามที่กูรูการตลาดแนะนำ เพื่อให้การทำธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จได้อย่างดียิ่งขึ้น

ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำ SEO

คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้จัก Google search console

คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้จัก Google search console

การทำเว็บไซต์ตามระบบ SEO หรือ search engine optimization จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้ Google search console เพื่อที่จะปรับปรุงคุณภาพของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับ SEO ที่ Google กำหนดได้ดียิ่งขึ้น เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Google search console มาฝากกันดังนี้

ความหมายของ Google search console

Google search console หรือเดิมเรียกว่า Google webmaster tools เป็นเครื่องมือที่ Google บริการแก่ผู้ทำเว็บไซต์ทุกคน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในการที่จะตรวจสอบคุณภาพเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะมีค่าตัวเลขผลวิเคราะห์ด้านต่าง ๆ ที่จำเป็น ช่วยชี้ให้เห็นจุดอ่อน ข้อบกพร่อง หรือสิ่งที่สามารถพัฒนาเพิ่มได้อีก เพื่อให้เจ้าของกิจการออนไลน์ได้ปรับปรุงได้อย่างตรงจุดต่อไป

ประโยชน์ของการทำ Google search console

การทำ SEO จะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าผู้ทำเว็บไซต์จะทำด้วยตัวเองหรือการจ้างงานผ่านบริษัทรับทำ SEO เพราะตัวดัชนีชี้วัดต่าง ๆ จะเป็นสิ่งที่ระบบคำนวณและสร้างกราฟออกมาอย่างอัตโนมัติ ทำให้แก้ไขเว็บไซต์ได้ตรงจุด หรือ ช่วยในการตรวจสอบผลการจ้างทำ SEO ได้ดียิ่งขึ้น

การติดตั้ง Google search console

ขั้นตอนติดตั้ง ทำได้ไม่ยาก เพียงคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ของ Google search console กด start ก็สามารถใส่ค่าโดเมนของเว็บไซต์ของคุณลงไปได้ทันที หลังจากนั้น ทำการใส่ URL address เพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นเจ้าของเว็บไซต์จริง และทำการติดตั้งให้เรียบร้อยโดยใช้ไฟล์ html หรือ ใช้ปลั๊กอิน yoast SEO ก็ได้เช่นกันความหมายของ Google search console

สิ่งที่ Google search console สามารถแสดงผลแก่เจ้าของเว็บไซต์ได้ มีดังนี้

Performance เป็นกราฟคู่กับตัวเลขที่แสดงประสิทธิภาพในการทำงานของเว็บไซต์ โดยจะเป็นผลย้อนหลังตลอดระยะเวลา 16 เดือน และมีข้อมูลที่สำคัญ เช่น จำนวนคนที่คลิกเข้ามา ภูมิลำเนาของผู้ชมเว็บไซต์ เป็นต้น

URL inspection จะแสดงว่า Google มาสำรวจข้อมูลของเว็บไซต์คุณล่าสุดในวันเดือนปีใด และจะแสดงให้เห็นถึงจุดบกพร่องของเว็บไซต์ที่ Google ตรวจพบด้วย เพื่อให้ทำการแก้ไขได้อย่างตรงจุด (เป็นฟังก์ชันใหม่ที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ทำเว็บไซต์อย่างมาก)

Sitemap เป็นการแจ้งให้รู้ว่าในเว็บไซต์ของคุณมี URL อะไรที่เชื่อมต่อกันอยู่และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง

Mobile usability จะแสดงผลลัพธ์ ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นใช้ได้ดีกับเครื่องมือพกติดตัวอย่างโทรศัพท์มือถือเพียงใด หากมีผลลัพธ์ที่ดีก็คือสามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น (โอกาสในการขายสินค้าก็จะเพิ่มตามนั่นเอง)

Security จะแสดงว่ามีไวรัสหรือ malware อยู่ส่วนใดของเว็บไซต์หรือไม่ เพื่อจะได้รีบแก้ไขได้ทันท่วงที หากมีจะทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลหรือทำให้เว็บไซต์ได้รับความเสียหายได้

จะเห็นได้ว่า Google search console เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในระบบของ Google ที่ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์ในระบบ SEO ควรศึกษาวิธีการใช้อย่างคุ้มค่า เพื่อนำค่าตัวเลขต่าง ๆ ที่แสดงมาแปรผลสำหรับการปรับปรุงเว็บไซต์ต่อไป เพื่อให้การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น

ทำไมธุรกิจการโรงแรมถึงต้องทำเว็บไซต์ SEO

การทำธุรกิจการโรงแรมในปัจจุบันนั้น มีการแข่งขันที่สูงมาก เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากภาวะขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนและยังมีปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ที่กระทบต่อบรรยากาศในการท่องเที่ยวอีกด้วย

การทำธุรกิจการโรงแรมในเว็บไซต์ออนไลน์ จึงต้องทำ SEO ให้เพื่อกระตุ้นให้สถานที่พักของคุณเป็นที่รู้จักและจดจำของผู้คนให้ได้มากที่สุดทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อที่เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO ให้แก่ธุรกิจการโรงแรม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-Page SEO

ได้แก่ การทำโครงสร้างของเว็บไซต์ให้ดูสวยงาม มีความเป็นทางการควบคู่กับความเป็นมิตร ผสมผสานให้ลงตัวอย่างเหมาะสม โดยใช้สี โลโก้ ที่เป็นเอกลักษณ์และสื่อสารถึงความเป็นแบรนด์ให้ชัดเจน เช่น ควรจะใช้สีชมพูสีฟ้า สีเขียว สีน้ำตาล ประจำเว็บไซต์ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายเบาสบาย เห็นแล้วอยากมาพักผ่อนที่โรงแรมของคุณ

นอกจากนี้ การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมในการผลิตบทความในหน้าเพจของโรงแรม ควรจะต้องมีการวิจัยคัดเลือก Keyword SEO ที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่คุณต้องการให้บริการอย่างเจาะจง หรือ ที่เรียกว่า Niche Market

เช่น สถานที่ของคุณเป็นโรงแรมที่อยู่ริมทะเล และสามารถให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าได้ คุณก็ควรที่จะใช้ Keyword ว่า “รีสอร์ท ริมทะเล พัทยา หมา แมว เข้าได้” เป็นต้นเพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะนิยมพาสัตว์เลี้ยงไปท่องเที่ยวด้วย สามารถที่จะหาเว็บไซต์ของคุณเจอเป็นอันดับต้น ๆ จะทำให้มีโอกาสได้รับการจองห้องพักโรงแรมมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

2. Off-Page SEO

เป็นการขยายกลุ่มลูกค้า ให้โรงแรมของคุณเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น โดยการที่คุณไปสมัครเป็นสมาชิกในกลุ่มคนรักการท่องเที่ยว คนรักสัตว์เลี้ยง ฯลฯ เพื่อให้ข้อมูลที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ของ จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะพัทยา เพื่อให้มีคนสนใจหรือสอบถามหาที่พักในละแวกใกล้เคียง

คุณก็สามารถให้ลิงก์เว็บไซต์ของโรงแรมคุณ เพื่อการชมภาพสถานที่และสอบถามเกี่ยวกับราคาและข้อมูลอื่น ๆ ได้ เป็นต้น เทคนิคนี้จะทำให้เพิ่มปริมาณของผู้คนเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งทำให้อันดับ SEO จากการวิเคราะห์ด้วย AI ของ Search Engine สูงขึ้น และที่สำคัญคือ ทำให้โรงแรมของคุณมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเวลาอันสั้น

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้เว็บไซต์ด้านการโรงแรม สามารถช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและเติบโตได้ในระยะยาว เพียงเลือก Keyword SEO ที่เหมาะสมกับลูกค้านักท่องเที่ยวเป้าหมาย ผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้อันดับ SEO ของคุณดีขึ้น มีโอกาสปรากฏแก่สายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งทำให้เพิ่มยอดจองห้องพักได้มากขึ้นตลอดทั้งปี

การทำ SEO ให้แก่ธุรกิจการโรงแรม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน

การตลาดแบบ SEO และ SEM แตกต่างกันอย่างไร

การตลาดแบบ SEO และ SEM แตกต่างกันอย่างไร

การทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์ที่กูรูทางการตลาดแนะนำให้นักธุรกิจยุคใหม่ศึกษา เพื่อเลือกใช้ให้ถูกต้องตามสถานการณ์ และยังเป็นการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ให้มีความน่าเชื่อถือเป็นมืออาชีพ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาวด้วย ซึ่งการทำ SEO และ SEM มีข้อแตกต่างกันดังต่อไปนี้

SEO หรือ Search Engine Optimization

เป็นการพัฒนาเว็บไซต์อย่างรอบด้าน เพื่อให้มีอันดับในการแสดงผลในหน้าต่างการสืบค้นที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้แก่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google แต่อย่างใด โดยประกอบด้วย 2 ส่วนคือ On-Page SEO และ Off-Page SEO ได้แก่

On-Page SEO- การใช้ Keyword ที่เหมาะสม ในการเขียนหัวข้อ สร้างบทความที่มีคุณภาพ ตั้งชื่อรูปภาพ ฯลฯ ซึ่งยิ่งมี Keyword มากก็จะทำให้มีโอกาสถูกสืบค้นเจอได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ควรมากเกินกว่า 2-3 Keyword ต่อบทความ และไม่ซ้ำเกิน Keyword ละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ถูกวิเคราะห์จากระบบ AI อัจฉริยะของ Search Engine ว่าเป็นเพจขยะหรือสแปม ซึ่งจะส่งผลให้ถูกลดทอนอันดับ SEO ลงไป

Off-Page SEO- สร้าง Backlink เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์หลาย ๆ แห่งเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ วิธีที่ได้ผลดีคือ การแสดงความคิดเห็นที่เป็นข้อเท็จจริงตรงไปตรงมา ตามห้องสนทนาในโซเชียลต่าง ๆ เมื่อมีผู้ที่สนใจสินค้าหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณจึงแปะลิงก์เพื่อให้คนบุคคลเหล่านั้นคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ วิธีการนี้เป็นเทคนิคขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้ และทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ดีขึ้นด้วย

การทำ SEO ทั้งสองส่วนเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้

SEM หรือ Search Engine Marketing

จะเป็นการทำการตลาดแบบโฆษณา ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายให้กับ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google ซึ่งจะมีการประมูลพื้นที่โฆษณาระหว่างคุณและบริษัทคู่แข่งที่เลือกใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน

ผู้ที่จ่ายเงินในการประมูลสูงก็จะได้ตำแหน่งที่ดีในการโฆษณาไป และต้องมีการจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแบบ Pay Per Click หรือ PPC คือ เมื่อมีผู้คลิกเข้าไปในชมข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณตามที่โฆษณา จะต้องจ่ายเงินให้แก่ Search Engine ทุกครั้ง

วิธี SEM มีข้อดี คือ การันตีได้ว่าเว็บไซต์คุณจะปรากฏสู่สายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับการทำโปรโมชั่นสินค้า เช่น ช่วงเทศกาลวันปีใหม่ หรือคริสต์มาส ที่จะมีคนมองหาสินค้าเพื่อเป็นของขวัญ หากใช้วิธีการ SEO อย่างเดียว จะต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนา ซึ่งจะไม่สามารถสร้างอันดับในผลการค้นหาที่สูงขึ้นให้ทันต่อเทศกาลในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO และ SEM มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถทำร่วมกันได้ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า การวางแผนและเป้าหมายของการทำเว็บไซต์ที่ต้องพิจารณาอย่างเหมาะสม

SEO หรือ Search Engine Optimization

เงินทุนน้อยก็ทำการตลาดออนไลน์ SEO ได้

มาตรฐานของ Search Engine

การตลาดออนไลน์เป็นช่องทางการขายสินค้าและบริการที่สำคัญในยุคปัจจุบันเนื่องจากคนส่วนใหญ่นิยมใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อค้นหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบรวดเร็ว 4G ในปัจจุบัน ก็ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายทั่วโลกติดต่อกันได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย

สำหรับผู้ที่มีเงินทุนน้อยอาจจะกังวลว่าการทำการตลาดออนไลน์จะเป็นเรื่องที่ทำให้สร้างภาระค่าใช้จ่าย เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ มักจะต้องใช้เงินทุนสูง อย่างไรก็ตาม การตลาดแบบ SEO ซึ่งย่อมาจาก Search Engine Optimization มีความแตกต่างจากเทคนิคการตลาดทั่วไป เพราะไม่ต้องใช้เงินจ่ายให้ Search Engine อย่าง Yahoo, Bing, Google เพียงแต่ต้องมีความสม่ำเสมอในการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ Search Engine ที่กำหนดไว้ และต้องไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์

ตัวอย่างเช่น

การทำเนื้อหาในบทความ ต้องมีความสดใหม่ อัพเดตประจำทุกวัน

การทำคลิปประกอบเพื่อดึงดูดผู้ชม ซึ่งทำให้เพิ่มเวลาในการใช้หน้าจอ ทำให้ผลการจัดอันดับของเว็บไซต์ดียิ่งขึ้น

เลือกใช้ Keyword ในบทความและหัวข้อ Title ที่ตรงกับคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้

การจัดหมวดหมู่องค์ประกอบของหน้าจอเว็บไซต์ให้หาปุ่มต่าง ๆ ง่าย มีการแยกกลุ่มสินค้าชัดเจน เช่น หากทำเว็บไซต์ขายเสื้อผ้าออนไลน์ ต้องแยกเป็นหมวดเสื้อ กางเกง รองเท้า เครื่องประดับ ทั้งของเพศชายและหญิง เป็นต้น

มีธีมของสีและรูปแบบเว็บไซต์ที่สวยงาม และเป็นที่จดจำ ควรใช้สีหลักไม่เกิน 2-3 สี เพื่อให้ดูหรูหราทันสมัย รวมไปถึงการเลือกฟอนต์ที่สวยงาม ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์

พัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งหน้าจอมือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์การใช้งานเทคโนโลยี เพื่อให้มีโอกาสรับออเดอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เงินทุนน้อยก็ทำการตลาดออนไลน์ SEO ได้

นอกจากการพัฒนาภายในของเว็บไซต์แล้ว การทำ SEO ยังรวมไปถึงการเชื่อมโยงลิงค์กับเว็บไซต์ภายนอก เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น เช่น การตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าออร์แกนิกในเว็บไซต์สุขภาพ หรือห้องแชทที่รวมผู้ที่สนใจดูแลสุขภาพเข้าด้วยกัน หรืออาจตั้งกลุ่มใน Facebook ขึ้นมาใหม่ให้คนที่สนใจสินค้าออร์แกนิกมารวมตัวกันก็ได้ ที่สำคัญ คือการแจ้ง Link เข้าเว็บไซต์หลักของคุณไว้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจติดตามหรือสอบถามเพิ่มเติมติดต่อได้สะดวก จะทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่กล่าวถึงแพร่หลายมากขึ้น ทำให้มียอดการคลิกเข้ามาชม หรือ Traffic มากขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำการตลาดออนไลน์แบบ SEO ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินทุนสูงอย่างที่หลายคนคิด สามารถเริ่มทำด้วยตัวของคุณเองได้ ขอเพียงใส่ใจในคุณภาพและมีความสม่ำเสมอในการทำ การทำ SEO ก็จะเป็นเทคนิคที่ทำให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างแน่นอน

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ SEO

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ SEO

การขายสินค้าออนไลน์จะต้องมีการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ซึ่งวิธีที่นิยมมากในปัจจุบัน คือการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อให้เว็บไซต์มีอันดับการสืบค้นที่ดี ซึ่ง SEO แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ

1. Off-page SEO หรือ การสร้างลิงก์จากเว็บไซต์ภายนอกเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า

2. On-page SEO คือ การทำบทความที่มีคุณภาพให้ประโยชน์สาระแก่ผู้อ่าน

ในส่วนของการทำบทความ SEO จะต้องใช้คีย์เวิร์ด (keyword) ที่เหมาะสม เพื่อดึงดูดใจผู้อ่านและทำให้การจัดอันดับดีขึ้น ซึ่งเราสามารถแบ่งคีย์เวิร์ดออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. Niche Keyword เป็นคีย์เวิร์ดที่เป็นคำเฉพาะ เช่น รุ่นและยี่ห้อของโทรศัพท์มือถือ เช่น Huawei P Series ถ้าคุณทำธุรกิจออนไลน์เป็นร้านจำหน่ายคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์อื่น ๆ ก็ควรจะระบุรุ่นของสินค้าให้ชัดเจน

เช่น Notebook รุ่น Acer Switch One 10 SW110-1CT เพื่อทำให้ลูกค้าที่สนใจในสินค้าในรุ่นนั้น ๆ อยู่สามารถเจอเว็บไซต์คุณและคลิกเข้ามาดูข้อมูลสินค้าแบบละเอียดได้จะทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้น

2. Mass Keyword เป็นคีย์เวิร์ดแบบคำกว้าง ๆ ที่ไม่ได้ระบุรุ่นสินค้าอย่างเช่นแบบแรก เช่น คำว่าโทรศัพท์ โทรทัศน์ อุปกรณ์ก่อสร้าง ผ้าม่าน ผ้าห่ม ของใช้สำหรับเด็ก ดอกไม้ เป็นต้น คีย์เวิร์ดแบบนี้จะมีการใช้แพร่หลาย ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับยากกว่าแบบ Niche Keyword

Mass Keyword เหมาะกับการทำบทความแนวทั่วไปให้ผู้ที่สนใจเข้ามาอ่านข้อมูล เช่น ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์มือสอง แต่ไม่รู้วิธีการเลือกก็สามารถหาอ่านบทความเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถมือสองที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปใช้พิจารณารถก่อนซื้อ เป็นต้น

3. Keyword ที่มาจากการสะกดคำผิด ตัวอย่างเช่นคำว่า เว็บไซต์ ถ้าพิมพ์เป็นภาษาไทย อาจมีการสะกดผิดได้หลายแบบ ซึ่งมีการนำไปใช้เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่สนใจหาข้อมูลแต่สะกดคำผิด ให้ยังสามารถหาข้อมูลในเว็บไซต์ได้เช่นเดียวกัน

4. Long-Tail Keywords เป็นการใช้คีย์เวิร์ดที่มีความยาวมากขึ้น จากการศึกษาด้วย Google Search หาคำข้างเคียงที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมักจะพิมพ์หาในช่องการสืบค้น เช่น เลือกรองเท้า+วิ่งมาราธอน แล้วนำคำนี้ไปเขียนเป็นบทความในหัวข้อต่าง ๆ เช่น วิธีเลือกรองเท้าที่ถูกต้องสำหรับการวิ่งมาราธอน เลือกรองเท้าวิ่งมาราธอนแบบไหนดีที่สุด ฯลฯ

การใช้ Long-Tail Keywords จะทำให้เพิ่มโอกาสในการขายได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากและจะช่วยเพิ่มอันดับในหน้าต่างการสืบค้นได้ดีขึ้นด้วย

การทำบทความ SEO ให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ดี จึงควรที่จะศึกษาข้อมูล โดยเฉพาะที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายค้นหาและต้องเหมาะกับธุรกิจออนไลน์ที่ทำ ซึ่งเจ้าของธุรกิจจะเขียนบทความเองหรือจะจ้างนักเขียนบทความ SEO ที่มีประสบการณ์ก็ได้

ชวนรู้จักคีย์เวิร์ด (keyword) สำหรับเขียนบทความ