WordPress และ Plugin Yoast SEO เพิ่มความสำเร็จเว็บไซต์ออนไลน์ได้อย่างไร

Wordpress และ Plugin Yoast SEO เพิ่มความสำเร็จเว็บไซต์ออนไลน์ได้อย่างไร

การขายสินค้าออนไลน์ในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องแข่งขันให้มีอันดับ SEO ที่สูงขึ้น เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์และทำให้มียอดขายที่ดีตามไปด้วย

การทำ SEO ด้วย wordpress และ Plugin Yoast SEO เป็นตัวช่วยพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้คุณวิเคราะห์คุณภาพด้านต่าง ๆ ของเว็บไซต์ตัวเอง ซึ่งจะแสดงผลออกมามีรายละเอียดชี้แนะจุดอ่อน เพื่อให้ปรับปรุงทันที จะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอันดับ SEO ที่ดีขึ้นจากการประเมินของระบบ algorithm ของ Google ได้อย่างรวดเร็ว

โปรแกรม wordpress และ Plugin Yoast SEO ช่วยให้เว็บไซต์ออนไลน์ประสบความสำเร็จมากขึ้น จากองค์ประกอบพื้นฐานต่อไปนี้

1. ช่วยเลือก keyword ที่เหมาะสม

จุดแรกที่ต้องวิเคราะห์คือ ประสิทธิภาพของ keyword SEO ที่คุณสามารถกรอกคำสำคัญที่ใช้ในบทความ ในช่อง Focus keyword เพื่อให้ระบบทำการวิเคราะห์ ซึ่งหากคำสั้นเกินไประบบจะขึ้นเป็นแถบสีเขียวที่ยังมีช่องว่างให้เติมต่อ คุณควรเติมคำสำคัญให้มีความจำเพาะต่อกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเริ่มเป็นสีส้ม

2. ส่วนหัวข้อหรือ Title

หัวข้อที่ดึงดูดใจ คือ สิ่งที่กระตุ้นให้ผู้อ่านอยากคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ออนไลน์ การตั้งหัวข้อที่ดีโดยอาศัยโปรแกรมตัวช่วยทั้งสอง จะประเมินให้คุณเห็นว่าหัวข้อที่ตั้งชื่อไว้ดีแล้วหรือควรปรับแก้ ซึ่งโดยทั่วไปควรยาวไม่เกิน 70 ตัวอักษร และมี keyword SEO อยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม หากเขียนหัวข้อที่ดึงดูดใจ แต่เมื่อผู้อ่านคลิกเข้ามาแล้ว กลับไม่พบเนื้อหาที่สอดคล้องกับหัวข้อ จะส่งผลเสียทำให้เว็บไซต์มีคะแนนการวิเคราะห์ SEO ที่ต่ำลงได้

3. ส่วนบทย่อ หรือ Meta Description

เป็นสิ่งที่จะอธิบายสั้นๆ ให้คนที่เห็นชื่อหัวข้อใน Google search เข้าใจได้ว่าถ้าคลิกเข้ามาในเพจคุณแล้ว จะพบเนื้อหาประเด็นอะไรบ้าง wordpress และ Plugin Yoast SEO จะช่วยในการปรับแต่งให้เหมาะสมและประเมินผลใหม่ตลอดเมื่อมีการแก้ไข โดยจะเห็นแถบสีเขียวที่ยาวขึ้นเรื่อยๆ จนถึงความยาวสูงสุดที่ไม่ควรเกิน 300 คำ

4. การทำลิงก์ลิงก์แบ่งได้เป็น 2 แบบ

ลิงก์แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

– Internal Link คือ เชื่อมโยงระหว่างหน้าเพจต่าง ๆ ในเว็บไซต์ของตนเอง เช่น บทความที่ 2 ขยายความบางคำหรือบางเทคนิคในบทความที่ 1

– External Link เป็นการเชื่อมโยงระหว่างเว็บไซต์ เพื่อแสดงถึงแหล่งอ้างอิง สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่เว็บไซต์มากขึ้น

การทำลิงก์เชื่อมโยง ควรตั้งชื่อใน Anchor text ที่กระชับและทำสีข้อความที่สามารถคลิกเชื่อมโยงให้แตกต่างจากส่วนอื่นของบทความ เพื่อให้ผู้อ่านสะดุดตาและอยากคลิกลิงก์ไปดูข้อมูลเพิ่มเติม อันจะทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่า wordpress และ Plugin Yoast SEO สามารถช่วยในการปรับแต่งเว็บไซต์ออนไลน์ ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของ search engine ช่วยทำให้บรรลุจุดหมายของการทำธุรกิจ คือ เพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมาย ยกระดับความน่าเชื่อถือ ทำให้มียอดขายมากขึ้นและขยายฐานลูกค้าได้ในระยะยาว

Yoast SEO ช่วยส่งเสริมอันดับ SEO ของเว็บไซต์ได้อย่างไร

Yoast SEO ช่วยส่งเสริมอันดับ SEO ของเว็บไซต์ได้อย่างไร

การทำให้เว็บไซต์ออนไลน์ได้รับความนิยมจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในยุค 2019 จำเป็นต้องใช้เทคนิค SEO (search engine optimization) ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามที่ Google กำหนด ทั้งนี้ปลั๊กอิน Yoast SEO เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้อันดับของเว็บไซต์สูงขึ้นได้ ด้วยวิธีการต่อไปนี้

1. ช่วยในการปรับแต่งหัวข้อ (Title) และส่วนสรุปบทความโดยย่อ (Meta Description)

เมื่อลูกค้ามีการสืบค้นด้วย keyword หนึ่งๆ ผลที่ปรากฏออกมาคือสองส่วนนี้ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้คลิก เพิ่มค่า traffic ของลูกค้า และอัตราการคลิกเข้ามาชม หรือ CTR (click through rate) ให้แก่เว็บไซต์ได้ จึงทำให้อันดับ SEO ดีขึ้น โดยการใส่ข้อมูลในช่อง editor ของ ปลั๊กอิน Yoast SEO ระบบก็จะทำการวิเคราะห์เพื่อเสนอแนะการปรับแต่ง โดยจะขึ้นเป็นแถบสีเขียวหากตั้งค่าส่วนต่าง ๆ ได้เหมาะสมตามเกณฑ์ และแสดงส่วนที่ต้องปรับปรุงให้ทราบแบบเรียลไทม์

2. ช่วยในการเลือก keyword ที่เหมาะสม

การเลือก keyword ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะใช้ในการผลิตบทความ SEO และการใส่ในหัวข้อและส่วนสรุปย่อ ซึ่งการหาคีย์เวิร์ดที่มีคุณภาพตรงกับการสืบค้นของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายนั้น ในเบื้องต้นสามารถหาได้จาก Google search console แล้วนำมาปรับแต่งด้วยปลั๊กอิน Yoast SEO ได้ โดยการใส่ keyword ครั้งละ 1 คำ ลงในช่อง Focus keyword เพื่อให้ระบบ plugin ทำการประมวลและแสดงเหตุผลในช่องแนะนำว่าควรปรับเพิ่มความยาวของ keyword อย่างไร ควรใส่ซ้ำในบทความได้กี่ครั้ง คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเนื้อหา (ตามหลักเกณฑ์แล้วไม่ควรเกิน 2.5 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละบทความ) หากแก้ไขปรับ keyword SEO ตามที่ระบบแนะนำก็มีแนวโน้มสูงที่จะทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ดีขึ้นได้

3. ช่วยปรับแต่งโครงสร้างของบทความ

การใส่ความหนาที่ตัวอักษรส่วนหัวข้อ ทำตัวเอียง ไฮไลท์ หรือมีเลขหัวข้อย่อยหรือ ทำเป็น Bullet แทรกด้วยลิงก์วิดีโอหรือไฟล์เสียง จะทำให้ระบบวิเคราะห์ว่าบทความมีคุณภาพสูงขึ้น เมื่อนำมาวิเคราะห์ด้วย ปลั๊กอิน Yoast SEO หากปรากฏไฟเขียว ก็แสดงว่าคุณภาพบทความที่ทำบทนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีศักยภาพในการสื่อสารข้อมูลไปถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และสามารถแข่งขันกับแบรนด์อื่นได้อย่างดี

4. ช่วยในการแบ่งปันข้อมูลไปยังสื่อโซเชียล

คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญของธุรกิจเว็บไซต์ออนไลน์ มักใช้สื่อโซเชียลเช่น Facebook, Twitter ในการสืบค้นข้อมูลและสร้างกระแสแฟชั่นบอกต่อ การใช้ปุ่ม Social Share ในปลั๊กอิน Yoast SEO เพื่อการส่งรูปภาพและเนื้อหา จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงข้อมูลเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้แน่นอน

จะเห็นได้ว่า ปลั๊กอิน Yoast SEO ช่วยส่งเสริมให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์ทางธุรกิจดีขึ้นได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดจึงแนะนำการทำ SEO ควบคู่กับการใช้ปลั๊กอิน Yoast SEO อย่างเหมาะสม จะทำให้ธุรกิจออนไลน์ประสบความสำเร็จทั้งด้านยอดขายและการสร้างแบรนด์ที่ดียิ่งขึ้นได้

ปลั๊กอิน Yoast SEO เป็นตัวช่วยที่ดีในการทำให้อันดับ

ทำไมธุรกิจการโรงแรมถึงต้องทำเว็บไซต์ SEO

การทำธุรกิจการโรงแรมในปัจจุบันนั้น มีการแข่งขันที่สูงมาก เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากภาวะขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนและยังมีปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ที่กระทบต่อบรรยากาศในการท่องเที่ยวอีกด้วย

การทำธุรกิจการโรงแรมในเว็บไซต์ออนไลน์ จึงต้องทำ SEO ให้เพื่อกระตุ้นให้สถานที่พักของคุณเป็นที่รู้จักและจดจำของผู้คนให้ได้มากที่สุดทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อที่เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ดียิ่งขึ้น

การทำ SEO ให้แก่ธุรกิจการโรงแรม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ

1. On-Page SEO

ได้แก่ การทำโครงสร้างของเว็บไซต์ให้ดูสวยงาม มีความเป็นทางการควบคู่กับความเป็นมิตร ผสมผสานให้ลงตัวอย่างเหมาะสม โดยใช้สี โลโก้ ที่เป็นเอกลักษณ์และสื่อสารถึงความเป็นแบรนด์ให้ชัดเจน เช่น ควรจะใช้สีชมพูสีฟ้า สีเขียว สีน้ำตาล ประจำเว็บไซต์ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายเบาสบาย เห็นแล้วอยากมาพักผ่อนที่โรงแรมของคุณ

นอกจากนี้ การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมในการผลิตบทความในหน้าเพจของโรงแรม ควรจะต้องมีการวิจัยคัดเลือก Keyword SEO ที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่คุณต้องการให้บริการอย่างเจาะจง หรือ ที่เรียกว่า Niche Market

เช่น สถานที่ของคุณเป็นโรงแรมที่อยู่ริมทะเล และสามารถให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าได้ คุณก็ควรที่จะใช้ Keyword ว่า “รีสอร์ท ริมทะเล พัทยา หมา แมว เข้าได้” เป็นต้นเพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะนิยมพาสัตว์เลี้ยงไปท่องเที่ยวด้วย สามารถที่จะหาเว็บไซต์ของคุณเจอเป็นอันดับต้น ๆ จะทำให้มีโอกาสได้รับการจองห้องพักโรงแรมมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

2. Off-Page SEO

เป็นการขยายกลุ่มลูกค้า ให้โรงแรมของคุณเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น โดยการที่คุณไปสมัครเป็นสมาชิกในกลุ่มคนรักการท่องเที่ยว คนรักสัตว์เลี้ยง ฯลฯ เพื่อให้ข้อมูลที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ของ จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะพัทยา เพื่อให้มีคนสนใจหรือสอบถามหาที่พักในละแวกใกล้เคียง

คุณก็สามารถให้ลิงก์เว็บไซต์ของโรงแรมคุณ เพื่อการชมภาพสถานที่และสอบถามเกี่ยวกับราคาและข้อมูลอื่น ๆ ได้ เป็นต้น เทคนิคนี้จะทำให้เพิ่มปริมาณของผู้คนเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งทำให้อันดับ SEO จากการวิเคราะห์ด้วย AI ของ Search Engine สูงขึ้น และที่สำคัญคือ ทำให้โรงแรมของคุณมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเวลาอันสั้น

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้เว็บไซต์ด้านการโรงแรม สามารถช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและเติบโตได้ในระยะยาว เพียงเลือก Keyword SEO ที่เหมาะสมกับลูกค้านักท่องเที่ยวเป้าหมาย ผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้อันดับ SEO ของคุณดีขึ้น มีโอกาสปรากฏแก่สายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งทำให้เพิ่มยอดจองห้องพักได้มากขึ้นตลอดทั้งปี

การทำ SEO ให้แก่ธุรกิจการโรงแรม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน

เงินทุนน้อยก็ทำการตลาดออนไลน์ SEO ได้

มาตรฐานของ Search Engine

การตลาดออนไลน์เป็นช่องทางการขายสินค้าและบริการที่สำคัญในยุคปัจจุบันเนื่องจากคนส่วนใหญ่นิยมใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อค้นหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยแบบรวดเร็ว 4G ในปัจจุบัน ก็ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายทั่วโลกติดต่อกันได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย

สำหรับผู้ที่มีเงินทุนน้อยอาจจะกังวลว่าการทำการตลาดออนไลน์จะเป็นเรื่องที่ทำให้สร้างภาระค่าใช้จ่าย เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ มักจะต้องใช้เงินทุนสูง อย่างไรก็ตาม การตลาดแบบ SEO ซึ่งย่อมาจาก Search Engine Optimization มีความแตกต่างจากเทคนิคการตลาดทั่วไป เพราะไม่ต้องใช้เงินจ่ายให้ Search Engine อย่าง Yahoo, Bing, Google เพียงแต่ต้องมีความสม่ำเสมอในการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ Search Engine ที่กำหนดไว้ และต้องไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์

ตัวอย่างเช่น

การทำเนื้อหาในบทความ ต้องมีความสดใหม่ อัพเดตประจำทุกวัน

การทำคลิปประกอบเพื่อดึงดูดผู้ชม ซึ่งทำให้เพิ่มเวลาในการใช้หน้าจอ ทำให้ผลการจัดอันดับของเว็บไซต์ดียิ่งขึ้น

เลือกใช้ Keyword ในบทความและหัวข้อ Title ที่ตรงกับคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้

การจัดหมวดหมู่องค์ประกอบของหน้าจอเว็บไซต์ให้หาปุ่มต่าง ๆ ง่าย มีการแยกกลุ่มสินค้าชัดเจน เช่น หากทำเว็บไซต์ขายเสื้อผ้าออนไลน์ ต้องแยกเป็นหมวดเสื้อ กางเกง รองเท้า เครื่องประดับ ทั้งของเพศชายและหญิง เป็นต้น

มีธีมของสีและรูปแบบเว็บไซต์ที่สวยงาม และเป็นที่จดจำ ควรใช้สีหลักไม่เกิน 2-3 สี เพื่อให้ดูหรูหราทันสมัย รวมไปถึงการเลือกฟอนต์ที่สวยงาม ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์

พัฒนาเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทั้งหน้าจอมือถือและหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์การใช้งานเทคโนโลยี เพื่อให้มีโอกาสรับออเดอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เงินทุนน้อยก็ทำการตลาดออนไลน์ SEO ได้

นอกจากการพัฒนาภายในของเว็บไซต์แล้ว การทำ SEO ยังรวมไปถึงการเชื่อมโยงลิงค์กับเว็บไซต์ภายนอก เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น เช่น การตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าออร์แกนิกในเว็บไซต์สุขภาพ หรือห้องแชทที่รวมผู้ที่สนใจดูแลสุขภาพเข้าด้วยกัน หรืออาจตั้งกลุ่มใน Facebook ขึ้นมาใหม่ให้คนที่สนใจสินค้าออร์แกนิกมารวมตัวกันก็ได้ ที่สำคัญ คือการแจ้ง Link เข้าเว็บไซต์หลักของคุณไว้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจติดตามหรือสอบถามเพิ่มเติมติดต่อได้สะดวก จะทำให้ธุรกิจของคุณเป็นที่กล่าวถึงแพร่หลายมากขึ้น ทำให้มียอดการคลิกเข้ามาชม หรือ Traffic มากขึ้น

จะเห็นได้ว่า การทำการตลาดออนไลน์แบบ SEO ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินทุนสูงอย่างที่หลายคนคิด สามารถเริ่มทำด้วยตัวของคุณเองได้ ขอเพียงใส่ใจในคุณภาพและมีความสม่ำเสมอในการทำ การทำ SEO ก็จะเป็นเทคนิคที่ทำให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างแน่นอน

ขั้นตอนการทำ Content ให้ติดอันดับ 1 บน GOOGLE

ขั้นตอนการทำ Content ให้ติดอันดับ 1 บน GOOGLE

Search Engine ที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 นั่นก็คือ GOOGLE เป็น Website เพื่อการค้นหาที่มีจำนวนครั้งในการใช้งานมากที่สุดในโลก และมันจะดีไม่น้อยหากเราจะสามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้เพื่อการขยายธุรกิจหรือสร้างฐานลูกค้าให้เป็นทีรู้จัก โดยการทำ Content ให้ติดอันดับแรก ๆ บน GOOGLE ให้ได้นั้น มี 5 ขั้นตอนดังนี้

5 เทคนิคทำให้ คอนเทนต์ ติดอันดับ 1

Content is King ขั้นแรกเราต้องดูก่อนว่าเราจะนำเสนอเรื่องอะไร Content เกี่ยวกับอะไร มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน โดยเนื้อหาใน Content จะต้องแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร และแน่นอนต้องไม่ Copy มาจาก Website อื่น

Keyword เวลาที่คนจะค้นหาอะไรสักอย่างก็จะพิมพ์คำคีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ กัน โดยเราจะต้องหาอันดับของคำ Keyword ที่มีคนหาเยอะที่สุด โดยอาจจะหาได้จาก Google Keyword Planner ก็ได้ว่าคำไหนมีคน Search หามากที่สุด แล้วเราก็เอาคำนั้นมาเป็นหลักในการสร้าง Content

โครงสร้าง Content รูปร่างหน้าตาของบทความก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเราจะต้องคำนึงถึงจำนวนคำที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ซึ่งจะอยู่ในช่วง 300-1,000 คำโดยประมาณ แล้วแต่ว่าเนื้อหาจะเป็นแนวไหน มีหัวข้อย่อย ทำตัวเอียง ตัวหนาให้สวยงามเป็นระเบียบ และแน่นอนอย่าลืมใส่ Keyword กระจายลงไปให้ทั่วบทความ แต่ต้องไม่มากจนเกินไป คำนึงถึงความเป็นธรรมชาติเป็นหลัก

Backlink ก็คือหน้า Website อื่น มี link ที่กดแล้วจะส่งตรงมาที่หน้า Website ของเรานั่นเอง การมี Backlink กับ Website ที่มีชื่อเสียงหรือมีมาตรฐานก็เป็นการเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือให้กับเราได้ไม่น้อย โดย GOOGLE ก็ดูจาก Backlink เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งว่า เขาจะเอา Website ของเราขึ้นมาอยู่อันดับต้น ๆ ได้หรือไม่ ทั้งนี้ Backlink จะต้องมีความเป็นธรรมชาติ มีทั้งคุณภาพและปริมาณ ถ้ามี Backlink ที่จงใจสร้างขึ้นมาหรือ Link มาจากเว็บที่มีคุณภาพต่ำ ก็จะได้คะแนนส่วนนี้น้อย

5 เทคนิคทำให้ คอนเทนต์ ติดอันดับ 1

สร้าง Website ให้รองรับสมาร์ทโฟน ในปัจจุบันนี้คนเล่นมือถือมากกว่าเล่นคอมหรือดูโทรทัศน์เสียอีก เพราะความสะดวกเพียงหยิบมือถือขึ้นมาเท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่ฉลาดไม่น้อยหากเราจะทำให้ Website ของเราสามารถเปิดบนสมาร์ทโฟนได้ มีการแสดงผลที่เหมาะสม อ่านง่าย ใช้งานสะดวก

การทำ Content ให้ติดอันดับบน GOOGLE ไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะต้องมีการศึกษาข้อมูลรวมถึงความพยายามและอาศัยเวลา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้ทำความรู้จักเสียก่อน หากทำตามที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างถูกวิธีแล้ว เมื่อ Content ของคุณติดอันดับหน้าแรกบน GOOGLE แล้ว ก็จะคุ้มค่ากับความพยายามที่ทุ่มเทลงไปเป็นอย่างมาก เพราะ Website ของคุณจะเป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน ทำให้ง่ายต่อการขยายฐานธุรกิจและเป็นการสร้างยอดขายที่ดีในอนาคตอีกด้วย

ทำไมคนขายของออนไลน์ต้องรู้จัก SEO

ทำไมคนขายของออนไลน์ต้องรู้จัก SEO

ทำไมคนขายของออนไลน์ต้องรู้จัก SEO

SEO เป็นเทคนิคที่ทำให้สินค้าของคุณฮิตติดตลาดได้จากการที่ลูกค้าหรือคนที่ต้องการซื้อสินค้าในแนวของคุณ คีย์ หาด้วย keyword หรือ ชื่อสินค้า ชื่อแบรนด์ที่สนใจ ผ่านทางกูเกิ้ล ยาฮู หรือ บิง ก็สามารถค้นเจอหน้าเว็บไซต์ขอคุณขึ้นมาหราเป็นดันดับต้น ๆ นั่นแปลว่า SEO จะเป็นตัวช่วยสุดเลิศที่ทำให้คุณกับลูกค้าทางออนไลน์ได้เจอหน้ากันนั่นเอง ซึ่งศัพท์เต็ม ๆ ของ SEO คือ “Search Engine Optimization” เป็นคำที่คนขายของออนไลน์ “ไม่รู้จักไม่ได้เด็ดขาด” เพราะเทียบได้กับการเลือกทำเลร้านจริง ๆ คือ หากการมีหน้าร้านติดทำเลถนนหรือมีลูกค้าเดินผ่านไปมามาก ๆ ลองคิดดูว่า ย่านสีลม , สยาม , สำเพ็ง , ปากคลองตลาด , พาหุรัด , ตลาดสี่มุมเมือง ฯลฯ คำเหล่านี้ล้วนเป็นชื่อสถานที่ที่คุณคิดออกเลยว่า อยากหาอะไรต้องไปที่ไหน อย่างอยากหาซื้อเสื้อผ้าวัยรุ่นชิค ๆ แนวใหม่ล่าสุด ต้องไปเดินสยาม อยากหาของกินสไตล์หนุ่มสาวหรูหราต้องเครือเซ็นทรัล-เอ็มควาเทียร์ จะซื้อผลไม้ไปขายต่อแบบขายปลีกหรือขายรถเข็น ต้องตลาดสี่มุมเมือง หรือจะซื้อดอกไม้สดไปจัดช่อใช้งานตามโรงแรมหรืองานแต่งงานทีละเยอะ ๆ ก็มาปากคลองตลาด ฯลฯ

SEO เปรียบเสมือนการเลือกทำเลให้ลูกค้าพิมพ์

ตราบเท่าที่สถานที่เหล่านี้สำคัญในชีวิตจริง เราก็อยากบอกว่าการทำ SEO ก็เปรียบเหมือนการเลือกทำเลให้ลูกค้าพิมพ์แล้วหาคุณเจอง่าย ๆ 1 ใน สาม หน้าแรก จากการค้นหาเท่านั้นที่เขาวิจัยแล้วว่าทำให้ลูกค้าได้เจอร้านคุณและ “คลิกเข้ามาชม” มากที่สุด ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ ไม่ใช่ว่าจะพิมพ์ว่า SEO SEO SEO หรือใส่ว่า ดอกไม้ ดอกไม้ ดอกไม้ ซ้ำ ๆ แบบนี้ มีหวังโดนแบน แถมลูกค้าจะ “block” คุณออกจากสาระบบ เพราะรำคาญใน “ความไร้สาระ” หรือ “ความเวิ่นเว้อ” และที่สำคัญคือ ลูกค้าจะรู้สึกว่า คุณทำให้เขาเสียเวลา เสียค่าเน็ตในการคลิกเข้ามาแล้วอ่านอะไรที่ “ไม่ได้เรื่อง” เท่ากับว่าคุณจะเสียลูกค้าทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการไปโพสต์บอกต่อในแนวว่า “ของห่วย บอกต่อ” ประจานกัน แป๊บเดียว ลูกค้าคุณก็จะหายไปครึ่ง ๆ เลยทีเดียว

จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสินค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะทำตัวเว็บไซต์ เขียนบทความสำหรับโพสต์ลงเว็บไซต์ ทำรูปประกอบในเว็บไซต์ งานถ่ายภาพเพื่อขายไปประกอบบทความในเว็บไซต์ จึงต้องอาศัยหลักทาง SEO และที่เราเพิ่งทำให้คุณเห็น คือ การใช้ SEO ของคีย์เวิร์ดว่า เว็บไซต์ แบบง่าย ๆ ยังไงเล่า เราหวังว่าคุณคงพอจะเข้าใจ ความหมายในทางปฏิบัติของการทำ SEO กันมากขึ้น และเชื่อว่าจะเป็นบันไดไต่ยอดให้นักขายของออนไลน์ใส่ใจพัฒนาการ PR ตัวเองมากขึ้น นอกจากการเน้นที่คุณภาพของสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

SEO เปรียบเสมือนการเลือกทำเลให้ลูกค้าพิมพ์